ทำไมข่าวไทยอ่อนไหวขนาดนี้ แม้แต่คำธรรมดาอย่าง ยิง ก็ยังต้องหลบ
เคยสังเกตไหม เวลาไถดูข่าวในโซเชียลแล้วเจอประโยคประมาณ “เกิดเหตุ ยิ*ง กลางร้าน” หรือ “คนร้ายใช้อาวุธปื*” ทั้งที่อ่านแวบเดียวก็รู้ว่าคำเต็มคืออะไร บางเพจหนักกว่านั้น ใช้คำอย่าง “ตุย”, “บึ้ม”, “อาวุX”, “เสีxชีวิต” จนบางข่าวต้องแปลภาษาเซ็นเซอร์กลับเป็นภาษาไทยอีกรอบ
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าคำว่า “ยิง” เป็นคำต้องห้ามตามกฎหมาย หรือสื่อไทยถูกสั่งว่าห้ามพิมพ์คำนี้แบบเหมารวม ปัญหาหลักอยู่ที่วิธีเผยแพร่ข่าวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างหาก
สมัยก่อนหนังสือพิมพ์ลงพาดหัวว่า “ยิง”, “ฆ่า”, “เสียชีวิต”, “ระเบิด” ได้ตรงๆ เพราะพื้นที่เผยแพร่เป็นของสำนักข่าวเอง แต่พอคนอ่านข่าวจำนวนมากย้ายมาอยู่บน Facebook, TikTok, YouTube และแพลตฟอร์มอื่น ข่าวหนึ่งชิ้นไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องความเร็วแล้ว มันต้องผ่านระบบตรวจสอบเนื้อหา ระบบแนะนำโพสต์ กฎโฆษณา และการประเมินว่าเนื้อหาเหมาะจะส่งต่อให้คนวงกว้างหรือเปล่า
ตรงนี้แหละที่ทำให้คนทำเพจจำนวนหนึ่งเลือก “เซ็นเซอร์ไว้ก่อน”
คำเกี่ยวกับความรุนแรง ความตาย อาวุธ เหตุสะเทือนขวัญ หรือเนื้อหาที่อาจสร้างความไม่สบายใจ มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบตรวจจับเนื้อหาของแพลตฟอร์ม แต่เรื่องสำคัญที่มักถูกเข้าใจผิดคือ ไม่ได้หมายความว่าพิมพ์คำว่า “ยิง” หนึ่งครั้งแล้วระบบจะลดการมองเห็นทันทีทุกกรณี แพลตฟอร์มรายใหญ่พิจารณาหลายอย่างประกอบกัน ทั้งบริบท ภาพ วิดีโอ เสียง ข้อความ และลักษณะของเนื้อหา
ตัวอย่างง่ายๆ “ตำรวจยิงปืนขึ้นฟ้าในพิธี” กับข้อความที่เชียร์ให้ไปทำร้ายใครสักคน แม้มีคำว่า “ยิง” เหมือนกัน แต่บริบทต่างกันมาก ระบบนโยบายจึงไม่ได้มองแค่คำเดี่ยวๆ เสมอไป
แล้วทำไมเพจข่าวยังเขียน “ยิ*ง” กันเต็มฟีด?
เหตุผลหนึ่งคือความไม่แน่นอน คนทำคอนเทนต์ไม่มีทางมองเห็นระบบจัดอันดับทั้งหมดจากหลังบ้านของแพลตฟอร์ม พอโพสต์หนึ่งยอดตก ก็ยากจะรู้ว่าเกิดจากหัวข้อไม่น่าสนใจ เวลาโพสต์ไม่ดี ผู้ชมไม่กดดู หรือระบบจำกัดการกระจายเนื้อหาบางประเภทกันแน่ ทางเลือกที่เสี่ยงน้อยที่สุดในสายตาคนทำเพจจึงกลายเป็น “เลี่ยงคำไว้ก่อน”
พอเพจหนึ่งทำแล้วดูเหมือนรอด เพจอื่นก็ทำตาม จากเดิมเซ็นเซอร์เฉพาะคำที่รุนแรงมาก ค่อยๆ ลามมาถึงคำทั่วไปในบริบทข่าว เช่น ยิง ปืน ตาย ศพ ฆ่า ระเบิด หรือเลือด บางครั้งแม้เนื้อหาเป็นการรายงานเหตุการณ์ตามปกติก็ยังถูกดัดคำจนอ่านสะดุด
อีกตัวแปรคือเรื่องรายได้ โดยเฉพาะวิดีโอ แพลตฟอร์มที่มีระบบโฆษณามักแยกเรื่อง “อนุญาตให้อยู่บนแพลตฟอร์ม” ออกจาก “เหมาะสำหรับผู้ลงโฆษณาหรือไม่” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันเลย ข่าวเหตุรุนแรงบางชิ้นอาจเผยแพร่ได้ตามกฎ แต่มีข้อจำกัดด้านการสร้างรายได้หรือการแสดงโฆษณา คนทำสื่อที่พึ่งรายได้จากแพลตฟอร์มจึงระวังทั้งภาพ เสียง พาดหัว และถ้อยคำ
ผลข้างเคียงที่น่าสนใจคือภาษาไทยบนอินเทอร์เน็ตเริ่มมี “ภาษาหลบระบบ” ของตัวเอง จากคำตรงๆ กลายเป็นการใส่ดอกจัน เปลี่ยนตัวอักษร ใช้คำพ้อง ใช้อีโมจิ หรือประดิษฐ์ศัพท์ใหม่ จนบางคำหลุดออกจากพื้นที่ข่าวไปใช้ในบทสนทนาปกติด้วย
คำว่า “ตุย” เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพ จากเดิมเป็นคำเล่นๆ บนอินเทอร์เน็ต กลายเป็นคำที่พบได้บ่อยเวลาเล่าเรื่องความตายแบบหลีกเลี่ยงคำตรง บางกรณีทำให้บรรยากาศเบาลง แต่ถ้าเอาไปใช้กับข่าวการสูญเสียจริงก็เกิดคำถามอีกด้านว่า มันทำให้เหตุการณ์ร้ายแรงดูเป็นเรื่องเล่นเกินไปหรือเปล่า
และการเซ็นเซอร์ตัวอักษรก็ไม่ได้รับประกันว่าจะหลบระบบอัตโนมัติได้ ระบบสมัยใหม่ไม่ได้จำเป็นต้องอ่านเฉพาะคำตรงตัวแบบโปรแกรมค้นหาคำหยาบยุคเก่า เพราะสามารถใช้สัญญาณหลายประเภทเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาได้ การเปลี่ยน “ยิง” เป็น “ยิ*ง” จึงไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นคำที่ระบบไม่มีทางเข้าใจ
ที่น่าคิดกว่าคือผลต่อคนอ่าน พาดหัวอย่าง “ชายถูกยิ*งเสีxชีวิต” ไม่ได้ทำให้ความหมายของเหตุการณ์หายไป คนอ่านยังเข้าใจครบ เพียงแต่ภาษาอ่านยากขึ้น ขณะที่ข้อมูลสำคัญของข่าวไม่ได้ปลอดภัยขึ้นตามจำนวนดอกจัน
จุดสมดุลจึงไม่ใช่การปล่อยภาพหรือถ้อยคำรุนแรงแบบไม่มีขอบเขต และไม่ใช่การเซ็นเซอร์ทุกคำจนภาษาเสียรูป ข่าวสามารถใช้คำตรงตามข้อเท็จจริง เช่น “ยิง”, “เสียชีวิต” หรือ “อาวุธปืน” โดยไม่จำเป็นต้องบรรยายรายละเอียดสะเทือนใจเกินความจำเป็น ส่วนภาพและวิดีโอที่รุนแรงก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง
ทุกวันนี้เลยเกิดภาพแปลกๆ คือคำภาษาไทยธรรมดาบางคำไม่ได้หายไปเพราะสังคมห้ามพูด แต่ถูกคนทำคอนเทนต์ดัดแปลงเพราะกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างระบบแนะนำเนื้อหา การสร้างรายได้ และการบังคับใช้นโยบายของแต่ละแพลตฟอร์ม
ครั้งหน้าถ้าเห็นข่าวเขียน “ยิ*ง” หรือ “เสีxชีวิต” จึงอย่าเพิ่งสรุปว่าแพลตฟอร์มห้ามใช้คำนั้นแน่นอน บางครั้งมันคือข้อกำหนดจริงในบริบทเฉพาะ บางครั้งเป็นการป้องกันความเสี่ยงของเพจ และอีกไม่น้อยคือธรรมเนียมที่คนทำคอนเทนต์ทำตามกันมา จนสุดท้ายคนอ่านเห็นดอกจันก่อนเห็นคำเต็มเสียอีก
รู้หรือไม่? เปิดรายได้พนักงานส่งพัสดุของแต่ละแอป วันหนึ่งได้เท่าไร
ตาราง “เด่นเหนือเด่นใต้” งวด 1 ต.ค. 69 เปิดข้อมูลตามโพย เลขไหนอยู่ตรงไหน
โรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทย
จากอินเดียสู่เส้นทางสายไหม! เจาะลึก “การเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ปรากฏการณ์เปลี่ยนโลกเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน
6 วิธีรักษาชีวิตของคนโบราณ! ก่อนมียา โรงพยาบาล และเทคโนโลยี พวกเขาเอาตัวรอดกันแบบนี้
พลิกตำราประวัติศาสตร์โลก! พบหลักฐานบรรพบุรุษมนุษย์ในเอเชีย ใช้ "ขวานหินสุดล้ำ" เก่าแก่กว่าที่คิดถึง 300,000 ปี!
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ปรัชญาญี่ปุ่นที่สอนให้เราโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบ
หัวลูกศรหินย้อนเวลา 80,000 ปี ในเอเชียกลาง… หลักฐานใหม่ชี้ โฮโม เซเปียนส์ อาจเคยบุกยุโรปเร็วขึ้นนับหมื่นปี!
ฝูงลิงญี่ปุ่นนับสิบรุมล้อมและโจมตีชายคนหนึ่งในคานากาวะ
ถ้าไม่กลัวเหนื่อย 7 อาชีพที่ตลาดยังต้องการ และค่าทักษะไปถึง 800 บาท/วัน
ส่องเลข 3 สำนักพิมพ์ งวด 1 ต.ค. 69 ตัวไหนมีข้อมูลตรงกัน
วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ปรัชญาญี่ปุ่นที่สอนให้เราโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบ
เปิด 5 โรงเรียนหญิงล้วนเก่าแก่ของไทย ที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ
จากอินเดียสู่เส้นทางสายไหม! เจาะลึก “การเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ปรากฏการณ์เปลี่ยนโลกเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน
พลิกตำราประวัติศาสตร์โลก! พบหลักฐานบรรพบุรุษมนุษย์ในเอเชีย ใช้ "ขวานหินสุดล้ำ" เก่าแก่กว่าที่คิดถึง 300,000 ปี!
หัวลูกศรหินย้อนเวลา 80,000 ปี ในเอเชียกลาง… หลักฐานใหม่ชี้ โฮโม เซเปียนส์ อาจเคยบุกยุโรปเร็วขึ้นนับหมื่นปี!
ถ้าไม่กลัวเหนื่อย 7 อาชีพที่ตลาดยังต้องการ และค่าทักษะไปถึง 800 บาท/วัน
วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ปรัชญาญี่ปุ่นที่สอนให้เราโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบ
ทำไมแบรนด์ยุคนี้ต้องทำ Nostalgia Marketing?
จากอินเดียสู่เส้นทางสายไหม! เจาะลึก “การเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ปรากฏการณ์เปลี่ยนโลกเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน
พลิกตำราประวัติศาสตร์โลก! พบหลักฐานบรรพบุรุษมนุษย์ในเอเชีย ใช้ "ขวานหินสุดล้ำ" เก่าแก่กว่าที่คิดถึง 300,000 ปี!