ดอกเบี้ย กยศ. สีเทา–เบี้ยปรับสีแดง ต่างกันอย่างไร เช็กก่อนชำระหนี้
ผู้กู้ที่เปิดดูยอดหนี้ในระบบ กยศ. อาจสงสัยว่า ทำไมตัวเลขในช่อง “ดอกเบี้ย” จึงเป็นสีเทา ขณะที่ช่อง “เบี้ยปรับ” ใช้ตัวเลขสีแดง และแม้เบี้ยปรับจะแสดงเป็น 0.00 บาท ก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าจะมีหนี้ส่วนใดเพิ่มขึ้นหรือไม่
สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือ ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับเป็นคนละรายการกัน ส่วนสีที่ปรากฏบนหน้าจอเป็นรูปแบบการแสดงผลของระบบ ผู้กู้จึงควรดูชื่อรายการ จำนวนเงิน วันครบกำหนด และรายละเอียดในบัญชีของตัวเองประกอบ ไม่ควรตีความสถานะหนี้จากสีเพียงอย่างเดียว
ดอกเบี้ย กยศ.
ช่องดอกเบี้ย ตัวเลขสีเทาหมายถึงอะไร
หากในระบบแสดงยอดในช่อง “ดอกเบี้ย” เป็นตัวเลขสีเทา เช่น หลักสิบหรือหลักร้อยบาท ตัวเลขนี้โดยทั่วไปคือดอกเบี้ยที่คำนวณจากยอดเงินต้นและระยะเวลาที่เกี่ยวข้องกับบัญชีของผู้กู้ ไม่ใช่เบี้ยปรับจากการผิดนัดชำระ
ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 กยศ. คิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกิน 1% ต่อปี โดยหลักการคำนวณสามารถเข้าใจได้จากสูตร
เงินต้น × อัตราดอกเบี้ย 1% × จำนวนวัน ÷ 365
ยอดดอกเบี้ยที่ปรากฏจึงอาจเปลี่ยนแปลงตามยอดเงินต้น จำนวนวันที่นำมาคำนวณ และรายละเอียดของสัญญาแต่ละราย การเห็นยอดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจึงไม่ได้หมายความว่าผู้กู้ถูกเรียกเก็บเบี้ยปรับเสมอไป
อย่างไรก็ตาม หากยอดที่แสดงไม่สัมพันธ์กับประวัติการชำระ หรือชำระแล้วแต่ยอดยังไม่เปลี่ยน ควรตรวจสอบวันที่รายการมีผลและหลักฐานการชำระก่อน เพราะบางช่องทางอาจใช้เวลาในการนำส่งข้อมูลเข้าระบบ
ช่องเบี้ยปรับ ตัวเลขสีแดงต้องดูตรงไหน
ช่อง “เบี้ยปรับ” ใช้แสดงภาระที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผู้กู้ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด หากช่องนี้ยังเป็น 0.00 บาท ย่อมหมายความว่า ณ เวลาที่ตรวจสอบ ระบบยังไม่แสดงยอดเบี้ยปรับในบัญชีดังกล่าว
ตามข้อมูลของ กยศ. หากผิดนัดชำระหนี้ จะคิดเบี้ยปรับในอัตรา 0.5% ต่อปี จากเงินต้นของงวดที่ค้างชำระ โดยคำนวณตามจำนวนวันที่ค้างชำระ
สูตรโดยทั่วไปคือ
เงินต้นงวดที่ค้างชำระ × อัตราเบี้ยปรับ 0.5% × จำนวนวันที่ค้าง ÷ 365
ตัวอย่างเช่น หากมีเงินต้นของงวดที่ค้างชำระ 10,000 บาท เบี้ยปรับที่อัตรา 0.5% จะเท่ากับ 50 บาทต่อปี หรือประมาณวันละ 0.13 บาท โดยเริ่มนับตามเงื่อนไขการผิดนัดของงวดนั้น
ดังนั้น สิ่งที่ต้องระวังไม่ใช่สีแดงของตัวอักษร แต่คือการมียอดเบี้ยปรับเกิดขึ้นจริง รวมถึงจำนวนวันที่ค้างชำระซึ่งอาจทำให้ยอดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
กลไกการตัดชำระหนี้รูปแบบใหม่
ความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยและเบี้ยปรับมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะผู้กู้ที่ได้รับการคำนวณยอดหนี้ใหม่ หรือเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เพราะกฎหมาย กยศ. ฉบับแก้ไขได้เปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้จากเดิม
ระบบเดิมในอดีต
เมื่อผู้กู้ชำระเงิน เงินจะถูกนำไปตัด “เบี้ยปรับ” ก่อน ตามด้วย “ดอกเบี้ย” และส่วนที่เหลือจึงนำไปตัด “เงินต้น” ทำให้ผู้ที่ค้างชำระเป็นเวลานานอาจรู้สึกว่าจ่ายเงินแล้ว แต่ยอดเงินต้นลดลงไม่มาก
ระบบใหม่ในปัจจุบัน
ลำดับการตัดชำระเปลี่ยนเป็น
- เงินต้นเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด
- ดอกเบี้ย
- เบี้ยปรับ
การเปลี่ยนลำดับนี้ช่วยให้เงินที่ชำระถูกนำไปลดเงินต้นส่วนที่ครบกำหนดก่อน แล้วจึงตัดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับตามลำดับ ผู้กู้จำนวนหนึ่งจึงอาจมียอดหนี้ลดลงหลัง กยศ. นำรายการชำระเดิมมาคำนวณใหม่ตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ตัดเงินต้นก่อน” หมายถึงเงินต้นเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ไม่ได้หมายความว่าเงินทุกบาทจะถูกนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด ผู้กู้ควรตรวจสอบรายละเอียดรายการตัดชำระในบัญชีของตัวเองอีกครั้ง
ก่อนจ่ายหนี้ กยศ. ควรเช็กอะไรบ้าง
- ตรวจสอบว่ายอดในหน้าจอเป็น “ดอกเบี้ย” หรือ “เบี้ยปรับ”
- ดูยอดเงินต้นส่วนที่ครบกำหนดและวันครบกำหนดชำระ
- ตรวจสอบประวัติรายการล่าสุดก่อนจ่ายซ้ำ
- เก็บหลักฐานหรือใบเสร็จทุกครั้งที่ชำระ
- หากชำระผ่านช่องทางอื่น ควรรอให้รายการเข้าสู่ระบบแล้วตรวจสอบอีกครั้ง
- หากยอดผิดปกติ ควรติดต่อ กยศ. พร้อมหลักฐานการชำระ
- ยึดวันครบกำหนดตามสัญญาของตัวเองเป็นหลัก
ผู้กู้ที่ชำระเป็นรายปีสามารถตรวจสอบกำหนดชำระประจำปีของ กยศ. ส่วนผู้ที่ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้จะชำระเป็นรายเดือนภายในวันที่ 5 ตามเงื่อนไขของสัญญา จึงไม่ควรใช้กำหนดของผู้กู้รายอื่นมาเทียบกับบัญชีของตนเอง
สรุปสิ่งที่ผู้กู้ควรจำ
ยอดในช่องดอกเบี้ยคือคนละส่วนกับเบี้ยปรับ ดอกเบี้ยคิดในอัตราไม่เกิน 1% ต่อปี ส่วนเบี้ยปรับ 0.5% ต่อปีจะเกี่ยวข้องกับเงินต้นของงวดที่ผิดนัดชำระ
สิ่งสำคัญที่สุดคือรักษาการชำระให้ตรงตามกำหนด ตรวจสอบยอดและประวัติรายการอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเก็บหลักฐานทุกครั้ง เป้าหมายคือทำให้ช่องเบี้ยปรับคงอยู่ที่ 0.00 บาท และลดโอกาสเกิดภาระหนี้เกินความจำเป็น
หากตัวเลขในระบบไม่ตรงกับหลักฐานหรือประวัติการชำระ ควรสอบถาม กยศ. โดยตรง เนื่องจากรายละเอียดของแต่ละบัญชีและสัญญาอาจแตกต่างกัน
อ้างอิง:
พ.ร.บ. กยศ. ฉบับแก้ไข ลดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% และเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้
10 อันดับคณะหมอลำที่ดังที่สุดในประเทศไทย พร้อมค่าจ้างโดยประมาณ
สถิติหวยออก ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 16 กรกฎาคม
ประเทศที่ไม่มีงูและยุงมีจริงหรือ? คำตอบของไอซ์แลนด์เปลี่ยนไปแล้ว
รูใต้แม่กุญแจมีไว้ทำอะไร
ศัพท์ไวรัล “สลิ้งแตก” คืออะไร? เปิดความหมายและที่มาของคำฮิตบนโซเชียล
เกสรข้าวไรย์กับมะเร็ง
เลข 67 คืออะไร ทำไมเด็กเจนใหม่พูดกันทุกวัน
10 รถจักรยานยนต์ยอดนิยมยุค 90 ที่คนไทยยังจำได้
ทิชชูเปียกกู้เสื้อทำงาน
รอยไหม้หม้อหุงข้าวเกิดจากน้ำ
รอยบากก้นแก้วมีไว้ทำไม
เจาะลึกเลขอัญเชิญ "ท้าวเวสสุวรรณ" และศาสตร์เกณฑ์เลขมหาเทพผู้พิทักษ์ขุมทรัพย์ งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
รอยไหม้หม้อหุงข้าวเกิดจากน้ำ
เกสรข้าวไรย์กับมะเร็ง
ทำไมถนนเมืองใหญ่ท่วมซ้ำ
ประเทศที่ไม่มีงูและยุงมีจริงหรือ? คำตอบของไอซ์แลนด์เปลี่ยนไปแล้ว
ดูแลฟิลเตอร์เครื่องซักผ้า
รู้จัก 10 ไม้เศรษฐกิจ ปลูกวันนี้ เพิ่มมูลค่าที่ดินในอนาคต




