นาริมเลบ้านปากประ หนึ่งเดียวในไทย ปลูกข้าวบนพื้นที่ทะเลสาบได้อย่างไร
พื้นที่ตรงหน้าเป็นทะเลสาบ แต่ในช่วงหนึ่งของปี ชาวบ้านกลับลงไปปักดำต้นข้าวบนพื้นที่เดียวกันได้
นี่ไม่ใช่การปลูกข้าวใต้น้ำ และไม่ใช่การถมทะเลเพื่อทำนา แต่เป็นภูมิปัญญาที่อาศัย “จังหวะของน้ำ” เปลี่ยนพื้นที่ริมทะเลสาบให้กลายเป็นแปลงนาในช่วงเวลาสั้น ๆ
ที่บ้านปากประ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง วิถีนี้เรียกว่า “นาริมเล” และมีข้อมูลจากหน่วยงานด้านชุมชนและการท่องเที่ยวระบุว่าเป็นภูมิปัญญาการทำนาริมทะเลสาบที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย
“นาริมเล” ไม่ใช่นาที่อยู่ใต้น้ำตลอดปี
คำว่า “ปลูกข้าวในทะเล” อาจทำให้หลายคนนึกภาพว่าต้นข้าวเติบโตอยู่กลางน้ำตลอดเวลา
ความจริงแตกต่างออกไป
ชาวบ้านใช้ช่วงเวลาที่ระดับน้ำในทะเลสาบลดลง จนพื้นที่ริมฝั่งบางส่วนกลายเป็นดินเลน จากนั้นจึงใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแปลงนา
เมื่อระดับน้ำเปลี่ยนกลับมา พื้นที่เดียวกันก็กลับเข้าสู่สภาพของทะเลสาบอีกครั้ง
จึงพูดได้ว่า “นาริมเล” เป็นการใช้พื้นที่ตามจังหวะธรรมชาติ มากกว่าการเอาชนะธรรมชาติ
ทำไมบ้านปากประจึงต้องทำนาในทะเลสาบ
บ้านปากประเป็นชุมชนริมทะเลสาบที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับการประมงมานาน ขณะเดียวกันพื้นที่ดินสำหรับทำการเกษตรบนบกมีข้อจำกัด
ภูมิปัญญาจึงเกิดจากการมองพื้นที่ที่มีอยู่ต่างออกไป
แทนที่จะมองทะเลสาบว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้ทำประมงเพียงอย่างเดียว ชาวบ้านเรียนรู้ว่าช่วงเวลาที่น้ำลดลงสามารถนำพื้นที่ริมทะเลสาบมาใช้ปลูกข้าวได้
นี่เป็นตัวอย่างของการปรับวิถีการเกษตรให้เข้ากับภูมิประเทศ
หนึ่งปีมีเวลาให้ทำนาเพียงช่วงสั้น ๆ
นาริมเลไม่ได้สามารถปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี
ข้อมูลชุมชนระบุว่าการทำนาริมเลอาศัยช่วงที่ระดับน้ำลด โดยทั่วไปเริ่มปักดำประมาณเดือนมิถุนายน และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกันยายน
เหตุผลสำคัญคือหลังจากนั้นสภาพลมและระดับน้ำจะเปลี่ยนไป หากปล่อยให้ข้าวอยู่ในพื้นที่ต่อ ต้นข้าวอาจได้รับความเสียหายจากคลื่นและน้ำที่กลับเข้ามา
จึงเป็นการทำนาที่ต้อง “รู้เวลา” มากพอ ๆ กับการรู้วิธีปลูก
ข้าวที่ปลูกต้องรับมือทั้งลมและคลื่น
การเลือกพันธุ์ข้าวสำหรับนาริมเลจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกับการเลือกพันธุ์สำหรับนาทั่วไป
ข้อมูลชุมชนระบุว่าต้นข้าวที่เหมาะกับพื้นที่ควรมีลำต้นแข็งแรง มีรากลึก และสามารถรับสภาพลมและคลื่นขนาดเล็กที่ซัดเข้าหาฝั่งได้
มีการระบุพันธุ์ที่ใช้ในพื้นที่ เช่น กข.33 และพันธุ์ชัยนาท ขณะที่โครงการอนุรักษ์ในช่วงหลังมีการใช้พันธุ์ กข.43 กข.55 และข้าวหอมราชินีด้วย
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “พันธุ์ข้าว” ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะให้ผลผลิตดี แต่ต้องเข้ากับระบบนิเวศของพื้นที่ด้วย
แปลงนาส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำ
ลักษณะที่ทำให้นาริมเลแตกต่างจากนาทั่วไปคือสภาพแปลง
ข้อมูลชุมชนบ้านปากประระบุว่าแปลงนาส่วนหนึ่งอยู่ในบริเวณที่มีน้ำ ขณะที่พื้นที่บางส่วนไม่จมน้ำ โดยพื้นที่ที่เป็นดินเลนสามารถใช้สำหรับปักดำได้
ดินและตะกอนที่สะสมบริเวณริมทะเลสาบจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตข้าว
นี่ทำให้ภาพของ “ทะเลสาบ” กับ “นาข้าว” ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างชัดเจนเหมือนพื้นที่เกษตรทั่วไป
ภูมิปัญญาที่ไม่ได้เกิดจากการทดลองเพียงฤดูเดียว
ข้อมูลจากชุมชนบ้านปากประระบุว่าวิถีการทำนาริมเลสืบทอดมายาวนานกว่า 200 ปี
ความรู้สำคัญจึงไม่ได้มีเพียงวิธีปักดำหรือเก็บเกี่ยว แต่รวมถึงการอ่านธรรมชาติ
ชาวบ้านต้องรู้ว่าน้ำจะลดเมื่อใด ช่วงใดเหมาะกับการปลูก และต้องเก็บเกี่ยวให้ทันก่อนสภาพน้ำและลมเปลี่ยน
เมื่อมองในมุมนี้ นาริมเลจึงเป็นทั้งการเกษตรและภูมิปัญญาด้านการจัดการพื้นที่ตามฤดูกาล
จากวิถีดั้งเดิมสู่การอนุรักษ์ในปัจจุบัน
วิถีนาริมเลเคยเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเลือนหายไปตามการเปลี่ยนแปลงของชุมชนและอายุของเกษตรกร
ปัจจุบันมีความพยายามฟื้นฟูวิถีดังกล่าวผ่านกิจกรรมของชุมชน หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคีด้านการพัฒนาพื้นที่
ข้อมูลปี 2568 ระบุว่าพื้นที่ที่อยู่ในกิจกรรมอนุรักษ์มีประมาณ 70 ไร่ และมีเกษตรกรร่วมกิจกรรม 36 ราย พร้อมการส่งเสริมพันธุ์ข้าวที่เหมาะกับพื้นที่
การทำนาริมเลจึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะเรื่องการผลิตอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดไม่ใช่การปลูกข้าวในทะเล
เมื่อมองให้ลึกกว่าภาพชาวนาปักดำข้าวริมผืนน้ำ สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีคิดของคนในพื้นที่
พื้นที่เดียวกันสามารถเป็นทั้งแหล่งประมงและพื้นที่เกษตรได้ เพียงแต่ใช้คนละช่วงเวลา
เมื่อระดับน้ำลด พื้นที่ริมเลกลายเป็นนา
เมื่อระดับน้ำกลับมา พื้นที่ก็กลับเข้าสู่วงจรของทะเลสาบ
นี่คือเหตุผลที่ “นาริมเล” ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเรื่องแปลกของการปลูกข้าว แต่เป็นตัวอย่างของภูมิปัญญาที่ออกแบบการใช้พื้นที่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
สรุป
“นาริมเล” บ้านปากประ จังหวัดพัทลุง คือวิถีการปลูกข้าวบนพื้นที่ริมทะเลสาบที่อาศัยจังหวะระดับน้ำตามฤดูกาล
ชาวบ้านไม่ได้ทำให้น้ำหายไป แต่รอช่วงที่ธรรมชาติเปิดพื้นที่ให้เกิดดินเลน จากนั้นจึงปักดำและเก็บเกี่ยวก่อนที่ระดับน้ำและคลื่นจะเปลี่ยนกลับมา
จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำว่า “ปลูกข้าวในทะเล”
แต่คือการที่คนในชุมชนเรียนรู้ว่า พื้นที่เดียวกันสามารถใช้ประโยชน์ต่างกันได้ หากรู้จักจังหวะของธรรมชาติ
ใครเคยเห็น “นาริมเล” ของจริง หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับวิถีทำนาริมเลในพื้นที่อื่น สามารถมาแลกเปลี่ยนกันได้ว่าพื้นที่ของคุณมีภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบไหนที่คนภายนอกอาจยังไม่เคยรู้จัก
ระบุข้อมูล “ภูมิปัญญาทำนาริมเลแห่งเดียวในประเทศไทย” รวมถึงรายละเอียดวิธีทำนาและฤดูกาล
ฐานข้อมูลชุมชนบ้านปากประ
DASTA — นาริมเล
ระบุพื้นที่นาริมทะเลสาบบริเวณบ้านปากประ และรายละเอียดช่วงเวลาทำนา
ข้อมูลนาริมเล DASTA
กรมการข้าว
รายงานการลงพื้นที่เยี่ยมชมการปลูกข้าวในทะเลน้อยและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวริมทะเลในจังหวัดพัทลุง
กรมการข้าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพัทลุง
ข้อมูลกิจกรรมและรายละเอียดพันธุ์ข้าว/ลักษณะพื้นที่นาริมเล
มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท
ข้อมูลการฟื้นฟูนาริมเลและตัวเลขพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ เกษตรกร 36 รายในกิจกรรมปี 2568
ไทยรัฐ
รายงานลักษณะการทำนาข้าวริมทะเลสาบและพื้นที่ทำกินของชุมชนในพัทลุง
ปฐมเทศนาเริ่มจากทางสายกลาง ก่อนแจกแจงอริยสัจ 4 อย่างไร?
เปิดแนวทางเลข วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569..จอมขมังเวทย์
รู้จัก 5 สถาบันในไทยที่เปิดสอนวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมจุดเด่นแต่ละแห่ง
เปิด 8 วรรณกรรมไทยที่เดินทางข้ามภาษา สู่ชั้นหนังสือในยุโรป
เลขเด็ดพลังเต่าหับ งวด 1 พฤศจิกายน 2569 เปิดเลขวงกลมเด่น พร้อมแนวทางเลขสองตัวที่น่าจับตา
เปิด 5 โรงเรียนนานาชาติระดับมัธยมที่แพงที่สุดในไทย ค่าเทอมทะลุล้าน จ่ายจริงปีละเท่าไร?
จังหวัดที่มีอำเภอติดทะเล เพียงอำเภอเดียว ภูมิศาสตร์ไทยที่หลายคนไม่รู้
เปิดรายชื่อ 8 มหาเศรษฐีระดับโลก ที่เลือกเมืองไทยเป็นจุดหมายพักผ่อนสุดหรู
ทะเลสาบกระดูกบนหิมาลัย: DNA พบคนตายห่างกันราว 1,000 ปี
ทำไมคนอินเดียบางพื้นที่จึงใช้มือกินอาหารแทนช้อนส้อม ?
“มังกรเมรัย” ประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ... “เลขนี้ท่านได้แต่ใดมา”
ย้อนรอย 5 ภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดัง ที่แอบมาเนรมิตประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศอื่น






