หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

ทำความรู้จัก "กะเพราขาว" และ "กะเพราแดง" ต่างกันอย่างไร?

เขียนโดย Djung

   กะเพราเป็นพืชสมุนไพรคู่ครัวไทยที่หลายคนคุ้นเคย โดยเฉพาะเมนูยอดนิยมอย่าง ผัดกะเพรา แต่รู้หรือไม่ว่า กะเพราที่เรารับประทานนั้นมีอยู่ 2 ชนิดหลัก ๆ คือ กะเพราขาว และ กะเพราแดง ซึ่งแม้จะเป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างทั้งรูปลักษณ์ กลิ่น รสชาติ และการนำไปใช้
กะเพราขาว

กะเพราขาว เป็นกะเพราที่พบเห็นได้ทั่วไปมากที่สุด ลักษณะเด่น ลำต้นสีเขียวอ่อน ใบสีเขียวสด ดอกสีขาวอมเขียว ขอบใบหยัก มีขนอ่อนปกคลุม กะเพราขาวมีกลิ่นหอมฉุน แต่ไม่จัดมาก รสชาติค่อนข้างนุ่ม จึงนิยมใช้ประกอบอาหารหลากหลายเมนู เช่น ผัดกะเพรา แกงป่า และผัดเผ็ด
กะเพราแดง

กะเพราแดง มีลักษณะโดดเด่นกว่าด้วยสีของลำต้นและใบ ลักษณะเด่น ลำต้นสีม่วงแดง
ก้านใบมีสีแดงหรือม่วง ใบบางส่วนมีสีเขียวอมม่วง ดอกมีสีชมพูอมม่วง กะเพราแดงมีกลิ่นหอมแรงกว่า รสเผ็ดร้อนกว่าเล็กน้อย และเชื่อกันว่ามีน้ำมันหอมระเหยสูง จึงได้รับความนิยมในการใช้เป็นสมุนไพร
   คุณค่าทางสมุนไพร
ทั้งนี้ทั้งกะเพราขาวและกะเพราแดงต่างก็อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และน้ำมันหอมระเหย เช่น ยูจีนอล (Eugenol) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ และช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด ในตำรับยาไทย กะเพราทั้งสองชนิดนิยมใช้เพื่อ ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น บรรเทาอาการหวัดและไอ กระตุ้นความอยากอาหาร
โดยหมอพื้นบ้านหลายแห่งนิยมใช้ กะเพราแดง มากกว่า เพราะเชื่อว่ามีฤทธิ์ทางยาที่เข้มข้นกว่า แม้ว่างานวิจัยในปัจจุบันยังพบว่าทั้งสองชนิดมีสรรพคุณใกล้เคียงกัน
   ส่วนด้านประกอบอาหารกะเพราแบบไหนอร่อยกว่ากันนั้นจะไม่มีคำตอบตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับความชอบ
กะเพราขาว เหมาะกับผู้ที่ชอบกลิ่นหอมกำลังดี รสชาติไม่เผ็ดร้อนมาก ส่วนกะเพราแดง เหมาะกับคนที่ชอบกลิ่นสมุนไพรเข้มข้นและรสเผ็ดร้อนมากกว่า
หลายร้านอาหารตามสั่งนิยมใช้กะเพราขาว เพราะกะเพราขาว เป็นสายพันธุ์เกษตรจึงทำให้หาซื้อง่ายกว่าและให้รสชาติที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย

   จึงสรุปได้ว่าแม้กะเพราขาวและกะเพราแดงจะมีความแตกต่างกันในเรื่องสี กลิ่น และความเข้มของรสชาติ แต่ทั้งสองชนิดล้วนเป็นสมุนไพรไทยที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยาใกล้เคียงกัน สามารถนำมาประกอบอาหารได้อร่อยไม่แพ้กัน เพียงเลือกให้เหมาะกับรสชาติที่คุณชื่นชอบ

เนื้อหาโดย: Djung
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Djung's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 295 ครั้ง
เขียนโดย Djung
Djung
เน้นเนื้อหา เกี่ยวกับพืช เกษตร ต้นไม้ สุขภาพ และการลงทุนของโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทั้งโลกการเงินและดิจิตัล
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: Djung
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
รู้จัก 5 สถาบันในไทยที่เปิดสอนวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมจุดเด่นแต่ละแห่งการประท้วงในฝรั่งเศสลุกลามไปยังประเทศอื่นๆแล้วเลข AI งวด 1 พ.ย. 69 คัดเลขเด่น 79-97 จับคู่ 48 มีชุดไหนน่าสนใจบ้างเผยสถิติเลขออกบ่อยในวันอาทิตย์ ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569เปิด 5 โรงเรียนนานาชาติระดับมัธยมที่แพงที่สุดในไทย ค่าเทอมทะลุล้าน จ่ายจริงปีละเท่าไร?เปิด 5 หลักสูตรแพทยศาสตร์ที่มีค่าเรียนรวมแตะ 7 ล้านบาทตลกญี่ปุ่นลวนลามผู้ประกาศข่าวสาวขณะถ่ายทอดสดเปิดรายชื่อ 8 มหาเศรษฐีระดับโลก ที่เลือกเมืองไทยเป็นจุดหมายพักผ่อนสุดหรู108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียงเปิดโรงพยาบาลไทยติดอันดับโลก ปี 2026 อยู่อันดับไหน?เปิด 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีนักศึกษามากที่สุดในปี 2569 อันดับเปลี่ยนจากปีก่อนหรือไม่?เปิดอาณาจักรธุรกิจ “ต๋อย ไตรภพ” และครอบครัว จากจอทีวีสู่มหกรรมอาหาร–สื่อออนไลน์ เช็ก 6 บริษัท มีทั้งเดินหน้าต่อและปิดกิจการ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิดโรงพยาบาลไทยติดอันดับโลก ปี 2026 อยู่อันดับไหน?NASA ทดสอบแบตเตอรี่ดวงจันทร์ให้รับมือหนาวจัดและสุญญากาศ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ล่าสุดจากบาหลี: เต่าเขียว 20 ตัวกลับทะเล อีก 2 ยังรักษาฟักทอง 1.4 ตันโตได้อย่างไร: 5 สิ่งที่คนปลูกต้องจัดการฟอสซิลแมลงในอำพันเผยเบาะแสวิธีหาอาหารจากเปลือกไม้บริษัท AI ต้องคิดไกลกว่ากำไร ใครควรได้ประโยชน์จาก AI
ตั้งกระทู้ใหม่