หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

มนุษย์ยุคโบราณเดินทางข้ามทะเลได้อย่างไร

เขียนโดย thoughtloop

 

เมื่อพูดถึงมนุษย์ยุคโบราณ ภาพที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นคนถือหอกเดินล่าสัตว์อยู่บนแผ่นดิน แต่ความจริงแล้วมนุษย์ในอดีตไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่บนบก พวกเขาสามารถเดินทางข้ามทะเลและไปถึงเกาะหรือดินแดนที่ไม่อาจเดินเท้าไปถึงได้ตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อน

คำถามคือ ในยุคที่ยังไม่มีเรือยนต์ เข็มทิศ หรือแผนที่ดาวเทียม พวกเขาทำได้อย่างไร?

คำตอบไม่ได้มีเพียงเรื่องของ “เรือ” แต่เป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญา การสังเกตธรรมชาติ การร่วมมือกัน และความกล้าที่จะออกจากชายฝั่งอันคุ้นเคย

การเดินทางจากซุนดาแลนด์สู่ซาฮูล

หลักฐานสำคัญมาจากการกระจายตัวของมนุษย์ผ่าน ซุนดาแลนด์ และเข้าสู่ ซาฮูล ในช่วงที่ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบัน

ซุนดาแลนด์คือผืนแผ่นดินโบราณที่เคยเชื่อมพื้นที่บางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปเข้ากับเกาะใหญ่ เช่น สุมาตรา ชวา และบอร์เนียว ส่วนซาฮูลเป็นผืนแผ่นดินที่รวมออสเตรเลีย นิวกินี และหมู่เกาะอารูเข้าด้วยกัน

แม้ระดับน้ำทะเลที่ต่ำจะทำให้พื้นที่หลายแห่งเชื่อมต่อกัน แต่ระหว่างซุนดาแลนด์กับซาฮูลยังมีหมู่เกาะและช่องทะเลลึกในเขตที่เรียกว่า วอลเลเซีย ขวางอยู่ บางช่วงของเส้นทางอาจต้องข้ามทะเลเป็นระยะทางใกล้เคียง 100 กิโลเมตร

นั่นหมายความว่า มนุษย์กลุ่มแรกที่เดินทางไปถึงออสเตรเลียและนิวกินีจำเป็นต้องมีความสามารถด้านการเดินทางทางน้ำในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนโดยตั้งใจทั้งหมด หรืออาศัยทั้งการวางแผนและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย

พาหนะของพวกเขามีหน้าตาอย่างไร

นักโบราณคดียังไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าเรือหรือพาหนะของมนุษย์กลุ่มแรกมีหน้าตาอย่างไร เพราะไม้ ไผ่ เถาวัลย์ และเส้นใยธรรมชาติสามารถผุพังไปหมดเมื่อเวลาผ่านไปหลายหมื่นปี

ข้อเสนอหนึ่งคือ พวกเขาอาจนำวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นมาประกอบเป็นแพหรือเรืออย่างง่าย พาหนะเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่หรือซับซ้อนเหมือนเรือในยุคประวัติศาสตร์ ขอเพียงลอยน้ำ ควบคุมทิศทางได้บ้าง และบรรทุกคนพร้อมสัมภาระที่จำเป็นก็อาจเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเหล่านี้ยังเป็นการสร้างแบบจำลองจากหลักฐานแวดล้อม ไม่ใช่ข้อสรุปจากซากเรือที่ค้นพบโดยตรง

อ่านทะเลแทนการใช้เข็มทิศ

การมีพาหนะเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้การเดินทางกลางทะเลเป็นเรื่องง่าย มนุษย์ยังต้องเลือกเวลาออกเดินทางและสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว

ทิศทางลม คลื่น กระแสน้ำ ตำแหน่งดวงอาทิตย์ เมฆ นกทะเล ตลอดจนภูมิประเทศตามแนวชายฝั่ง ล้วนเป็นเบาะแสที่อาจช่วยกำหนดเส้นทางได้ การเดินทางบางส่วนคงเป็นการเคลื่อนจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่ง แทนที่จะออกสู่ทะเลเปิดเป็นระยะทางไกลในครั้งเดียว

งานจำลองเส้นทางเดินเรือยังชี้ว่า การเลือกเวลาออกเดินทางและการบังคับพาหนะไปในทิศทางที่ต้องการ แม้ทำได้ด้วยความเร็วไม่มาก ก็เพิ่มโอกาสไปถึงซาฮูลได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการปล่อยให้ลอยไปตามกระแสน้ำโดยบังเอิญ

อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจรู้ได้ทั้งหมดว่ามนุษย์ในช่วงนั้นใช้ความรู้แบบใด เพราะพวกเขาไม่ได้ทิ้งคู่มือการเดินเรือไว้ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำได้คือรวบรวมหลักฐานทางโบราณคดี ภูมิประเทศโบราณ กระแสน้ำ และแบบจำลองประชากรมาพิจารณาร่วมกัน

การเดินทางอาจเกิดขึ้นทีละช่วง

มนุษย์ยุคโบราณอาจไม่ได้ออกเดินทางเพราะต้องการ “ค้นพบทวีปใหม่” แบบที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน

การเดินทางอาจเริ่มจากการติดตามแหล่งอาหาร การย้ายถิ่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม หรือการขยายพื้นที่อยู่อาศัย เมื่อคนรุ่นหนึ่งเดินทางไปถึงพื้นที่ใหม่ ลูกหลานก็สามารถขยับต่อไปได้เรื่อย ๆ ระยะทางที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้จึงอาจเกิดจากการเดินทางทีละช่วงและสั่งสมความรู้ผ่านคนหลายรุ่น

หลักฐานจากหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกตะวันตกแสดงให้เห็นว่า มนุษย์สามารถเข้าสู่พื้นที่ซึ่งมีช่องทะเลคั่นกลางมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

หลังจากนั้นอีกหลายหมื่นปี ผู้คนในมหาสมุทรแปซิฟิกพัฒนาความรู้ด้านการเดินเรือไปไกลยิ่งขึ้น จนสามารถเดินทางระหว่างหมู่เกาะที่อยู่ห่างกันมาก โดยอาศัยดวงดาว กระแสน้ำ ลม คลื่น และธรรมชาติรอบตัว

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า การเดินเรือไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เพิ่งค้นพบเมื่อเกิดอารยธรรมขนาดใหญ่ ความสามารถในการเดินทางทางทะเลมีรากเก่าแก่มาก และอาจเริ่มจากพาหนะเรียบง่าย ก่อนค่อย ๆ พัฒนาซับซ้อนขึ้นตามประสบการณ์ของผู้คน

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดจึงไม่ใช่เพียงว่า “มนุษย์โบราณมีเรือหรือไม่”

แต่คือการที่มนุษย์สามารถมองทะเลที่อยู่ตรงหน้า แล้วคิดว่า

“อีกฝั่งหนึ่งต้องมีอะไรอยู่แน่”

จากการเดินทางครั้งแล้วครั้งเล่า มนุษย์จึงค่อย ๆ กระจายตัวออกจากถิ่นกำเนิด ไปยังเกาะและดินแดนใหม่ ก่อนกลายเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แทบทุกมุมโลกในเวลาต่อมา

 

เนื้อหาโดย: thoughtloop
SOURCES:

Scientific Reports — Early human settlement of Sahul was not an accident

Proceedings of the National Academy of Sciences — When did Homo sapiens first reach Southeast Asia and Sahul?

REFERENCES:

https://www.nature.com/articles/s41598-019-42946-9

https://www.pnas.org/doi/10.1073/pnas.1808385115
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
thoughtloop's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 104 ครั้ง
เขียนโดย thoughtloop
เริ่มจาก Thoughtloop ...
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เจาะลึกแนวทางตัวเลขงวด 16 ตุลาคม 2569 ส่องจุดร่วมตัวเลขเด่น เทียบมุมมองเหมือนและต่างจากหลายสำนักหมู่บ้านที่มีบ้านร้างจำนวนมากเกิดขึ้นได้อย่างไร ? เมื่อคนหายไป แต่บ้านยังอยู่อำเภอที่คนจีนนิยมไปที่สุด มีคนจีนมาเที่ยวมากที่สุดในไทยเปิดอันดับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ปี 2569ของในแพ็กเล็กลงได้อย่างไรโดยที่ราคาหน้าชั้นยังเท่าเดิมคำว่า Computer Bug เริ่มต้นจากแมลงเม่าในเครื่อง Mark II หรือไม่เปิด 10 จังหวัด คนถูกรางวัลที่ 1 มากที่สุด จังหวัดไหนมีเศรษฐีใหม่บ่อยที่สุด?น้ำมะพร้าวเคยถูกใช้แทนน้ำเกลือทางเส้นเลือดจริงหรือไม่กาแฟทำให้เราหายง่วงได้อย่างไรAI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ตุลาคม 69จังหวัดที่มี "สนามบิน 2 แห่ง" ในจังหวัดเดียวสถิติหวยออก ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 16 ตุลาคม
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิดอันดับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ปี 2569อำเภอที่คนจีนนิยมไปที่สุด มีคนจีนมาเที่ยวมากที่สุดในไทยโรงแรมขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุด มีห้องพักมากสุดอันดับ 1 ในไทยเปิดรายได้คนขายสลากรัฐบาล 1 ใบ ได้กำไรเท่าไร?
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ห้างสรรพสินค้าของไทย ที่ชาวต่างชาตินิยมมาเดินมากเป็นอันดับหนึ่งความสุขของคนวัยทำงานสำหรับคุณคืออะไรกายภาวนา: จากโคลนตมสู่บัวบานแห่งการตื่นรู้ (สร้างกับ เอไอ)อำเภอที่คนจีนนิยมไปที่สุด มีคนจีนมาเที่ยวมากที่สุดในไทย
ตั้งกระทู้ใหม่