หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ยุคที่น้ำหมากกลายเป็นของต้องห้าม

เขียนโดย ตัวซีเคร็ท

ยุคที่น้ำหมากกลายเป็นของต้องห้าม

ลองนึกภาพตรอกเก่าในพระนครช่วงก่อนสงคราม ผู้คนเดินผ่านกันพร้อมริมฝีปากสีแดงเข้ม บางคนมีฟันดำจากการเคี้ยวหมากเป็นประจำ ข้างบ้านมีต้นหมากสูงเรียงราย และเถาพลูเลื้อยอยู่ตามรั้ว สิ่งเหล่านี้เคยเป็นภาพปกติของชีวิตคนไทย แต่ไม่นานนัก คราบสีแดงบนพื้นและฟันดำในปากกลับถูกมองว่าเป็นเครื่องหมายของความล้าหลัง

ในช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐพยายามเปลี่ยนภาพประชาชนให้ดูทันสมัย สะอาด และเป็นระเบียบตามแบบประเทศตะวันตก การกินหมากจึงกลายเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ถูกเพ่งเล็ง เพราะนอกจากทำให้ฟันมีสีคล้ำและริมฝีปากแดงแล้ว น้ำหมากยังถูกบ้วนทิ้งตามถนน ทางเดิน และพื้นที่สาธารณะ

ประกาศให้เลิกกินหมากเริ่มขึ้นอย่างไร

เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2482 รัฐบาลมีประกาศชักชวนให้ประชาชนเลิกรับประทานหมาก โดยให้กระทรวง ทบวง และกรมต่าง ๆ ช่วยแนะนำข้าราชการและประชาชนให้เปลี่ยนพฤติกรรม เรื่องนี้เกิดขึ้นในบรรยากาศเดียวกับการรณรงค์ด้านการแต่งกาย การสวมหมวก การใช้ภาษา และการจัดระเบียบชีวิตประจำวัน

ในทางเอกสาร การเริ่มต้นไม่ได้มีลักษณะเป็นกฎหมายฉบับเดียวที่ประกาศว่า คนไทยทุกคนห้ามเคี้ยวหมากและต้องถูกจับทันทีหากฝ่าฝืน แต่เป็นการใช้ทั้งประกาศ การรณรงค์ การกดดันทางสังคม และกฎระเบียบในสถานที่ราชการร่วมกัน เพื่อทำให้การเคี้ยวหมากกลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะกับภาพของพลเมืองสมัยใหม่

ความสะอาดถูกผูกเข้ากับความเป็นชาติ

เหตุผลที่รัฐบาลใช้ต่อต้านหมากพลูมีทั้งเรื่องสุขอนามัยและรูปลักษณ์ น้ำหมากสีแดงทำให้พื้นถนนและกำแพงมีคราบเลอะเทอะ เศษหมากติดอยู่ตามซอกฟัน ส่วนผู้เคี้ยวเองมักมีริมฝีปากแดงคล้ำและฟันสีดำ ซึ่งผู้ปกครองในเวลานั้นมองว่าไม่สวยงามเมื่อเทียบกับภาพคนเมืองตะวันตก

แต่เบื้องหลังเรื่องความสะอาดยังมีแนวคิดใหญ่กว่านั้นอยู่ด้วย รัฐต้องการสร้างพลเมืองแบบใหม่ที่แต่งกายเป็นระเบียบ ตรงต่อเวลา เคารพธงชาติ และปฏิบัติตัวเหมือนคนในประเทศที่กำลังพัฒนา การเคี้ยวหมากจึงไม่ได้ถูกมองแค่เป็นเรื่องของปากหรือฟัน แต่ถูกนำไปผูกกับคำถามว่า คนคนหนึ่งมีความเจริญและเหมาะสมกับชาติสมัยใหม่หรือไม่

ต้นหมากและเครือพลูถูกตัดทิ้ง

เรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการส่งเจ้าหน้าที่ไปตัดต้นหมากและเครือพลูตามบ้านหรือพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อทำให้ประชาชนหาส่วนประกอบสำหรับเคี้ยวได้ยากขึ้น แหล่งความรู้ด้านวัฒนธรรมและคำบอกเล่าหลายแห่งกล่าวตรงกันว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นจริงในบางพื้นที่ แม้รายละเอียดเรื่องขอบเขตและจำนวนต้นไม้ที่ถูกตัดจะไม่มีหลักฐานตัวเลขชัดเจน

สำหรับคนรุ่นเก่า ต้นหมากหนึ่งต้นไม่ได้เป็นเพียงพืชในสวน แต่เป็นทั้งแหล่งอาหาร รายได้ และส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์บ้าน เถาพลูที่เลื้อยอยู่ข้างเรือนช่วยให้ครอบครัวมีวัตถุดิบติดบ้าน ส่วนเชี่ยนหมากที่จัดไว้อย่างสวยงามมักถูกใช้ต้อนรับแขก เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างญาติ และเกี่ยวข้องกับพิธีแต่งงานหรือพิธีมงคล

เมื่อพืชเหล่านี้ถูกตัดหรือถูกทำให้ปลูกได้ยาก การเลิกกินหมากจึงไม่ได้เกิดจากคำแนะนำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำให้วิถีชีวิตเดิมค่อย ๆ ขาดสิ่งสนับสนุน คนที่ยังติดหมากต้องหลบซ่อนหรือหาซื้อจากแหล่งไกลบ้าน ขณะที่คนรุ่นใหม่เริ่มเรียนรู้ว่าการเคี้ยวหมากเป็นสิ่งที่ไม่ควรแสดงออกต่อหน้าสังคม

ตำรวจส่องฟันและจับปรับจริงหรือไม่

ภาพจำที่เล่าต่อกันมาคือ ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่เดินตรวจตามตรอกซอกซอย คอยสังเกตว่าประชาชนคนใดมีปากแดง ฟันดำ หรือกำลังบ้วนน้ำหมาก แล้วเข้าจับกุมหรือปรับเงินทันที เรื่องลักษณะนี้มีอยู่ในคำบอกเล่าและเรื่องเล่าประวัติศาสตร์หลายชุด จึงทำให้ภาพยุคนั้นดูเหมือนมีสายตรวจเฉพาะกิจออกตามจับคนเคี้ยวหมากโดยตรง

แต่หลักฐานที่ยืนยันได้ชัดกว่าคือการรณรงค์ให้เลิกกินหมาก การห้ามหรือกวดขันการบ้วนน้ำหมากในพื้นที่ราชการ และการใช้เจ้าหน้าที่กดดันให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ส่วนรายละเอียดว่ามีชุดตำรวจตรวจฟันทุกตรอกหรือมีบทลงโทษเฉพาะสำหรับคนฟันดำทั่วพระนครนั้นยังไม่พบหลักฐานทางการที่ชัดเจนพอจะยืนยันทั้งหมด

ดังนั้น เรื่องตำรวจตรวจจับคนปากแดงฟันดำควรเข้าใจว่าเป็นภาพสะท้อนความเข้มงวดของการควบคุมวัฒนธรรมในยุคนั้น มากกว่าจะสรุปว่าเป็นกฎหมายที่บังคับใช้เหมือนกันทุกพื้นที่และทุกเวลา

จากของต้อนรับแขกสู่ของที่ต้องแอบเก็บ

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญไม่ได้อยู่ที่ต้นหมากถูกตัดไปกี่ต้น แต่อยู่ที่ความหมายของการเคี้ยวหมากเปลี่ยนไป คนที่เคยยื่นเชี่ยนหมากให้แขกด้วยความสุภาพ อาจต้องเก็บถาดหมากไว้ในมุมลับของบ้านเมื่อมีเจ้าหน้าที่หรือคนจากทางการมาเยือน

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังทำให้รูปลักษณ์ของคนไทยถูกตัดสินด้วยมาตรฐานใหม่ ฟันขาว ริมฝีปากสะอาด เสื้อผ้าแบบตะวันตก และการไม่บ้วนน้ำลายลงพื้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญ ขณะที่ฟันดำและคราบน้ำหมากถูกผลักให้เป็นภาพของคนบ้านนอก คนแก่ หรือคนที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนตามรัฐ

สุขภาพคือเหตุผลอีกด้านที่ถูกค้นพบภายหลัง

ปัจจุบันการเคี้ยวหมากเป็นเวลานานถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคในช่องปากและมะเร็งช่องปาก ความรู้ด้านสุขภาพทำให้เราเข้าใจโทษของหมากได้ละเอียดกว่าคนในช่วงทศวรรษ 2480 แต่ความรู้สมัยใหม่ไม่ควรถูกนำไปใช้ลบความจริงว่า ในเวลานั้นหมากพลูยังเป็นวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน

การที่พฤติกรรมหนึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ไม่ได้แปลว่าการทำลายความทรงจำและวิถีชีวิตของผู้คนจะไม่มีผลกระทบ หลายครอบครัวไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกำลังทำสิ่งสกปรก พวกเขาเพียงกำลังทำสิ่งที่พ่อแม่ ปู่ย่า และคนในชุมชนทำต่อกันมานาน

คราบสีแดงที่หายไปพร้อมกับโลกเดิม

หลังพ้นยุคจอมพล ป. ความเข้มงวดเรื่องการกินหมากผ่อนคลายลง แต่ความนิยมไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม การขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย ความรู้ด้านสุขภาพ และค่านิยมเรื่องฟันขาวสะอาด ทำให้คนรุ่นใหม่ค่อย ๆ ห่างจากหมากพลู เหลือไว้เพียงเชี่ยนหมากในพิธี ต้นหมากตามบ้านเก่า และเรื่องเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่

เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของการห้ามเคี้ยวหมาก แต่เป็นตัวอย่างว่ารัฐสามารถเปลี่ยนความหมายของสิ่งใกล้ตัวได้อย่างไร จากของใช้ในบ้านกลายเป็นของล้าสมัย จากสัญลักษณ์ของการต้อนรับกลายเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด และจากคราบบนถนนกลายเป็นหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านสังคมไทย

เมื่อมองย้อนกลับไป คราบน้ำหมากสีแดงอาจดูสกปรกในสายตาคนยุคนี้ แต่สำหรับคนจำนวนมากในอดีต คราบนั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนา มิตรภาพ พิธีกรรม และชีวิตประจำวัน การสร้างชาติทำให้บ้านเมืองมีภาพใหม่ที่เป็นระเบียบขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ภาพบางอย่างของสังคมเก่าค่อย ๆ หายไปโดยแทบไม่มีโอกาสบอกลา

* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th

เนื้อหาโดย: ตัวซีเคร็ท
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ตัวซีเคร็ท's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 72 ครั้ง
เขียนโดย ตัวซีเคร็ท
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
รู้หรือไม่? เปิดรายได้พนักงานส่งพัสดุของแต่ละแอป วันหนึ่งได้เท่าไรอำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทยโรสแมรี่ แฮร์ริส ‘ป้าเมย์’ แห่ง Spider-Man ฉบับโทบีย์ แม็คไกวร์ อายุครบ 99 ปีตาราง “เด่นเหนือเด่นใต้” งวด 1 ต.ค. 69 เปิดข้อมูลตามโพย เลขไหนอยู่ตรงไหนโรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทยเรียก “ป๋อง สุพรรณ” เซียนพระดัง แจงปมมูลนิธิฯ วัดพุทไธศวรรย์ส่องเลข 3 สำนักพิมพ์ งวด 1 ต.ค. 69 ตัวไหนมีข้อมูลตรงกันจากอินเดียสู่เส้นทางสายไหม! เจาะลึก “การเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ปรากฏการณ์เปลี่ยนโลกเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อนCtrip แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของจีน เปิดขายตั๋วสำหรับทริปท่องเที่ยวอวกาศ ของ Virgin Galactic 6 วัน ในราคาประมาณ 24 ล้านบาทบุ๋ม ปนัดดา” เล่าเบื้องหลังหญิงตีเนียน หลังเจออยู่กลางวงสัมภาษณ์ “หนุ่ม กรรชัย”เปิด 5 โรงเรียนหญิงล้วนเก่าแก่ของไทย ที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษพลิกตำราประวัติศาสตร์โลก! พบหลักฐานบรรพบุรุษมนุษย์ในเอเชีย ใช้ "ขวานหินสุดล้ำ" เก่าแก่กว่าที่คิดถึง 300,000 ปี!
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ปรัชญาญี่ปุ่นที่สอนให้เราโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบเปิด 5 โรงเรียนหญิงล้วนเก่าแก่ของไทย ที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษCtrip แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของจีน เปิดขายตั๋วสำหรับทริปท่องเที่ยวอวกาศ ของ Virgin Galactic 6 วัน ในราคาประมาณ 24 ล้านบาทโรสแมรี่ แฮร์ริส ‘ป้าเมย์’ แห่ง Spider-Man ฉบับโทบีย์ แม็คไกวร์ อายุครบ 99 ปีจากอินเดียสู่เส้นทางสายไหม! เจาะลึก “การเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ปรากฏการณ์เปลี่ยนโลกเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อนบุ๋ม ปนัดดา” เล่าเบื้องหลังหญิงตีเนียน หลังเจออยู่กลางวงสัมภาษณ์ “หนุ่ม กรรชัย”
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ปรัชญาญี่ปุ่นที่สอนให้เราโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบทำไมแบรนด์ยุคนี้ต้องทำ Nostalgia Marketing?จากอินเดียสู่เส้นทางสายไหม! เจาะลึก “การเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ปรากฏการณ์เปลี่ยนโลกเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อนพลิกตำราประวัติศาสตร์โลก! พบหลักฐานบรรพบุรุษมนุษย์ในเอเชีย ใช้ "ขวานหินสุดล้ำ" เก่าแก่กว่าที่คิดถึง 300,000 ปี!
ตั้งกระทู้ใหม่