ฟองสบู่หุ้นสหรัฐ เกิดขึ้นได้อย่างไร
ดัชนีหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ใช่เรื่องแปลกในประวัติศาสตร์ แต่ทุกครั้งที่ราคาหุ้นวิ่งเร็วกว่ากำไรของบริษัทจริง คำว่า "ฟองสบู่" จะกลับมาอยู่ในวงสนทนาเสมอ เพราะตลาดหุ้นไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว ความคาดหวัง ความเชื่อ และอารมณ์ของนักลงทุนก็เป็นเชื้อเพลิงสำคัญไม่แพ้กัน
คำว่าฟองสบู่ในทางการเงินหมายถึงภาวะที่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยแรงซื้อไม่ได้มาจากผลประกอบการหรือศักยภาพของธุรกิจเป็นหลัก แต่มาจากความเชื่อว่าราคาจะยังขึ้นต่อ และจะมีคนยอมซื้อในราคาที่แพงกว่าในอนาคต เมื่อความเชื่อนี้แข็งแรงมากพอ ราคาสามารถพุ่งขึ้นได้เร็วเกินกว่าความเป็นจริง แต่เมื่อความเชื่อเริ่มสั่นคลอน การปรับฐานก็อาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรง
ตลาดหุ้นสหรัฐเคยผ่านฟองสบู่มาแล้วหลายครั้ง ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือยุคดอตคอมช่วงปลายทศวรรษ 1990 ตอนนั้นนักลงทุนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลก ซึ่งท้ายที่สุดก็เป็นจริง แต่ปัญหาคือหลายบริษัทแทบไม่มีรายได้หรือกำไร กลับมีมูลค่าตลาดสูงมหาศาล เพียงเพราะมีชื่อเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต นักลงทุนจำนวนมากซื้อหุ้นโดยแทบไม่สนใจฐานะการเงิน สุดท้ายเมื่อรายได้ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ราคาหุ้นจำนวนมากก็ร่วงลงอย่างหนักในปี 2000
อีกช่วงหนึ่งที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบคือก่อนวิกฤติการเงินโลกปี 2008 แม้วิกฤติครั้งนั้นจะเริ่มจากตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ แต่ตลาดหุ้นก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน เพราะเมื่อระบบการเงินมีปัญหา ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็หายไปอย่างรวดเร็ว หุ้นทั่วโลกจึงปรับตัวลงพร้อมกัน
สิ่งที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าหุ้นสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่หรือไม่ มักมาจากปัจจัยหลายด้านประกอบกัน ไม่ใช่ดูเพียงกราฟราคาที่ขึ้นแรงเท่านั้น
ข้อแรกคือ ราคาหุ้นเติบโตเร็วกว่ากำไรของบริษัท หากผลกำไรเพิ่มขึ้นปีละ 10% แต่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 50-100% ต่อเนื่องหลายปี ย่อมต้องตั้งคำถามว่าราคาสะท้อนความคาดหวังเกินจริงหรือไม่
ข้อที่สองคือ ค่า P/E หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรของบริษัทอยู่ในระดับสูงผิดปกติ ค่า P/E ที่สูงไม่ได้แปลว่าหุ้นแพงเสมอไป เพราะบางธุรกิจมีโอกาสเติบโตสูง แต่ถ้าทั้งตลาดมีค่า P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก ก็อาจสะท้อนว่าตลาดกำลังมองโลกในแง่ดีเกินไป
ข้อที่สามคือ นักลงทุนรายย่อยเข้ามาเก็งกำไรจำนวนมาก ในช่วงที่ตลาดร้อนแรง มักเกิดบรรยากาศที่ทุกคนเชื่อว่าหุ้นขึ้นได้ตลอด มีการเปิดบัญชีลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนหน้าใหม่ซื้อขายถี่ ใช้เงินกู้หรือมาร์จินมากขึ้น และเชื่อว่าการขาดทุนเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น นี่เป็นลักษณะที่เคยปรากฏในหลายฟองสบู่ของโลก
ข้อที่สี่คือ เงินทุนราคาถูกมีบทบาทสำคัญ หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ นักลงทุนมักยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น เพราะผลตอบแทนจากเงินฝากหรือพันธบัตรไม่น่าสนใจ เงินจำนวนมากจึงไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้นเร็ว แต่เมื่อดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น เงินทุนส่วนหนึ่งก็อาจไหลกลับออกจากตลาด
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เป็นหัวใจสำคัญของตลาดสหรัฐ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งมีผลประกอบการเติบโตจริง และสร้างกำไรมหาศาล แตกต่างจากยุคดอตคอมที่หลายบริษัทแทบไม่มีรายได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนฟองสบู่ในอดีตทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง หุ้นของบางบริษัทอาจมีราคาสูงจากความคาดหวังต่อเทคโนโลยีในอนาคต หากการเติบโตออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ แม้เพียงเล็กน้อย ราคาหุ้นก็สามารถปรับลงแรงได้ เพราะราคาที่สูงอยู่แล้วต้องอาศัยผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมมารองรับตลอดเวลา
อีกประเด็นที่ควรเข้าใจคือ ตลาดหุ้นไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด ดัชนีอย่าง S&P 500 ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมาก แต่ในบางช่วง หุ้นไม่กี่ตัวสามารถผลักดันดัชนีให้ขึ้นได้มาก หากหุ้นขนาดใหญ่เหล่านั้นปรับตัวแรง ก็ทำให้ภาพรวมตลาดดูแข็งแกร่ง ทั้งที่หุ้นอีกหลายร้อยตัวอาจไม่ได้เติบโตในระดับเดียวกัน
นักลงทุนมืออาชีพจึงไม่ได้ตัดสินว่ามีฟองสบู่จากการดูดัชนีเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การเติบโตของกำไร ระดับการประเมินมูลค่า กระแสเงินสด อัตราดอกเบี้ย สภาพเศรษฐกิจ และพฤติกรรมของนักลงทุน เพราะไม่มีตัวชี้วัดตัวใดที่สามารถฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือคิดว่าฟองสบู่แตกแล้วตลาดจะหายไปทั้งหมด ความจริงคือบริษัทที่มีธุรกิจแข็งแรงยังคงดำเนินกิจการต่อได้ เพียงแต่ราคาหุ้นอาจกลับมาอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับพื้นฐานมากขึ้น ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าหลังวิกฤติใหญ่ทุกครั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐสามารถฟื้นตัวได้ในระยะยาว แม้จะต้องใช้เวลาหลายปีในบางเหตุการณ์
สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ควรระวังที่สุดไม่ใช่การพยายามทำนายว่าฟองสบู่จะเกิดหรือไม่ แต่คือการไม่ซื้อสินทรัพย์เพียงเพราะกลัวตกขบวน การตัดสินใจลงทุนควรอาศัยความเข้าใจในธุรกิจ ความสามารถในการรับความเสี่ยง และการกระจายการลงทุนมากกว่าการวิ่งตามกระแส เพราะแม้ไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดว่าฟองสบู่จะเริ่มหรือแตกเมื่อใด แต่ประวัติศาสตร์ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ความโลภและความกลัวเป็นวงจรที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินทุกยุคสมัย และผู้ที่รับมือกับอารมณ์ของตัวเองได้ มักมีโอกาสอยู่รอดในตลาดได้นานกว่าผู้ที่ไล่ตามความตื่นเต้นของราคา
เปิด 9 อาชีพในตำนานที่ปัจจุบันเริ่มไม่ค่อยเห็นแล้วในไทย จากอาชีพยอดฮิตในอดีต สู่ความทรงจำของใครหลายคน
เช็ก 5 จุดในครัว พร้อมวิธีลดการปนเปื้อนในบ้าน
ชาติที่นิยมกินข้าวเหนียวของไทยมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ทำไมแม่ทำอาหารอร่อยกว่าใคร
อาหารใบชาหมักชาวพม่า เมนูโบราณที่ไม่ได้มีไว้แค่กิน
รถสึกเร็วกว่าที่คิด อาจมาจาก 8 นิสัยที่ทำทุกวัน
เเนวทาง "ซุปเปอร์ เฮง เฮง" 1/8/69
7 จังหวัดที่คนมัก "ขับผ่าน" แต่ถ้าแวะ...อาจหลงรักจนอยากกลับไปอีก
เตือนทั่วไทย! ฝนตกหนัก 30 ก.ค. – 1 ส.ค. 69 หลายพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน อีสาน-เหนือเจอหนักสุด เรือเล็กฝั่งอันดามันควรงดออกจากฝั่ง
พระศรีอริยเมตไตรย ความหวังแห่งพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 1/8/69
เทคนิคการซื้อหวย ลอตเตอรี่ให้ถูกบ่อยขึ้น "ไม่ได้อยู่ที่ดวงอย่างเดียว"
Why kittens and puppies need food made for growth
10 สถานที่บนโลกที่เหมือนอยู่บนดาวดวงอื่น จนแทบไม่เชื่อว่านี่คือโลก



