ธนบัตรไทยเริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อไร? ย้อนประวัติเงินกระดาษกว่า 120 ปี
ถ้าพูดถึงธนบัตรที่เราหยิบออกจากกระเป๋าสตางค์เพื่อซื้ออาหาร จ่ายค่าเดินทาง หรือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า กว่าธนบัตรไทยจะกลายเป็นเงินที่ผู้คนคุ้นเคย ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัย แล้วธนบัตรไทยเริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อไร และก่อนจะมีเงินกระดาษ คนไทยใช้สิ่งใดเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน?
ธนบัตรไทยเริ่มออกใช้อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2445 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2445 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก 121 และจัดตั้งกรมธนบัตรขึ้นในสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการออกธนบัตร ก่อนเปิดให้ประชาชนนำเงินตราโลหะมาแลกเป็นธนบัตรได้ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2445 ซึ่งถือเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเงินไทย
อย่างไรก็ตาม หากเข้าใจว่าไทยเพิ่งรู้จักเงินกระดาษในปี พ.ศ. 2445 ก็อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะก่อนหน้านั้น คนไทยใช้เงินหลายรูปแบบ ทั้งหอยเบี้ย เงินพดด้วง และเหรียญกษาปณ์ เมื่อการค้าขยายตัว ความต้องการเงินตราเพิ่มสูงขึ้น จนการผลิตเงินโลหะไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงพยายามนำเงินกระดาษเข้ามาใช้เสริมระบบการเงิน
ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการจัดทำเงินกระดาษที่เรียกว่า “หมาย” เมื่อ พ.ศ. 2396 แต่ยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลาย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการออก “อัฐกระดาษ” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินปลีก รวมถึงมีการใช้ “บัตรธนาคาร” ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศได้รับอนุญาตให้นำออกใช้ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2445 เงินกระดาษเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่นำไปสู่การใช้ธนบัตรของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ
ธนบัตรรุ่นแรกของไทย หรือที่เรียกว่า ธนบัตรแบบที่ 1 ผลิตโดยบริษัทโทมัส เดอ ลา รู ประเทศอังกฤษ จุดสังเกตสำคัญคือพิมพ์ลวดลายเฉพาะด้านหน้าเพียงด้านเดียว จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ธนบัตรหน้าเดียว”
ธนบัตรแบบนี้มีทั้งหมด 7 ชนิดราคา ได้แก่ 1 บาท 5 บาท 10 บาท 20 บาท 50 บาท 100 บาท และ 1,000 บาท โดยเริ่มทยอยออกใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2445 และใช้ต่อเนื่องมาถึงรัชกาลที่ 6
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เหตุใดคนไทยจึงนิยมเรียกธนบัตรว่า “แบงก์” คำนี้มีที่มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Bank Note ซึ่งเกี่ยวข้องกับบัตรธนาคารที่เคยใช้กันมาก่อน เมื่อคนไทยคุ้นเคยกับคำเรียกดังกล่าว จึงนำมาใช้เรียกธนบัตรของรัฐบาลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาใน พ.ศ. 2471 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเงินตรา กำหนดให้ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์เป็นเงินตราของประเทศ และเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย นับเป็นพัฒนาการสำคัญของระบบเงินตราไทย ส่วนการผลิตธนบัตรภายในประเทศเกิดขึ้นในเวลาต่อมา โดยมีการจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2504 เพื่อเสริมความมั่นคงและลดการพึ่งพาการพิมพ์จากต่างประเทศ
จากเงินกระดาษรุ่นแรกที่ต้องสั่งพิมพ์จากอังกฤษ จนถึงธนบัตรที่มีลวดลายและระบบป้องกันการปลอมแปลงทันสมัยในปัจจุบัน ธนบัตรไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับซื้อขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนพัฒนาการด้านเศรษฐกิจ การค้า และเทคโนโลยีของประเทศตลอดเวลากว่าหนึ่งศตวรรษด้วย
แหล่งที่มา
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — วิวัฒนาการธนบัตร
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — ธนบัตรแบบที่ 1
- พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ — 23 กันยายน วันออกใช้ธนบัตรแบบแรกของไทย
- สำนักพระราชวัง — สำนักงานพระคลังข้างที่ บทความประวัติธนบัตรไทย
ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะครับ ถ้าชอบก็อย่าลืมกดไลน์ กดแชร์และกดติดตามด้วยนะครับเพื่อที่ท่านจะได้ไม่พลาดข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์และสาระความบันเทิง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
ใบเขียว งวด 1 พ.ย. 69 เผยสูตรคำนวณใหม่ พร้อมแนวทางจากกรอบตัวเลข
เปิด 3 จังหวัดไทยสุดห่างไกล! ภูเขาสูง ถนนคดเคี้ยว บางชุมชนเดินทางสุดลำบาก
5 จังหวัดไทยที่ชื่อยาว อ่านยาก และชวนให้สะกดผิด
ส่องเลข สุนารี ราชสีมา เหมาลอตเตอรี่ยกแผง โชว์ชุดเลขสวย 2 ตัว 3 ตัว ลุ้นโชคงวด 1 พฤศจิกายน 2569
10 ชื่อ ที่คนไทยใช้มากที่สุด ชื่อเดียวมากถึงหลักแสนคน
หัวล้านมีกี่เภทใครเป็นผู้จัดลำดับ
ถอดรหัสวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการเดินลุยไฟ ทำไมถ่าน 500 องศาถึงไม่ทำให้เท้าไหม้?
B20 เหลือ 33.50 บาท: วิ่ง 7,400 กม. ประหยัดเกือบ 5,000 บาท แต่รถคันไหนเติมไม่ได้ต้องเช็กก่อน
ชาวเน็ตฮือฮา! หลังร้านดังเอาแมลงสาบ มาทำเป็นหน้าทาร์ตไข่
เลขวิ่งสนามบินน้ำ งวด 1 พ.ย. 69 เปิดแนวทางเลขเด่นจากใบเขียนมือ เทียบข้อมูลอีกงวดมีเลขอะไรน่าสนใจ
ปริศนาอารยธรรมบนยอดเขามาชูปิกชู
ความลับใต้เงาเมืองโบราณปอมเปอี
เปิด 3 จังหวัดไทยสุดห่างไกล! ภูเขาสูง ถนนคดเคี้ยว บางชุมชนเดินทางสุดลำบาก
ถอดรหัสวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการเดินลุยไฟ ทำไมถ่าน 500 องศาถึงไม่ทำให้เท้าไหม้?
หัวล้านมีกี่เภทใครเป็นผู้จัดลำดับ
ชาวเน็ตฮือฮา! หลังร้านดังเอาแมลงสาบ มาทำเป็นหน้าทาร์ตไข่
B20 เหลือ 33.50 บาท: วิ่ง 7,400 กม. ประหยัดเกือบ 5,000 บาท แต่รถคันไหนเติมไม่ได้ต้องเช็กก่อน
ปริศนาอารยธรรมบนยอดเขามาชูปิกชู





