แชร์เทคนิคเขียนบทความ Postjung จากคนที่ลองผิดลองถูกเอง
เคยไหมครับ...ตั้งใจเขียนบทความอยู่เป็นชั่วโมง แต่พอโพสต์ออกไปกลับแทบไม่มีคนกดอ่าน
ผมเองก็เคยเจอแบบนั้นเหมือนกันครับ ตอนเขียนเสร็จเรารู้สึกว่าเนื้อหาก็ดี ข้อมูลก็มี รูปก็ใส่แล้ว แต่ผลที่ออกมากลับเงียบกว่าที่คิด
หลังจากลองผิด ลองแก้ และสังเกตพฤติกรรมคนอ่านไปเรื่อย ๆ ผมจึงเริ่มเข้าใจว่า คนไม่ได้ตัดสินบทความจากความยาวเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินตั้งแต่ตอนเห็น หัวข้อและรูปปก ก่อนจะเลื่อนลงมาถึงย่อหน้าแรกเสียอีก
บทความนี้จึงไม่ใช่สูตรสำเร็จ และไม่ได้เขียนจากมุมของคนที่เก่งมาตั้งแต่แรก แต่เป็นสิ่งที่ผมค่อย ๆ เรียนรู้จากการทำจริงว่า เราจะเขียนอย่างไรให้คนอ่านเข้าใจง่าย อยากอ่านต่อ และรู้สึกว่าเวลาที่เขาใช้กับบทความของเราไม่เสียเปล่า
ผมไม่ได้เริ่มจากคนเขียนเก่ง
ช่วงแรกผมคิดง่าย ๆ ว่า ขอแค่ข้อมูลถูกและเนื้อหายาวพอ คนก็น่าจะอ่านเอง แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ
บางครั้งหัวข้อกว้างเกินไป บางครั้งเปิดเรื่องนานเกินไป รูปปกก็ดูธรรมดาจนคนเลื่อนผ่าน ส่วนเนื้อหาถึงจะมีข้อมูล แต่ถ้าไม่มีจังหวะเล่า คนอ่านก็อาจออกไปก่อนถึงช่วงสำคัญ
ผมเคยคิดเหมือนกันว่า “เขียนก็ดีแล้ว ทำไมไม่มีคนอ่านเลย?” แต่พอถอยออกมามองใหม่ จึงเห็นว่า สิ่งที่เราคิดว่าชัด อาจยังไม่ชัดสำหรับคนที่เพิ่งเห็นเรื่องนี้เป็นครั้งแรก
การเขียนดีในสายตาเรา กับการอ่านง่ายในสายตาคนอื่น อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
คนไม่ได้เข้ามาเพราะเรารู้อะไรมากที่สุด
แต่เขาเข้ามาเพราะหัวข้อนั้นไปแตะ ความสงสัยบางอย่างในใจเขา
ลำดับมันมักเกิดขึ้นแบบนี้ครับ
เห็นหัวข้อ → เกิดคำถาม → กดเข้ามาอ่าน → ได้คำตอบ → รู้สึกว่ามีประโยชน์ → อยากแชร์หรือคอมเมนต์
แปลว่า ต่อให้เนื้อหาดีมาก แต่ถ้าขั้นแรกยังหยุดสายตาคนไม่ได้ บทความก็อาจไม่มีโอกาสแสดงคุณค่าที่ซ่อนอยู่ข้างในเลย
ตอนที่ผมเริ่มเข้าใจจุดนี้ ผมถึงเพิ่งรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเขียนให้ดูเก่งที่สุด แต่ต้องเขียนให้คนอ่านรู้สึกว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับเขา และเขาอยากรู้คำตอบต่อ
1. เริ่มจากหัวข้อที่ทำให้คนอยากรู้
หัวข้อที่ดีไม่จำเป็นต้องเว่อร์ ไม่ต้องใช้คำว่าช็อก อึ้ง หรือไม่น่าเชื่อทุกครั้ง แต่ควรทำให้คนอ่านรู้ทันทีว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร และมีอะไรบางอย่างที่เขายังไม่รู้
ลองเปรียบเทียบง่าย ๆ
หัวข้อธรรมดา: รูบนด้ามกระทะมีไว้ทำอะไร
หัวข้อที่ชวนกดมากขึ้น: รูที่ด้ามกระทะ ไม่ได้มีไว้แขวนอย่างเดียว!
สองประโยคพูดเรื่องเดียวกัน แต่ประโยคหลังสร้างคำถามเพิ่มว่า แล้วมันมีไว้อะไรอีก?
หลังจากนั้น เวลาจะตั้งหัวข้อ ผมพยายามไม่ถามแค่ว่า “เราชอบหัวข้อนี้ไหม” แต่จะถามตัวเองเพิ่มว่า
“ถ้าเราเป็นคนที่กำลังเลื่อนผ่าน เราจะหยุดอ่านไหม?”
เคล็ดลับของผมคือ พยายามใส่หนึ่งในสิ่งเหล่านี้ลงไปในหัวข้อ
- คำถามหรือความสงสัย
- สิ่งที่คนเข้าใจไม่ครบ
- ประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับ
- ตัวเลขที่มีเหตุผลรองรับ
- รายละเอียดใกล้ตัวที่คนเคยมองข้าม
หัวข้อที่ดีไม่จำเป็นต้องสวยที่สุด แต่ต้องทำให้คนอ่านรู้ว่า กดเข้ามาแล้วเขาจะได้คำตอบหรือได้ประโยชน์อะไรกลับไป
2. เขียนให้เหมือนกำลังเล่าให้คนหนึ่งคนฟัง
เมื่อคนกดเข้ามาแล้ว หน้าที่ต่อไปคือทำให้เขารู้สึกว่าอ่านต่อได้ง่าย ไม่ใช่เปิดมาเจอข้อมูลแน่นเต็มหน้าจอทันที
โครงที่ผมใช้บ่อยมีประมาณนี้ครับ
ดึงความสนใจ → เล่าเรื่องหรือสร้างบริบท → เฉลย → อธิบาย → ยกตัวอย่าง → สรุปและชวนคิด
จุดที่ต้องระวัง คือ อย่ารีบเฉลยหมดตั้งแต่ย่อหน้าแรก แต่ก็ไม่ควรอ้อมนานจนคนอ่านรู้สึกว่าโดนยื้อ
ผมมักเปิดด้วยภาพใกล้ตัวก่อน เช่น “เคยหยิบของชิ้นนี้ใช้ทุกวัน แต่ไม่เคยสงสัยไหมว่า...” แล้วค่อยพาเข้าสู่คำตอบทีละขั้น
ส่วนคำอธิบาย ถ้ามีศัพท์ยาก ผมจะพยายามเปรียบเทียบกับของใกล้ตัว เพราะบางครั้ง ประโยคบ้าน ๆ หนึ่งประโยค ช่วยให้เข้าใจได้มากกว่าคำวิชาการหลายบรรทัด
อีกอย่างที่ผมพยายามทำคือ เขียนเหมือนกำลังเล่าให้คนหนึ่งคนฟัง ไม่ใช่กำลังกล่าวสุนทรพจน์ให้คนทั้งห้อง เพราะพอเราเขียนให้คนคนเดียวเข้าใจ ภาษาจะนุ่มลง เป็นธรรมชาติขึ้น และอ่านง่ายขึ้นเอง
เขียนให้คนอ่านรู้สึกว่าเรากำลังคุยกับเขา ไม่ใช่กำลังสอนเขา
3. รูปปกไม่ใช่แค่ของตกแต่ง
หลายคนอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงกับการเขียน แต่กลับใช้เวลาเลือกรูปปกเพียงไม่กี่นาที
ผมเองก็เคยมองว่ารูปปกเป็นเพียงภาพประกอบ แต่พอทำบทความมากขึ้นจึงเห็นชัดว่า รูปปกคือสิ่งที่ทำงานก่อนเนื้อหาเสียอีก
คนอ่านอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีตัดสินใจว่าจะกดหรือเลื่อนผ่าน ดังนั้นรูปปกควรช่วยตอบให้ได้ว่า
- บทความนี้พูดเรื่องอะไร
- จุดที่ควรมองอยู่ตรงไหน
- มีอะไรน่าสงสัย
- กดเข้าไปแล้วจะได้รู้อะไร
ตัวหนังสือควรใหญ่ อ่านได้บนมือถือ ภาพต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องจริง และไม่ควรใส่รายละเอียดเยอะจนทุกอย่างแย่งกันเด่น
ผมเคยลองเปลี่ยนเพียงวิธีจัดรูปปก โดยไม่ได้แก้เนื้อหาข้างในมากนัก แล้วเห็นชัดว่า ภาพที่เข้าใจง่ายช่วยให้คนหยุดมองได้ดีกว่าภาพที่สวยแต่ไม่รู้ว่ากำลังสื่ออะไร
รูปปกจึงไม่ใช่ของตกแต่ง แต่มันคือ “ประตูหน้าบ้านของบทความ”
4. ก่อนกดโพสต์ ผมจะไม่เชื่อฉบับแรกทันที
ตอนเขียนเสร็จใหม่ ๆ เรามักรู้สึกว่าทุกอย่างชัด เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ในหัวเรา แต่คนอ่านไม่ได้เห็นสิ่งที่เราเห็นครับ
เวลาผมอ่านทวน ผมจึงพยายามลืมก่อนว่า ตัวเองเป็นคนเขียน แล้วอ่านเหมือนเพิ่งเห็นบทความนี้เป็นครั้งแรก
ผมจะถามตัวเองว่า ประโยคนี้เข้าใจไหม ช่วงนี้ยาวไปหรือเปล่า ตรงนี้กำลังพูดซ้ำหรือไม่ และถ้าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน จะตามทันหรือเปล่า
จากนั้นจึงตรวจอีกครั้งด้วย 5 ขั้นตอนง่าย ๆ
- อ่านทวนทั้งเรื่อง เช็กว่ามีช่วงไหนสะดุดหรือพูดซ้ำ
- เช็กข้อมูล โดยเฉพาะตัวเลข ชื่อเฉพาะ และแหล่งที่มา
- กลับมาแก้หัวข้อ ให้สั้น ชัด และตรงกับเนื้อหาจริง
- ตรวจรูปกับตำแหน่งวาง ว่าช่วยอธิบายหรือเป็นเพียงภาพคั่น
- ลองอ่านในมุมคนไม่รู้เรื่องนี้ ว่าเขาจะเข้าใจตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่
บางครั้งการแก้เพียงหัวข้อเดียว ตัดประโยคซ้ำออกหนึ่งย่อหน้า หรือย้ายภาพไปอยู่ใกล้เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ก็ทำให้บทความอ่านลื่นขึ้นได้มากกว่าที่คิด
5. สิ่งที่ผมเลิกทำแล้วบทความอ่านง่ายขึ้น
นอกจากสิ่งที่ควรทำแล้ว ผมพบว่าการเลิกทำบางอย่างก็ช่วยให้งานเขียนดีขึ้นเหมือนกันครับ
- เลิกตั้งหัวข้อกว้างเกินไป เพราะคนอ่านไม่รู้ว่าจะได้อะไรจากบทความ
- เลิกเกริ่นนานเกินจำเป็น เพราะบางครั้งคนยังไม่ทันรู้ว่าเรื่องคืออะไร ก็เลื่อนออกไปก่อนแล้ว
- เลิกใช้รูปที่สวยแต่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา เพราะภาพควรช่วยอธิบาย ไม่ใช่เพียงเติมพื้นที่
- เลิกเขียนย่อหน้ายาวติดกัน เพราะบนมือถือจะดูแน่นและเหนื่อยสายตา
- เลิกคิดว่าเขียนเสร็จแล้วคือจบ เพราะงานจำนวนมากดีขึ้นในรอบแก้ ไม่ใช่รอบแรก
ข้อสุดท้ายเป็นสิ่งที่ผมต้องเตือนตัวเองบ่อยที่สุดครับ เพราะตอนเขียนเสร็จใหม่ ๆ เรามักผูกพันกับทุกประโยค แต่พอกลับมาอ่านอีกครั้ง จะเริ่มเห็นว่าบางประโยคตัดออกแล้วเรื่องกลับชัดขึ้นด้วยซ้ำ
บางครั้งงานเขียนไม่ได้ดีขึ้นเพราะเราเพิ่มอะไรเข้าไป แต่ดีขึ้นเพราะกล้าตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการเขียนมาตลอด
พอทำไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มพบว่า คนอ่านไม่ได้แชร์เพราะบทความยาว แต่แชร์เพราะอ่านแล้วเข้าใจ และรู้สึกว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์กับตัวเองหรือคนรอบข้าง
คนกดเข้ามาเพราะหัวข้อ แต่จะอยู่ต่อหรือไม่ อยู่ที่วิธีเล่า
คนคอมเมนต์เพราะบทความเปิดพื้นที่ให้เขามีมุมคิด ไม่ใช่เพราะเราพยายามบังคับให้เขาเห็นด้วย
ส่วนความสม่ำเสมอสำคัญกว่าการรอให้ทุกชิ้นสมบูรณ์แบบ เพราะยิ่งเขียน เรายิ่งเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองเร็วขึ้น และรู้ว่าคนอ่านของเราชอบจังหวะแบบไหน
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมพยายามเตือนตัวเองเสมอคือ อย่าเขียนจากมุมของคนที่รู้อยู่แล้วเพียงอย่างเดียว แต่ให้เขียนจากมุมของคนที่เพิ่งเจอเรื่องนี้เป็นครั้งแรกด้วย
สรุปสั้น ๆ แบบที่ผมใช้เตือนตัวเอง
หัวข้อ ทำให้คนหยุดและตัดสินใจกด
รูปปก ทำให้คนเข้าใจเรื่องได้รวดเร็ว
เนื้อหา ทำให้คนรู้สึกว่าเข้ามาแล้วได้ประโยชน์
การเล่าเรื่อง ทำให้คนอยากอ่านต่อจนจบ
การตรวจงาน ทำให้บทความชัดและน่าเชื่อถือขึ้น
ทั้ง 5 อย่างนี้ไม่มีข้อไหนทำงานแทนกันได้ทั้งหมด เพราะหัวข้ออาจพาคนเข้ามาได้ แต่ถ้าเนื้อหาไม่ตอบคำถาม คนก็อาจไม่อยู่ต่อ ขณะเดียวกัน ต่อให้เนื้อหาดีมาก แต่หัวข้อและรูปปกไม่ช่วยสื่อ คนก็อาจไม่เห็นคุณค่าที่อยู่ข้างใน
ทุกวันนี้ผมเองก็ยังแก้บทความของตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ครับ เพราะยิ่งเขียนก็ยิ่งรู้ว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ
และผมเชื่อว่า คนอ่านไม่ได้คาดหวังให้เราสมบูรณ์แบบทุกประโยค เขาเพียงอยากอ่านงานที่รู้สึกได้ว่า คนเขียนตั้งใจเล่า ตั้งใจอธิบาย และคิดถึงคนอ่านจริง ๆ
ครั้งต่อไปที่กำลังจะกดโพสต์ ลองถามตัวเองสั้น ๆ ว่า
“ถ้าเราไม่ใช่คนเขียน เราจะอยากกดอ่านบทความนี้ไหม?”
คำถามนี้อาจไม่ได้ทำให้ทุกกระทู้สมบูรณ์แบบ แต่ช่วยให้เราเห็นบทความในมุมที่ต่างออกไป และบางครั้งก็ช่วยให้เรารู้ทันทีว่าควรแก้ตรงไหนก่อนโพสต์
ถ้าคุณเขียน Postjung อยู่เหมือนกัน ลองแชร์เทคนิคหรือสิ่งที่เคยลองแล้วได้ผลไว้ในคอมเมนต์ได้นะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเริ่มเขียนเหมือนกัน
บทความนี้เขียนและเรียบเรียงขึ้นใหม่สำหรับเผยแพร่ใน Postjung โดยเฉพาะ ไม่ได้คัดลอกหรือดัดแปลงจากบทความเว็บไซต์อื่น
ภาพประกอบ: จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายเนื้อหาในบทความนี้
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
| นักเขียนสาระรอบตัว•วิทยาศาสตร์ใกล้ตัว•เรื่องที่คนมองข้าม
| 900+ บทความ | 400+ Hot Topic
| เจาะลึก อ่านง่าย ใช้ได้จริง
3 แมลงกินได้จากธรรมชาติที่หายากและมีราคาสูงที่สุดในประเทศไทย
เปิดแนวทางเลขเด็ด "อาจารย์หนู" งวดวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรือง
เลขมงคล เพชรกล้า "เด็กชายนำโชค" 1/8/69
บัตรทองทำให้คนรักสุขภาพน้อยลงจริงหรอ? เปิดข้อมูล 20 กว่าปีของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นตัวตัดสิน
เปิดโลก "เหล้าขาว 40 ดีกรี" เครื่องดื่มติดดินที่มีเรื่องราวเบื้องหลังไม่ธรรมดา
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
ใส่มาตั้งนาน เพิ่งรู้! ทำไมรองเท้า Converse ถึงต้องมี "รูเล็ก ๆ 2 รู" อยู่ข้างเท้า?
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
ทำไมเสาไม้ใต้เวนิสยังไม่ผุ
รู้หรือไม่? ไม่ใช่แค่ไทยที่กินข้าวเหนียว! เปิดรายชื่อ9ประเทศที่นิยมกิน "ข้าวเหนียว"
ทำไม CJ MORE มีพนักงานสูงอายุ? เบื้องหลัง “ร้านชุมชน” ที่เปิดโอกาสให้คนวัยเกษียณทำงาน
3 แมลงกินได้จากธรรมชาติที่หายากและมีราคาสูงที่สุดในประเทศไทย
บัตรทองทำให้คนรักสุขภาพน้อยลงจริงหรอ? เปิดข้อมูล 20 กว่าปีของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นตัวตัดสิน
เปิดโลก "เหล้าขาว 40 ดีกรี" เครื่องดื่มติดดินที่มีเรื่องราวเบื้องหลังไม่ธรรมดา
ทำไม 7-Eleven ถึงไม่มีเวลาปิด
เปิดกลไกลความอึดสุดยอด แมลงสาบหัวขาดแล้วยังรอดชีวิตได้เป็นสัปดาห์
เปิดกลไกลความอึดสุดยอด แมลงสาบหัวขาดแล้วยังรอดชีวิตได้เป็นสัปดาห์
หม้อหุงข้าวรู้ได้ไงว่าข้าวสุก?
ทำไมพอฟังเสียงที่อัดไว้ ถึงรู้สึกว่า “นี่ไม่ใช่เสียงเรา”?
จากรูปเล็กเท่าหัวแม่มือสู่หน้าปกดักสายตา วิวัฒนาการ Thumbnail และศิลปะการเรียกร้องความสนใจในยุคดิจิทัล






