ไวรัสกับแบคทีเรียต่างกันอย่างไร
* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th
มีไข้ เจ็บคอ น้ำมูกไหล หลายคนเดินเข้าร้านยาแล้วขอ “ยาแก้อักเสบ” ทันที เพราะคิดว่ากินไว้ก่อนน่าจะหายเร็วขึ้น คำที่ใช้กันทั่วไปนี้มักหมายถึง ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่โรคหวัดจำนวนมากไม่ได้เกิดจากแบคทีเรียเลย
ความต่างระหว่างไวรัสกับแบคทีเรียจึงไม่ได้เป็นเรื่องในห้องเรียนอย่างเดียว เพราะมันกำหนดว่ายาชนิดไหนมีโอกาสช่วยได้ และยาชนิดไหนกินไปแล้วไม่ได้ผล
แบคทีเรียมีเซลล์ของตัวเอง
แบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มีผนังเซลล์ เครื่องมือสร้างพลังงาน และระบบเพิ่มจำนวนของตัวเอง ยาปฏิชีวนะหลายชนิดออกแบบมาเพื่อขัดขวางจุดเหล่านี้ เช่น ขัดขวางการสร้างผนังเซลล์หรือการแบ่งตัว จึงใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ เช่น คออักเสบจากเชื้อสเตรปโตคอคคัส ไอกรน หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
แต่คำว่า “อักเสบ” ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นแบคทีเรียเสมอไป ต่อมทอนซิลบวม เจ็บคอ หรือไซนัสอักเสบอาจเกิดได้จากไวรัสเช่นกัน แพทย์จึงต้องดูอาการ ตรวจร่างกาย และบางกรณีตรวจหาเชื้อก่อนตัดสินใจใช้ยา
ไวรัสต้องอาศัยเซลล์เจ้าบ้านจึงเพิ่มจำนวนได้
ไวรัสมีขนาดเล็กกว่ามาก และไม่มีระบบสร้างพลังงานหรือสร้างตัวเองแบบเซลล์แบคทีเรีย มันพาสารพันธุกรรมเข้าไปใช้เครื่องจักรของเซลล์คนเพื่อผลิตไวรัสรุ่นใหม่ เพราะเป้าหมายของยาปฏิชีวนะอยู่ที่โครงสร้างของแบคทีเรีย ยากลุ่มนี้จึง ทำอะไรไวรัสไม่ได้
หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 เป็นโรคจากไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่ได้ทำให้น้ำมูกหายเร็วขึ้น ไม่ได้ลดระยะป่วย และไม่ได้เปลี่ยนไวรัสให้หายไป แม้น้ำมูกจะข้นหรือมีสีเหลืองเขียวก็ยังไม่ใช่หลักฐานพอที่จะสรุปว่าต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
ไวรัสบางชนิดมียาต้านไวรัสเฉพาะทาง เช่น ยาสำหรับไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามชนิดโรค ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ และความเสี่ยงของผู้ป่วย ยาต้านไวรัสไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ และใช้แทนกันไม่ได้
กินยาปฏิชีวนะผิดจังหวะ เสียได้มากกว่าที่คิด
ยาปฏิชีวนะไม่ได้เลือกทำลายเฉพาะแบคทีเรียก่อโรค มันอาจกระทบแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในร่างกายด้วย จึงเกิดผลข้างเคียงได้ตั้งแต่ผื่น คลื่นไส้ ท้องเสีย ไปจนถึงอาการแพ้รุนแรงหรือการติดเชื้อในลำไส้บางชนิด
ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือแรงกดดันจากยาทำให้แบคทีเรียบางตัวที่ทนยาอยู่แล้วรอดและเพิ่มจำนวน เมื่อเกิดการติดเชื้อจริงในอนาคต ยาเดิมอาจรักษายากขึ้น การดื้อยาอยู่ที่ตัวเชื้อ ไม่ได้หมายความว่าร่างกายของเราดื้อยา
ป่วยเป็นหวัดควรทำอย่างไร
อาการหวัดทั่วไปมักดีขึ้นได้เอง การพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และใช้ยาบรรเทาไข้หรือปวดตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรช่วยให้สบายตัวขึ้นได้ หากสงสัยไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรติดต่อสถานพยาบาลเร็ว เพราะยาต้านไวรัสบางชนิดต้องเริ่มภายในช่วงเวลาที่จำกัด
ควรพบแพทย์เมื่อหายใจลำบาก ดื่มน้ำไม่ได้ ซึมลง ไข้นานเกิน 4 วัน อาการเกิน 10 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง การใช้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องคือใช้เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพวินิจฉัยว่าเหมาะสม กินตามขนาดและระยะเวลาที่สั่ง ไม่แบ่งยาให้ผู้อื่น และไม่เก็บยาที่เหลือไว้ใช้กับการป่วยครั้งถัดไป
สรุปให้ตรงที่สุด: แบคทีเรียเป็นเป้าหมายของยาปฏิชีวนะ ส่วนไวรัสไม่ใช่ ดังนั้นไข้หวัดจากไวรัสจึงไม่หายด้วยยาปฏิชีวนะ การเลือกยาให้ตรงกับเชื้อช่วยทั้งผู้ป่วยในวันนี้ และช่วยเก็บประสิทธิภาพของยาไว้สำหรับวันที่จำเป็นต้องใช้จริง
กาแฟราคาแพงมีอะไรอยู่ในราคาบ้าง
แม่ทำเนียมลอตเตอรี่เปิด 10 อันดับเลขขายดี! เสริมเลขมงคลจากประวัติศาสตร์และงานสำคัญ งวด 16 พ.ย. 2569
ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?
5 อันดับ อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1.1 พันล้านบาท
รีวิวหนังสือ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย (MISSION TO THE MOON)
เปิดพิกัดทางหลวง 117 ถนนสายยาวผ่านพิจิตร กับปริศนาทางตรงเกือบ 100 กิโลเมตร
รู้จัก “ปลาหวานโรยงา” อาหารแปรรูปยอดฮิต แท้จริงแล้วทำจากปลาอะไร?
เลขวิ่ง V.I.P. อ.รันพนมไพร เปิดเลขเด่น 0-7 พร้อมแนวทางวิ่งบน-ล่าง งวด 16 พฤศจิกายน 2569
มหาวิทยาลัยไหนมีบัณฑิตตกงานน้อยที่สุดในไทย
เมืองที่มีหนุ่มหล่อหน้าตาดีมากที่สุด อันดับที่หนึ่งของประเทศไทย
รีวิว Pirates of the Caribbean Salazar's Revenge สงครามแค้นโจรสลัดไร้ชีพ
เปิดสถิติหวยออกวันจันทร์ย้อนหลัง 10 งวด! เลข 2-9 มาแรง จับตาเลขเด็ดงวด 16 พ.ย. 69







