Stephenson 2-18: ดาวยักษ์แดงแห่งทางช้างเผือก ที่อาจใหญ่กว่าระบบสุริยะชั้นในทั้งบริเวณ
🌌 Stephenson 2-18: ดาวยักษ์แดงแห่งทางช้างเผือก ที่อาจใหญ่กว่าระบบสุริยะชั้นในทั้งบริเวณ
ท่ามกลางดาวฤกษ์นับแสนล้านดวงในกาแล็กซีทางช้างเผือก มีดาวจำนวนไม่น้อยที่ใหญ่โตจนทำให้ดวงอาทิตย์ของเราดูเหมือนเพียงจุดเล็ก ๆ เมื่อเปรียบเทียบ และหนึ่งในชื่อที่มักถูกกล่าวถึงเสมอเมื่อพูดถึงดาวฤกษ์ขนาดมหึมาก็คือ Stephenson 2-18 หรือ Stephenson 2 DFK 1 ดาวยักษ์แดงที่อยู่ในบริเวณกลุ่มดาวโล่ หรือ Scutum และมีค่ารัศมีที่ถูกประเมินไว้สูงถึงประมาณ 2,150 เท่าของดวงอาทิตย์
ตัวเลขดังกล่าวฟังดูแทบไม่น่าเชื่อ เพราะหากนำค่าประมาณนี้มาใช้คำนวณ เส้นผ่านศูนย์กลางของดาวจะอยู่ที่เกือบ 3 พันล้านกิโลเมตร และรัศมีของมันจะมีขนาดประมาณ 10 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ AU ซึ่ง 1 AU คือระยะห่างเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะตื่นตะลึงกับตัวเลขมหาศาลนี้ มีเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ขนาดประมาณ 2,150 เท่าของดวงอาทิตย์เป็น ค่าประมาณทางดาราศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ไม่ใช่การถ่ายภาพพื้นผิวของดาวแล้วใช้ไม้บรรทัดวัดโดยตรง เพราะ Stephenson 2-18 อยู่ไกลมาก มีฝุ่นระหว่างดาวจำนวนมากบดบังแสง และตัวดาวเองมีชั้นบรรยากาศขยายออกไปอย่างซับซ้อน
ดังนั้นในปัจจุบัน นักดาราศาสตร์จึงมักพูดถึงมันในฐานะ หนึ่งในดาวยักษ์แดงที่มีค่ารัศมีที่ถูกประเมินไว้ใหญ่มากที่สุด มากกว่าจะประกาศว่าเป็น “ดาวที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล” อย่างแน่นอน
เรื่องราวของดาวดวงนี้เริ่มต้นจากบริเวณกระจุกดาว Stephenson 2 ซึ่งถูกค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน Charles Bruce Stephenson จากการสำรวจอินฟราเรดในปี 1990 ชื่อของกระจุกดาวจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อที่เราใช้เรียกดาวดวงนี้ในเวลาต่อมา
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ Stephenson 2-18 เองเคยเป็นวัตถุที่มีปัญหาเรื่องการจัดจำแนก เพราะมันอยู่บริเวณขอบของกระจุกและมีคุณสมบัติบางอย่างไม่สอดคล้องกับดาวสมาชิกหลักของกระจุกอย่างชัดเจน นักดาราศาสตร์บางกลุ่มจึงตั้งข้อสงสัยว่ามันอาจไม่ได้เป็นสมาชิกของ Stephenson 2 โดยตรง แต่อาจเป็นดาวยักษ์แดงที่อยู่ในแนวสายตาเดียวกัน
เรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะ ระยะทางของดาวเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ใช้คำนวณขนาดและกำลังส่องสว่างของมัน หากสมมติว่าดาวอยู่ห่างจากโลกเท่ากับกระจุก Stephenson 2 ซึ่งอยู่ราว ๆ 5–6 กิโลพาร์เซก หรือประมาณ 18,000–20,000 ปีแสง เราจะได้ค่าความส่องสว่างและขนาดที่มหาศาล แต่ถ้าดาวอยู่ใกล้หรือไกลกว่าที่สมมติ ค่าที่คำนวณออกมาก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ Stephenson 2-18 จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของข้อจำกัดในการศึกษาดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลมาก ๆ เราไม่ได้เห็นพื้นผิวของมันอย่างชัดเจนเหมือนเห็นดวงจันทร์ แต่ต้องใช้แสงในย่านต่าง ๆ และแบบจำลองทางฟิสิกส์เพื่อย้อนคำนวณคุณสมบัติของดาว
สิ่งที่เราทราบค่อนข้างแน่นอนคือ มันเป็นดาวฤกษ์ประเภท ยักษ์แดงหรือ red supergiant ในช่วงวิวัฒนาการขั้นสูง ซึ่งหมายความว่าดาวเคยเป็นดาวฤกษ์ที่ร้อนและมีขนาดเล็กกว่านี้มาก ก่อนที่เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในแกนกลางจะถูกใช้ไป ดาวจึงพองตัวออกอย่างมหาศาลเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิต
และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ดาวที่มีขนาดมหึมาไม่ได้หมายความว่ามีความหนาแน่นมหาศาล
ตรงกันข้าม ชั้นนอกของดาวยักษ์แดงสามารถเบาบางอย่างมากเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ ถึงแม้ดาวจะมีปริมาตรใหญ่โตจนสามารถครอบคลุมวงโคจรของดาวเคราะห์หลายดวง แต่เนื้อสารจำนวนมากอยู่กระจายอยู่ในบริเวณกว้าง และชั้นบรรยากาศภายนอกมีความเบาบางมาก
ถ้าสมมติให้ค่ารัศมีประมาณ 2,150 เท่าของดวงอาทิตย์เป็นจริง และนำ Stephenson 2-18 มาวางไว้แทนดวงอาทิตย์ตรงกลางระบบสุริยะ ขอบเขตภายนอกของมันจะขยายออกไปประมาณ 10 AU
นั่นหมายความว่าเมื่อมองจากศูนย์กลางระบบสุริยะ ชั้นบรรยากาศของดาวอาจขยายออกไปจนถึงบริเวณใกล้เคียงกับ วงโคจรของดาวเสาร์ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 9.6 AU และอาจครอบคลุมวงโคจรของดาวเคราะห์ด้านในทั้งหมดอย่างแน่นอน
แต่คำว่า “กลืนกินดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์” ควรเข้าใจว่าเป็นการเปรียบเทียบจากขนาดรัศมีโดยประมาณ ไม่ใช่หมายความว่าดาวเคราะห์จะถูกดูดเข้าไปในทันทีหรือถูกทำลายเหมือนวัตถุที่ตกลงไปในหลุมดำ ดาวยักษ์แดงมีชั้นบรรยากาศที่เบาบางมาก และหากระบบดังกล่าวมีอยู่จริงในลักษณะเดียวกัน ปฏิสัมพันธ์กับดาวเคราะห์จะเป็นเรื่องซับซ้อนมากกว่าการ “กลืน” แบบง่าย ๆ
อุณหภูมิพื้นผิวของมันก็แตกต่างจากดวงอาทิตย์อย่างมาก เพราะดาวยักษ์แดงมีพื้นผิวที่เย็นกว่ามาก โดยอุณหภูมิที่ใช้ในแบบจำลองบางชุดอยู่ราว 3,200 เคลวิน หรือประมาณ 2,900 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับพื้นผิวดวงอาทิตย์ที่ราว 5,500 องศาเซลเซียส
ดังนั้นหากเราเห็นมันจากระยะใกล้ ดาวดวงนี้คงไม่ได้ส่องเป็นสีขาวอมเหลืองเหมือนดวงอาทิตย์ แต่จะมีสีออกไปทาง แดงหรือส้มแดง อย่างชัดเจน
แม้จะเย็นกว่าดวงอาทิตย์ แต่พื้นที่ผิวของมันมีขนาดมหาศาลจนสามารถแผ่พลังงานออกมาได้อย่างมาก ค่าประมาณบางชุดให้ความส่องสว่างสูงถึงประมาณ 440,000 เท่าของดวงอาทิตย์ ตัวเลขนี้เองเป็นส่วนสำคัญที่นำไปใช้ร่วมกับอุณหภูมิในการคำนวณหารัศมีของดาว
แต่ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องระวัง เพราะทั้งความส่องสว่างและอุณหภูมิของดาวยักษ์แดงที่อยู่ไกลและมีฝุ่นล้อมรอบนั้นมีความไม่แน่นอนสูง หากตัวแปรต้นทางเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ค่ารัศมีที่คำนวณได้ก็สามารถเปลี่ยนไปมาก
การประเมินขนาดของ Stephenson 2-18 จึงเป็นหนึ่งในกรณีที่แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขที่น่าทึ่งในดาราศาสตร์อาจมาพร้อมกับเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่
นักดาราศาสตร์ยังต้องพิจารณาปัญหาอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือดาวยักษ์แดงมีบรรยากาศที่กว้างและพร่ามัว ขอบเขตที่เราจะเรียกว่า “พื้นผิวของดาว” จึงไม่ได้คมชัดเหมือนพื้นผิวของโลก และขึ้นอยู่กับว่ากำหนดพื้นผิวที่ระดับใด
นอกจากนี้ Stephenson 2-18 ยังมีการสูญเสียมวลอย่างรุนแรง ดาวในช่วงท้ายของชีวิตสามารถปล่อยก๊าซและฝุ่นออกจากตัวเองได้เป็นจำนวนมาก จนเกิดเปลือกฝุ่นและก๊าซล้อมรอบดาว วัสดุเหล่านี้มีผลต่อการสังเกตแสงของดาวและยิ่งทำให้การประมาณคุณสมบัติของมันซับซ้อนขึ้น
นักดาราศาสตร์สามารถตรวจพบ maser ซึ่งเป็นการแผ่รังสีไมโครเวฟที่เกิดจากโมเลกุลในบริเวณก๊าซรอบดาว โดยเฉพาะ maser จากน้ำและโมเลกุลอื่น ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักฐานว่าดาวกำลังสูญเสียมวลออกสู่อวกาศอย่างต่อเนื่อง
สิ่งนี้บอกเราว่า Stephenson 2-18 ไม่ได้เป็นเพียงดาวดวงใหญ่ที่อยู่นิ่ง ๆ แต่กำลังอยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการอย่างรุนแรง
และเมื่อพูดถึงจุดจบของมัน เรื่องราวก็กลับมาน่าตื่นเต้นอีกครั้ง
ดาวยักษ์แดงมวลมากในช่วงท้ายของชีวิตจะผ่านกระบวนการหลอมรวมนิวเคลียสของธาตุหนักขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากไฮโดรเจนในแกนกลางหมดลง จะมีการหลอมฮีเลียมและกระบวนการเผาไหม้ของธาตุที่หนักขึ้น จนในที่สุด หากแกนกลางพัฒนาไปถึงสภาวะที่ไม่สามารถสร้างพลังงานจากฟิวชันได้อีก การยุบตัวของแกนกลางสามารถนำไปสู่การระเบิดแบบ core-collapse supernova
แต่ตรงนี้ก็มีสิ่งที่ไม่ควรสรุปเร็วเกินไปว่า Stephenson 2-18 จะต้องระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาแล้วกลายเป็นหลุมดำแน่นอน เพราะชะตากรรมสุดท้ายของดาวมวลมากขึ้นอยู่กับมวลแกนกลาง การสูญเสียมวล และรายละเอียดของวิวัฒนาการก่อนที่ดาวจะถึงช่วงสุดท้าย ดาวบางดวงอาจเกิดซูเปอร์โนวาแล้วเหลือดาวนิวตรอน ขณะที่ดาวที่มีแกนกลางมวลสูงมากอาจยุบตัวไปสู่หลุมดำโดยตรงหรือผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านั้น
อีกทั้งเรายังไม่สามารถระบุได้จากข้อมูลปัจจุบันว่า Stephenson 2-18 อยู่ในขั้นสุดท้ายของวิวัฒนาการมากเพียงใด หรือจะจบชีวิตในรูปแบบใดอย่างแน่นอน
สิ่งที่พูดได้อย่างปลอดภัยกว่าคือ หากมันเป็นดาวมวลมากในช่วงปลายชีวิตจริง ก็มีแนวโน้มว่าจุดจบของมันจะเกี่ยวข้องกับ การสูญเสียมวลอย่างรุนแรงและการยุบตัวของแกนกลางในอนาคต ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการระเบิดซูเปอร์โนวาและการทิ้งธาตุหนักออกสู่ห้วงอวกาศ
ธาตุเหล่านั้นสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของสสารระหว่างดาวและอาจถูกนำไปใช้สร้างดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ และวัตถุรุ่นต่อไป แต่ไม่ควรกล่าวว่า “ดาวดวงนี้จะสร้างระบบสุริยะใหม่โดยตรง” เพราะการกำเนิดระบบดาวเป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนานและเกี่ยวข้องกับเมฆโมเลกุลขนาดใหญ่ ไม่ใช่ผลโดยตรงจากซูเปอร์โนวาของดาวเพียงดวงเดียว
สิ่งที่ทำให้ Stephenson 2-18 น่าทึ่งจริง ๆ จึงไม่ใช่เพียงตัวเลข 2,150 เท่าของดวงอาทิตย์ แต่คือการที่มันทำให้เราเห็นขีดสุดของวิวัฒนาการดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ และในขณะเดียวกันก็เตือนเราว่า สิ่งที่เราคำนวณจากระยะไกลยังมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ
เราไม่สามารถเดินทางไปวัดมันด้วยตัวเองได้ ไม่สามารถเอาไม้บรรทัดไปวัดขอบดาว และไม่สามารถมองทะลุชั้นฝุ่นที่ล้อมรอบมันได้ทั้งหมด สิ่งที่เรามีคือแสง อินฟราเรด สเปกตรัม การเคลื่อนที่ และแบบจำลองทางฟิสิกส์ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาต่อกันเหมือนการแก้ปริศนาจากระยะทางนับหมื่นปีแสง
นี่คือเสน่ห์ของดาราศาสตร์
เพราะบางครั้งสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ค้นพบ กลับเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเดินทางไปแตะต้องได้เลย
Stephenson 2-18 อาจไม่ได้เป็นแชมป์ “ดาวที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล” อย่างเด็ดขาด และค่ารัศมีของมันอาจถูกปรับเปลี่ยนเมื่อมีการสังเกตที่แม่นยำขึ้น แต่ไม่ว่าจะตัวเลขสุดท้ายจะออกมาเท่าไร ดาวดวงนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตัวอย่างอันน่าทึ่งของดาวยักษ์แดงที่มีขนาดมหาศาลในกาแล็กซีของเรา
มันอยู่ไกลออกไปหลายหมื่นปีแสง ส่องแสงสีแดงผ่านม่านฝุ่นของทางช้างเผือก และกำลังเดินทางไปตามเส้นทางวิวัฒนาการของดาวมวลมากอย่างเงียบงัน
เมื่อเราเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงดาวที่เห็นอาจดูเหมือนจุดแสงเล็ก ๆ แต่เบื้องหลังจุดแสงแต่ละจุดอาจมีโลกที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจินตนาการ และมีชีวิตของมันเองที่กำลังดำเนินไปในระดับเวลาที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้
Stephenson 2-18 จึงเป็นทั้งภาพสะท้อนของความยิ่งใหญ่ของจักรวาล และบทเรียนว่าตัวเลขที่ดูเหลือเชื่อที่สุดในดาราศาสตร์ ก็มักมาพร้อมคำถามที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
เพราะยิ่งเราค้นพบว่าดาวดวงหนึ่งใหญ่เพียงใด เราก็ยิ่งตระหนักว่า จักรวาลที่เราอาศัยอยู่นั้นยังใหญ่กว่าจินตนาการของเราอยู่เสมอ
เขียนโดย dukedick
เขียนนิยายแฟนตาซีสนุกๆด้วย ในนามปากกา เหมียวกุ่ย หาอ่านได้ที่ Meb Market และ ReadAwrite ครับ ค้นหาด้วย นามปากกาได้เลยครับ หรือค้นหาใน Google ก็ได้ครับ ^_^
2 ประเทศในโลกที่ไม่มีเครื่องดื่ม coke วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
อำเภอที่เจริญที่สุด มีเศรษฐกิจดีที่สุดในประเทศไทย
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 1/10/69
ประวัติศาสตร์อันมืดมนของน้ำดื่ม: เครื่องดื่มที่คร่าชีวิตผู้คนมากกว่าสงคราม
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 ตุลาคม ย้อนหลัง 5 ปี
ครม.เคาะแล้ว! 28–29 ก.ย. 2569 หยุดราชการพิเศษ 4 จังหวัด รับมือสถานการณ์น้ำท่วม
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ทำไมสถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นตำนานเรื่องเรือ และเครื่องบินหายสาบสูญ ?
10 สำนักดัง 1/10/69 วัดกระแสเลขเด็ดตัวไหนมาแรงสุดบน
10 อันดับเลขขายดีบนแผงงวดนี้ 1/10/69 เลขไหนหมดเกลี้ยง
1/10/69 เลขไหนตรงกันหลายสำนัก เทียบให้เห็นชัด 2 ตัวไหนซ้ำ
มหัศจรรย์การบินเหนือเมฆของห่านป่ากูเมนนิค (GUSEN GOOSE)
หญิงที่หย่าร้างแล้วย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของเพื่อนสนิทและ "ตกหลุมรักสามีของเพื่อน" ตอนนี้พวกเขา 3 คนอยู่ด้วยกันมา 5 ปีและมีลูกด้วยกัน 8 คน!
2 ประเทศในโลกที่ไม่มีเครื่องดื่ม coke วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ


