หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

7 วิธีที่คนร้ายใช้สร้างความไว้ใจก่อนลงมือ

เขียนโดย thoughtloop

เวลาพูดถึงอันตราย หลายคนมักนึกถึงคนที่ดูน่ากลัว คนที่พูดจาแข็งกร้าว หรือคนที่มีท่าทีผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด

แต่ในชีวิตจริง อันตรายบางอย่างกลับมาในรูปแบบที่ตรงกันข้าม

พูดดี

ยิ้มเก่ง

ดูมีน้ำใจ

คุยเหมือนรู้จักกันมานาน

หรือบางครั้งก็ทำตัวธรรมดาจนเราไม่ทันระวัง

เหตุผลหนึ่งคือ คนที่คิดจะหลอกหรือเอาเปรียบผู้อื่นอาจพยายามสร้าง “ความไว้ใจ” ก่อน เพราะเมื่อเราไว้ใจใคร เรามักลดกำแพงลงเองโดยไม่รู้ตัว

นี่คือ 7 พฤติกรรมที่ควรสังเกต ไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำสิ่งเหล่านี้จะเป็นคนร้ายทุกคน แต่ถ้าหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็ควรหลีกเลี่ยงและรักษาระยะห่างให้มากขึ้น

1. เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ เพื่อดูว่าเราจะยอมแค่ไหน

บางครั้งการหลอกลวงไม่ได้เริ่มด้วยการขอเงินจำนวนมาก หรือขอข้อมูลสำคัญทันที

มันอาจเริ่มจากเรื่องเล็กมาก

ขอให้ช่วยถือของ

ขอยืมโทรศัพท์

ขอข้อมูลเล็กน้อย

หรือขอให้ช่วยทำอะไรบางอย่างที่ดูไม่น่ามีปัญหา

เมื่ออีกฝ่ายตอบตกลง ความไว้ใจก็เริ่มเกิดขึ้นทีละนิด

จากนั้นคำขออาจค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ควรระวังคือ ไม่ใช่แค่ “เขาขออะไร” แต่คือ เขากำลังทดสอบขอบเขตของเราอยู่หรือเปล่า

การปฏิเสธเรื่องเล็ก ๆ ที่เราไม่สบายใจ จึงไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท

2. ทำดีให้ก่อน แล้วค่อยขอสิ่งตอบแทน

คนเรามักรู้สึกอยากตอบแทนเมื่อได้รับน้ำใจจากใครสักคน

บางคนจึงอาจใช้หลักการง่าย ๆ นี้เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ

ซื้อของให้

ช่วยเหลือเรื่องเล็ก ๆ

ให้สิทธิพิเศษ

หรือทำบางอย่างให้เราโดยที่เราไม่ได้ร้องขอ

หลังจากนั้นจึงค่อยขอความช่วยเหลือกลับ

การมีน้ำใจเป็นเรื่องดี แต่ความช่วยเหลือที่ดีไม่ควรทำให้เรารู้สึกว่า “เพราะเขาเคยช่วยเรา เราจึงปฏิเสธเขาไม่ได้”

ถ้าความสัมพันธ์เริ่มมีลักษณะเหมือนบัญชีหนี้บุญคุณ ก็ควรหยุดคิดสักนิด

3. รีบทำให้สนิทเกินกว่าระยะเวลาที่รู้จักกัน

บางคนเพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่กลับพยายามทำให้ความสัมพันธ์ก้าวไปเร็วมาก

เรียกชื่อสนิทสนม

เล่าเรื่องส่วนตัว

บอกความลับ

พูดเหมือนเราเป็นคนสำคัญ

หรือทำให้รู้สึกว่า “เราเข้าใจกันมากกว่าคนอื่น”

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งในชีวิตจริงและบนโลกออนไลน์

ความสนิทไม่ใช่สิ่งผิด แต่ความไว้ใจควรมีเวลาเป็นส่วนประกอบ

เพราะการรู้จักใครสักคนไม่ได้เกิดจากการคุยกันไม่กี่ครั้ง แต่เกิดจากการเห็นพฤติกรรมของเขาซ้ำ ๆ ในสถานการณ์ที่หลากหลาย

บางครั้งการค่อย ๆ รู้จักกันจึงปลอดภัยกว่าการรีบเชื่อใจเพราะคำพูดที่ฟังแล้วรู้สึกดี

4. ทำให้เรารู้สึกว่าเขา “เข้าใจเรา”

วิธีนี้ละเอียดกว่าวิธีอื่น เพราะไม่ได้ใช้ความกลัว แต่ใช้ความรู้สึก

อีกฝ่ายอาจถามว่าเรากำลังเจอปัญหาอะไร

อะไรที่ทำให้กังวล

กำลังต้องการอะไร

หรือกำลังมีปัญหาเรื่องเงิน ความรัก งาน หรือครอบครัวหรือไม่

เมื่อรู้ว่าเราอ่อนแอตรงไหน เขาอาจพูดในสิ่งที่เรากำลังอยากได้ยิน

คนที่กำลังเหงาอาจได้รับความใส่ใจ

คนที่กำลังมีปัญหาเรื่องเงินอาจได้รับข้อเสนอช่วยเหลือ

คนที่กำลังมองหาโอกาสใหม่อาจได้รับข้อเสนอที่ดูเหมือนดีเกินคาด

เมื่อคนเรารู้สึกว่า “ในที่สุดก็มีคนเข้าใจ” เราอาจเปิดเผยข้อมูลมากกว่าที่ตั้งใจ

เพราะฉะนั้น ความรู้สึกสบายใจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็ยังควรมาพร้อมกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง

5. ทำให้เรารู้สึกว่า “ทุกคนก็ไว้ใจเขา”

คนเรามักใช้พฤติกรรมของคนอื่นเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

ถ้าเห็นหลายคนพูดถึงใครสักคนในทางที่ดี เราก็มีแนวโน้มจะรู้สึกว่าคนนั้นน่าเชื่อถือขึ้น

คนที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์จึงอาจพยายามทำให้ตัวเองดูมีคนรู้จักเยอะ มีคนรับรอง หรือมีคนอื่นใช้บริการอยู่แล้ว

บนโลกออนไลน์ก็เห็นได้จากโปรไฟล์ รีวิว หรือภาพที่แสดงความน่าเชื่อถือ

แต่สิ่งที่เห็นไม่ได้แปลว่าตรวจสอบแล้วเสมอไป

ถ้าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับเงิน ข้อมูลส่วนตัว หรือการตัดสินใจสำคัญ ควรตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่เป็นอิสระด้วย ไม่ใช่เชื่อเพียงเพราะมีคนอื่นดูเหมือนจะเชื่อ

6. พยายามแยกเราออกจากคนที่อาจทักท้วง

นี่เป็นสัญญาณที่ควรระวังมาก

ถ้ามีใครเริ่มพูดว่า

“อย่าเพิ่งบอกคนอื่น”

“คนอื่นไม่เข้าใจหรอก”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของเรา”

หรือพยายามทำให้เรารู้สึกว่าคนรอบตัวกำลังขัดขวางความสัมพันธ์หรือโอกาสของเรา

ควรหยุดคิด

เพราะเมื่อเราอยู่คนเดียวโดยไม่มีคนอื่นช่วยตั้งคำถาม เราอาจตัดสินใจจากข้อมูลที่อีกฝ่ายเป็นคนเลือกให้เพียงฝ่ายเดียว

คนที่หวังดีกับเราจริง ๆ อาจไม่เห็นด้วยกับเราบ้าง แต่ไม่ควรต้องการให้เราตัดขาดจากทุกคนเพื่อที่จะเชื่อเขาเพียงคนเดียว

7. พอเราไว้ใจแล้ว จึงเริ่มขอสิ่งที่มีความเสี่ยง

จากการพูดคุยธรรมดา กลายเป็นการขอข้อมูลส่วนตัว

จากการช่วยเหลือเล็ก ๆ กลายเป็นการขอเงิน

จากการรู้จักกัน กลายเป็นการขอรหัสผ่านหรือรหัส OTP

จากข้อเสนอที่ดูน่าสนใจ กลายเป็นการเร่งให้โอนเงิน

หรือจากการทำความรู้จัก กลายเป็นการชวนไปยังสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย

สิ่งสำคัญคืออย่าคิดว่า “ไหน ๆ ก็ไว้ใจกันแล้ว”

เพราะความไว้ใจไม่ควรเป็นบัตรผ่านให้ใครเข้าถึงทุกอย่างในชีวิตของเรา

ข้อมูลบางอย่างควรเก็บไว้เป็นส่วนตัว เงินบางส่วนไม่ควรโอนให้ใครง่าย ๆ และการตัดสินใจสำคัญควรมีเวลาตรวจสอบเสมอ

ความไว้ใจไม่ใช่สิ่งที่ต้องให้ทันที

การระวังคนอื่นไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ชีวิตแบบหวาดระแวง

เพราะในแต่ละวันเรายังต้องพบปะผู้คน ทำงาน ซื้อของ ขอความช่วยเหลือ และสร้างความสัมพันธ์กับคนใหม่ ๆ

สิ่งที่ควรมีไม่ใช่กำแพงสูงจนไม่มีใครเข้าถึง แต่คือ ประตูที่เรายังเป็นคนถือกุญแจ

ใครจะเข้ามาใกล้แค่ไหน เราเป็นคนกำหนดได้

ใครจะรู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเรา เราเป็นคนเลือกได้

และเมื่อมีใครพยายามเร่งให้เราไว้ใจ ทั้งที่ยังรู้จักกันไม่นาน เราก็มีสิทธิ์ชะลอไว้ก่อน

เพราะคนที่จริงใจอาจผิดหวังที่เราระวังตัว แต่คนที่มีเจตนาไม่ดีอาจเป็นฝ่ายไม่พอใจที่เราไม่ยอมให้เข้าถึงง่าย ๆ

ดังนั้น หากมีใครทำให้รู้สึกว่า

“ถ้าไว้ใจกันจริง ต้องทำสิ่งนี้ให้ฉัน”

นั่นอาจเป็นเวลาที่ควรถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วถามตัวเองว่า

เรากำลังไว้ใจคนคนนี้ เพราะเห็นพฤติกรรมที่น่าเชื่อถือจริง ๆ หรือเพราะเขาทำให้เรารู้สึกว่าเขาน่าเชื่อถือ?

สองอย่างนี้ดูคล้ายกัน แต่เชื่อได้เลยว่าผลลัพธ์ต่างกันมาก

เนื้อหาโดย: thoughtloop
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
thoughtloop's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 52 ครั้ง
เขียนโดย thoughtloop
เริ่มจาก Thoughtloop ...
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
7 สายมหาวิทยาลัย ที่เรียนแล้วมีโอกาสทำงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ต่อยอดได้จริงราคาที่ดินตารางวาละ 3.6 ล้านบาทอยู่ตรงไหนของกรุงเทพฯเปิดค่าใช้จ่ายจริงของนักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่สมัครจนจบการศึกษา ต้องเตรียมเงินเท่าไรเลขปิงปอง น้องเพชรกล้า งวด 16 ก.ย. 69 แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านจังหวัดใดบ้างตลอดสายภูกุ้มข้าว กาฬสินธุ์ แหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์สำคัญของประเทศไทย“หลุมดักรถถัง” ที่ชายแดน อวสาน T-59 เขมรจอดเดี้ยงที่ช่องจอมเปิดรายได้คนไทยไปทำงานญี่ปุ่น เงินเดือนเท่าไร หักค่าที่พักและค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกลับบ้านกี่บาทมาแล้ว เลขเด็ดจากปฏิทินจีน ปฏิทินครอบครัวข่าว 3 งวดประจำวันที่ 16 กันยายน 2569เจาะตาราง 'มหาทักษา' 16 ก.ย. 69 ชน 7-2 แตกยับๆ อย่าหาว่าไม่เตือน!ภูเก็ต สมุย และช้าง เกาะไหนใหญ่ที่สุดในไทยความหรูหราข้ามมหาสมุทรมาเป็นหวานเย็นริมทาง เปิดประวัติศาสตร์ “น้ำแข็งไส” ในเมืองสยาม
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ร้านอาหารใต้อร่อยรสจัดจ้านต้องยกให้ร้านนี้เลย7 สายมหาวิทยาลัย ที่เรียนแล้วมีโอกาสทำงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ต่อยอดได้จริงภูเก็ต สมุย และช้าง เกาะไหนใหญ่ที่สุดในไทยออกซิเจนและวิวดีๆ ไม่ได้ดีสำหรับมนุษย์เท่านั้น แม้สัตว์ที่เรานั้นเรียกว่าเดรัจฉานชอบเช่นกันราคาที่ดินตารางวาละ 3.6 ล้านบาทอยู่ตรงไหนของกรุงเทพฯภูกุ้มข้าว กาฬสินธุ์ แหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์สำคัญของประเทศไทย
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
7 สายมหาวิทยาลัย ที่เรียนแล้วมีโอกาสทำงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ต่อยอดได้จริงภูกุ้มข้าว กาฬสินธุ์ แหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์สำคัญของประเทศไทยแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านจังหวัดใดบ้างตลอดสายตำบลคลองสามมีประชากรเกินแสนคนจริงหรือไม่
ตั้งกระทู้ใหม่