หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

สำเนียงสยามสมัยอโยธยา เรียกฝรั่งแต่ละชาติว่าอย่างไร

เขียนโดย Mind Matter

หากเปิดเอกสารเก่า พงศาวดาร บันทึกของชาวต่างชาติ หรือเรื่องเล่าที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จะพบว่าคนสยามไม่ได้เรียกชาวตะวันตกด้วยชื่อประเทศแบบที่คุ้นเคยในปัจจุบัน ชื่ออย่างโปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ หรือฝรั่งเศส ล้วนเป็นคำที่เข้ามาในภายหลัง ส่วนในอดีต คนสยามมักเรียกชาวต่างชาติด้วยสำเนียงที่ดัดแปลงมาจากภาษาต้นทาง ภาษามลายู ภาษาเปอร์เซีย ภาษาโปรตุเกส หรือภาษากลางที่ใช้กันในเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คนสยามเริ่มรู้จักชาวยุโรปครั้งแรกเมื่อชาวโปรตุเกสเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายและขอตั้งถิ่นฐานราว พ.ศ. 2054 (ค.ศ. 1511) หลังจากยึดมะละกาได้ไม่นาน ชาวสยามเรียกชาวยุโรปกลุ่มแรกนี้ว่า “ฝรั่ง” ซึ่งคำนี้เดินทางมาไกลจากดินแดนตะวันออกกลางผ่านพ่อค้าเปอร์เซียและมุสลิมที่ค้าขายในภูมิภาคอุษาคเนย์ เดิมที “ฝรั่ง” มาจากคำเรียกชาวแฟรงก์ในยุโรปตะวันตกที่ชาวอาหรับและเปอร์เซียใช้เรียกชาวยุโรปผิวขาวโดยรวม

1.พุดทะเกต / พุทธเกศ / ฝรั่งโลสง

ต่อมาชาวสยามก็รับเอาคำนี้มาใช้เรียกชาวโปรตุเกสเป็นหลัก เพราะเป็นชาติแรกที่เข้ามาและตั้งบ้านเรือนถาวรริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านใต้เกาะเมือง เรียกชุมชนนั้นว่าบ้านฝรั่งหรือบ้านโปรตุเกต ชาวโปรตุเกสถูกเรียกอีกอย่างว่า “ฝรั่งโลสงโปรตุเกศ” หรือ “ฝรั่งโลสง” โดย “โลสง” มาจากคำว่าลูโซหรือลูซิตานูที่ชาวโปรตุเกสใช้เรียกตนเอง ส่วนชื่อประเทศโปรตุเกสถูกเขียนในเอกสารไทยสมัยนั้นว่า “เมืองปรตุการ” หรือ “ปตุกรร”

อีกคำที่พบในเอกสารบางชุดคือ “แขกเมืองฝรั่งปัศตุกัน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในอดีตการจัดกลุ่มชาวต่างชาติของสยามไม่ได้แบ่งตามแนวคิดเรื่องตะวันตกกับตะวันออกอย่างที่คนปัจจุบันคุ้นเคยเสมอไป ชาวโปรตุเกสอาจถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “แขก” ตามระบบราชการและบริบทของชุมชนที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้หมายความว่าชาวโปรตุเกสเป็นชาวมุสลิมหรือมีเชื้อสายเดียวกับชาวแขกกลุ่มอื่น และในยุคหลังลงมาโดยเฉพาะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจึงปรากฏคำว่า “พุดทะเกต” หรือ “พุทธเกต” ซึ่งเป็นการออกเสียงตามสำเนียงไทยที่ฟังจากคำว่าโปรตุเกสหรือพอร์ทูกีสตามลักษณะการรับเสียงของคนไทยในยุคนั้น

ชื่อพุดทะเกตถือเป็นหนึ่งในคำเรียกต่างชาติที่มีเสน่ห์มากที่สุด เพราะเมื่อฟังในปัจจุบันแทบไม่มีใครเดาได้ว่าหมายถึงโปรตุเกส คำนี้ปรากฏจนกลายเป็นชื่อสถานที่ เช่น “บ้านพุทธเกศ” ซึ่งก็คือชุมชนโปรตุเกสในอยุธยา ชาวโปรตุเกสมีอิทธิพลต่อสยามไม่น้อย ทั้งด้านการทหาร อาวุธปืน การเดินเรือ ศาสนาคริสต์ และอาหาร หลายคำในภาษาไทยก็สืบทอดมาจากภาษาโปรตุเกส เช่น สบู่ กะละแม ปิ่นโต และคำเกี่ยวกับขนมหวานหลายชนิด

2.วิลันดา

เมื่อชาวฮอลันดาหรือชาวดัตช์เข้ามาติดต่อในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรราว พ.ศ. 2141 (ค.ศ. 1598) และตั้งสถานีการค้าอย่างเป็นทางการในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ชาวสยามเรียกชาติกลุ่มนี้ว่า “วิลันดา” คำนี้เพี้ยนมาจากฮอลันดาหรือฮอลแลนด์ผ่านภาษามลายูที่เรียกว่าออรังเบอลันดา และยังมีที่มาจากภาษาโปรตุเกสที่ชาวโปรตุเกสใช้เรียกชาวดัตช์ด้วย ชุมชนของชาววิลันดาตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นกัน และต่อมาคำว่าวิลันดายังถูกนำมาใช้เรียกลักษณะสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ชาวสยามเห็นจากอาคารของชาวดัตช์ เช่น อุโบสถแบบวิลันดาที่มีผนังก่ออิฐถือปูนและหน้าบันปูนปั้น

ในสมัยอยุธยา คำว่า “วิลันดา” เป็นคำที่พบได้บ่อยมากในเอกสารราชการและพงศาวดาร หลายครั้งถึงขนาดใช้เป็นชื่ออาคารหรือสถานที่ เช่น “ห้างวิลันดา” หรือ “บ้านวิลันดา” ซึ่งหมายถึงสถานีการค้าของชาวดัตช์ ดัตช์เป็นชาติที่มีอิทธิพลด้านการค้าสูงมากในอยุธยาช่วงหนึ่ง ถึงขั้นมีชุมชนขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการค้าระหว่างสยาม ญี่ปุ่น จีน และหมู่เกาะอินเดียตะวันออก

3.อังกริด

ชาวอังกฤษเข้ามาภายหลังชาววิลันดาไม่นาน ราว พ.ศ. 2155 (ค.ศ. 1612) ในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ชาวสยามเรียกชาตินี้ว่า “อังกฤษ” หรือสะกดเพี้ยนเป็น “อังกริด” ตามสำเนียงที่ฟังได้จากคำว่าอิงลิชหรืออิงแลนด์ ในเอกสารกฎหมายตราสามดวงและพระราชสาสน์ต่าง ๆ มักปรากฏคำว่าฝารังอังกฤษควบคู่กับวิลันดาและฝรั่งอื่น ๆ แสดงว่าชาวสยามแยกแยะสัญชาติได้ชัดเจนแล้วในช่วงนั้น แม้จะยังใช้คำว่าฝรั่งเป็นคำกลาง ๆ สำหรับชาวยุโรปผิวขาวทุกชาติก็ตาม

ส่วนชาวฝรั่งเศสเข้ามามากในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชราว พ.ศ. 2220 ถึง 2231 (ค.ศ. 1677–1688) เมื่อมีการแลกเปลี่ยนคณะทูตกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ชาวสยามเรียกชาตินี้ว่า “ฝรั่งเศส” โดยตรง ซึ่งเป็นการนำคำว่าฝรั่งมาผสมกับชื่อประเทศฝรั่งเศส หรือฟรองซ์ตามสำเนียงที่ฟังได้ ในเอกสารไทยสมัยนั้นจึงพบทั้งคำว่าฝรั่งเศสและฝรั่งทั่วไปปะปนกัน เนื่องจากชาวฝรั่งเศสเข้ามาในฐานะราชทูต นักบวช และทหารรับจ้างจำนวนมาก

4.ฝรั่งสี่ส้อง-สะปาญ-อิศปันหญา-อิศปันยอน

ชาวสเปนซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับอยุธยาผ่านทางฟิลิปปินส์และมะนิลาถูกเรียกในบางเอกสารว่า “ฝรั่งสี่ส้อง” หรือ “สี่ส้อง” ซึ่งเพี้ยนมาจากคำจีนที่เรียกชาวสเปนว่าลิส่อง ตามชื่อเกาะลูซอนที่สเปนยึดครองไว้ คำนี้ปรากฏไม่บ่อยเท่าชาติอื่น แต่ก็แสดงถึงการรับรู้ของชาวสยามที่มีต่อชาติยุโรปที่อยู่ห่างไกลมากขึ้น

ชาวสเปนในเอกสารเก่ามักเรียกว่า “สะปาญ” “สเปน” หรือ “อิศปันหญา” แล้วแต่ยุคและผู้บันทึก เนื่องจากสเปนกับโปรตุเกสมีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และมีเส้นทางการค้าในเอเชียคล้ายกัน คนสยามบางกลุ่มในยุคแรกอาจแยกสองชาติออกจากกันได้ไม่ชัดเจนนัก

และยังพบคำว่า “อิศปันยอน” เป็นรูปคำที่พบในเอกสารเก่าและสัมพันธ์กับชาวสเปน ชื่อดังกล่าวมีลักษณะคล้ายการถอดเสียงชื่อเรียกชาวสเปนจากภาษาในยุโรปหรือภาษาที่ใช้ติดต่อค้าขายกันในอดีต

5.ฝรั่งเสศ

ในเอกสารเก่าบางชุดพบคำว่า “ฝรั่งเสศ” ซึ่งหมายถึงชาวฝรั่งเศส คำนี้แสดงวิธีการเรียกที่นำคำว่า “ฝรั่ง” มารวมกับเสียงของชื่อประเทศฝรั่งเศส เป็นวิธีช่วยแยกชาวฝรั่งเศสออกจากชาวยุโรปชาติอื่น

ฝรั่งเศสเริ่มมีบทบาทในสยามเด่นชัดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเฉพาะช่วงที่มีการติดต่อทางการทูตและการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ มีทั้งคณะทูต นักบวช พ่อค้า ทหาร และผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสเดินทางเข้ามา

ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสในสมัยอยุธยาไม่ได้มีแต่การค้าขาย แต่เกี่ยวพันกับการเมืองระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ภายในราชสำนักด้วย ชื่อ “ฝรั่งเสศ” จึงเป็นหลักฐานทางภาษาอีกชิ้นที่บอกให้เห็นว่า สยามเริ่มจำแนกผู้คนจากยุโรปตามชาติได้ชัดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีชาวเดนมาร์กที่เข้ามาทางตะนาวศรีราว พ.ศ. 2164 (ค.ศ. 1621) ซึ่งถูกเรียกรวม ๆ ว่าฝารังเช่นกัน โดยไม่ได้มีชื่อเฉพาะชัดเจนเท่าชาติหลัก ๆ ส่วนชาติอื่น ๆ เช่น ชาวเยอรมันหรืออิตาลีในสมัยอยุธยายังไม่ปรากฏชื่อเรียกเฉพาะมากนัก เพราะยังไม่ได้เข้ามาติดต่ออย่างเป็นทางการและต่อเนื่องเท่าโปรตุเกส วิลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส คำเรียกเหล่านี้สะท้อนถึงวิธีที่ชาวสยามปรับเสียงต่างชาติให้เข้ากับลิ้นและระบบเสียงของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการตัดทอน การเพี้ยนเสียง หรือการนำคำเดิมมาผสมกับคำที่มีอยู่แล้วในภาษาไทย จนกลายเป็นชื่อที่คุ้นหูและใช้กันอย่างแพร่หลายในเอกสารราชการ วรรณกรรม และชีวิตประจำวันของคนในสมัยนั้น

เนื้อหาโดย: Mind Matter
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Mind Matter's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 23 ครั้ง
เขียนโดย Mind Matter
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
สอบเข้า ม.1 ปี 2569 โรงเรียนไหนดี? เช็กเกณฑ์โรงเรียนดัง 7 วิธีเตรียมสอบ และแผนสำหรับรอบถัดไปหวยซองห้าหมื่น งวด 16 ตุลาคม 2569จังหวัดที่มี "สนามบิน 2 แห่ง" ในจังหวัดเดียว30 ต้นไม้มงคลปลูกหน้าบ้าน เสริมเฮง ทนแดด เลือกให้ปังนอนกี่ชั่วโมงถึงพอ เปิดเวลานอนแต่ละวัย เตือนสายติดกาแฟ10 จังหวัดที่มีคนจนมากที่สุดในไทย ทำไมบางพื้นที่ยังเผชิญความยากจนทำไมเงินไทยถึงเรียกว่า “บาท” ทั้งที่หลายประเทศใช้คำว่า ดอลลาร์ ปอนด์ หรือเยน?ประวัติศาสตร์หมากฝรั่ง จากยางไม้โบราณ สู่พลาสติกสังเคราะห์ที่ครองโลกเปิด 5 จังหวัดที่มีทุเรียนราคาสูงที่สุดในไทย จังหวัดไหนครองตลาดพรีเมียมทำไมประเทศนี้จึงเขียน Laos แต่ออกเสียง ลาวAI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ตุลาคม 69เปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ตื่นมาอย่าเพิ่งลุก 5 ท่าบริหารหน้าท้องบนเตียง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ แม้มีเวลาน้อยสอบเข้า ม.1 ปี 2569 โรงเรียนไหนดี? เช็กเกณฑ์โรงเรียนดัง 7 วิธีเตรียมสอบ และแผนสำหรับรอบถัดไปข้าวเหนียวไทยไปไกลแค่ไหน? เปิดตลาดต่างประเทศที่นิยมข้าวเหนียวจากประเทศไทยหวยซองห้าหมื่น งวด 16 ตุลาคม 2569ประวัติศาสตร์หมากฝรั่ง จากยางไม้โบราณ สู่พลาสติกสังเคราะห์ที่ครองโลก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด พูดคุย ทั่วไป
ปลากัดกับปลากิมแตกต่างกันอย่างไรมื้อหรูบนโซเชียลกำลังกดดันให้เราจ่ายเกินตัวหรือไม่ที่มาและตำนานของ "เทศกาลกินเจ"“Jodi” ฟอสซิลไดโนเสาร์นักล่าตัวจิ๋ว กับปริศนาที่สั่นสะเทือนวงการบรรพชีวินวิทยา
ตั้งกระทู้ใหม่