หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เศรษฐกิจโตแต่ทำไมคนยังรู้สึกฝืด

เขียนโดย TEN OUT OF TEN

เวลาฟังข่าวเศรษฐกิจ หลายคนอาจเจอประโยคประมาณว่า เศรษฐกิจขยายตัว การจ้างงานดีขึ้น นักท่องเที่ยวกลับมา การส่งออกบางกลุ่มยังไปได้ หรือจีดีพีเป็นบวก ฟังแล้วเหมือนทุกอย่างควรดีขึ้นตามไปด้วย

แต่พอหันกลับมาดูชีวิตจริง ค่าอาหารยังแพง ค่าน้ำมันยังสะเทือน ค่าไฟยังน่ากลัว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเทอมลูก หนี้บัตร หนี้ส่วนตัว ทุกอย่างยังรออยู่หน้าประตูเหมือนเดิม

คำถามเลยเกิดขึ้นง่ายมากว่า ถ้าเศรษฐกิจโตจริง ทำไมคนจำนวนมากยังรู้สึกฝืด

เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าตัวเลขเศรษฐกิจโกหกเสมอไป และไม่ได้แปลว่าความรู้สึกของคนผิดด้วย สองอย่างนี้อาจจริงพร้อมกันได้ เพราะตัวเลขใหญ่ของประเทศกับเงินในกระเป๋าคนธรรมดา ไม่ได้เดินมาถึงกันเร็วเท่าที่คิด

ลองดูเป็นข้อๆ จะเห็นภาพชัดขึ้น

1. จีดีพีโต ไม่ได้แปลว่าทุกบ้านมีเงินเพิ่ม

จีดีพีคือภาพรวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งประเทศ พูดง่ายๆ คือประเทศผลิต ขาย บริการ ลงทุน และหมุนเงินได้มากขึ้นแค่ไหน

แต่ภาพรวมนั้นไม่ได้บอกว่าเงินไปอยู่ที่ใคร

บางช่วงเศรษฐกิจโตจากธุรกิจขนาดใหญ่ การส่งออกบางกลุ่ม โรงแรมใหญ่ พลังงาน หรือการลงทุนของบริษัทใหญ่ ตัวเลขประเทศเลยดูดีขึ้น แต่พนักงานรายวัน ร้านเล็ก คนขับรถ แม่ค้า หรือครอบครัวที่มีหนี้เยอะ อาจแทบไม่รู้สึกว่าชีวิตขยับตาม

เหมือนร้านอาหารยอดขายรวมเพิ่ม เพราะมีโต๊ะใหญ่เข้ามาหนึ่งโต๊ะ แต่พนักงานหลังครัวยังได้เงินเท่าเดิม คนล้างจานยังทำงานหนักเท่าเดิม ความเหนื่อยจริงเลยไม่ได้ลดลง

2. รายได้ขึ้นช้ากว่ารายจ่าย

นี่คือจุดที่คนรู้สึกได้เร็วที่สุด

เงินเดือนอาจขึ้นปีละเล็กน้อย หรือบางคนไม่ขึ้นเลย แต่ราคาของใช้ไม่ได้รอใคร ข้าวแกงขึ้นทีละ 5 บาท กาแฟขึ้นทีละ 5 ถึง 10 บาท ค่าเดินทางเพิ่ม ค่าไฟเพิ่ม ของเข้าบ้านแพงขึ้นทีละนิด

ทีละนิดนี่แหละที่น่ากลัว เพราะมันไม่ดังเหมือนข่าวใหญ่ แต่กัดเงินในกระเป๋าทุกวัน

สมมติรายได้เพิ่ม 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่ม 8 เปอร์เซ็นต์ ชีวิตจริงจะไม่รู้สึกว่าดีขึ้นเลย ต่อให้ตัวเลขรายได้ดูเพิ่มก็ตาม เพราะเงินที่เหลือหลังจ่ายทุกอย่างต่างหากที่เป็นความรู้สึกจริงของครัวเรือน

3. ของจำเป็นแพง ทำให้ความฝืดชัดกว่าของฟุ่มเฟือย

เวลาราคาสินค้าบางอย่างขึ้น คนอาจเลือกไม่ซื้อได้ เช่น เสื้อผ้าใหม่ ของแต่งบ้าน หรือของใช้ที่ยังไม่จำเป็น

แต่ของจำเป็นเลี่ยงยากมาก

อาหารต้องกิน ไฟต้องใช้ น้ำมันต้องเติม ค่าเดินทางต้องจ่าย ลูกต้องไปโรงเรียน ผู้สูงอายุในบ้านต้องมียา ค่าเช่าบ้านหรือค่างวดบ้านต้องจ่ายตรงเวลา

พอของจำเป็นแพงขึ้น คนจึงรู้สึกฝืดทันที เพราะมันตัดไม่ได้ง่ายๆ ต่อให้พยายามประหยัดแล้ว ก็ยังหนีรายจ่ายพื้นฐานไม่พ้น

นี่เป็นเหตุผลที่บางคนมองข่าวเศรษฐกิจโตแล้วไม่อิน เพราะชีวิตประจำวันไม่ได้วัดจากตัวเลขใหญ่ แต่วัดจากเงินที่เหลือหลังซื้อของจำเป็นเสร็จ

4. การจ้างงานมี แต่คุณภาพงานอาจไม่พอให้ชีวิตโล่ง

บางครั้งตัวเลขการจ้างงานดูดี เพราะคนมีงานทำมากขึ้น แต่คำว่า มีงานทำ ไม่ได้แปลว่า มีรายได้พอใช้ เสมอไป

งานบางประเภทมีรายได้ไม่แน่นอน งานพาร์ตไทม์ งานรับจ้างรายวัน งานแพลตฟอร์ม งานขายที่ต้องพึ่งยอด หรือธุรกิจเล็กที่เจ้าของทำเองทุกอย่าง อาจนับว่าเป็นการทำงาน แต่รายได้ขึ้นลงแรงมาก

คนจำนวนหนึ่งไม่ได้ตกงาน แต่ก็ไม่ได้สบาย

ทำงานมากขึ้น รับหลายจ๊อบขึ้น เปิดร้านนานขึ้น ขับรถนานขึ้น รับงานเสริมมากขึ้น แต่เงินเหลืออาจเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม เพราะต้นทุนชีวิตเพิ่มตามไปด้วย

เศรษฐกิจจึงอาจมีงานให้ทำ แต่ยังไม่ใช่งานที่ทำให้คนรู้สึกมั่นคง

5. หนี้ครัวเรือนทำให้เงินที่หาได้ไหลออกเร็ว

อีกเรื่องที่ทำให้ความฝืดติดแน่นคือหนี้

ต่อให้รายได้เข้าเหมือนเดิม หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้ามีหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล หนี้นอกระบบ หรือหนี้จากช่วงที่รายได้สะดุด เงินที่เข้ามาก็อาจถูกแบ่งออกไปก่อนจะได้ใช้จริง

บางครอบครัวเงินเดือนออกวันเดียวก็เหลือใช้ไม่มาก เพราะต้องจ่ายขั้นต่ำ จ่ายดอกเบี้ย จ่ายค่างวด จ่ายค่าใช้จ่ายค้างเก่า

ปัญหาของหนี้คือมันทำให้เศรษฐกิจโตแค่ไหน คนก็ยังรู้สึกแน่น เพราะรายได้ใหม่ถูกใช้ไปกับภาระเก่า

เหมือนพยายามเติมน้ำลงถัง แต่ก้นถังมีรูหลายรู เติมเท่าไรก็ไม่ค่อยเต็ม

6. ธุรกิจโตไม่เท่ากัน บางคนได้ประโยชน์ก่อน บางคนได้ช้าหรือไม่ได้เลย

เวลาเศรษฐกิจเริ่มฟื้น กลุ่มที่ได้ประโยชน์ก่อนมักเป็นกลุ่มที่อยู่ใกล้แหล่งเงิน เช่น ธุรกิจใหญ่ ธุรกิจที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวบางพื้นที่ พลังงาน โลจิสติกส์ หรือบริษัทที่มีเงินทุนพอปรับตัว

แต่ร้านเล็กในซอย คนขายของตลาดนัด ผู้ประกอบการรายย่อย หรือแรงงานที่อยู่ปลายทางของห่วงโซ่ อาจยังเจอลูกค้าประหยัดเหมือนเดิม

บางพื้นที่นักท่องเที่ยวเยอะ โรงแรมแน่น ร้านอาหารดี แต่บางจังหวัด บางอำเภอ บางชุมชน ยังเงียบอยู่

นี่ทำให้คนสองกลุ่มพูดเรื่องเศรษฐกิจคนละแบบได้โดยไม่มีใครโกหก กลุ่มหนึ่งเห็นยอดขายกลับมา อีกกลุ่มยังเห็นโต๊ะว่างและเงินหมุนช้า

7. ราคาพลังงานกระทบแทบทุกอย่าง แม้คนจะไม่ทันสังเกต

พลังงานไม่ได้อยู่แค่ในปั๊มน้ำมันหรือบิลค่าไฟ แต่มันซ่อนอยู่ในราคาสินค้าจำนวนมาก

ค่าขนส่งสินค้า ค่าแช่เย็น ค่าเปิดร้าน ค่าเครื่องจักร ค่าเดินทางของพนักงาน ต้นทุนเหล่านี้พอสูงขึ้น สุดท้ายมักค่อยๆ ไหลมาที่ราคาของใช้

บางร้านไม่อยากขึ้นราคา ก็ลดปริมาณแทน ข้าวน้อยลง เนื้อน้อยลง แพ็กเล็กลง หรือเปลี่ยนวัตถุดิบให้ถูกลง ลูกค้าเลยรู้สึกว่าเงินเท่าเดิมซื้ออะไรได้น้อยลง

นี่คือความฝืดที่ไม่จำเป็นต้องเห็นเป็นป้ายขึ้นราคาเสมอไป แต่เห็นได้จากถุงกับข้าวที่เบาลง

8. ค่าเฉลี่ยทำให้ภาพดูเรียบ ทั้งที่ชีวิตจริงไม่เรียบ

ตัวเลขเศรษฐกิจจำนวนมากเป็นค่าเฉลี่ย แต่ชีวิตคนไม่ใช่ค่าเฉลี่ย

ถ้าคนกลุ่มหนึ่งรายได้เพิ่มมาก และอีกหลายกลุ่มรายได้เท่าเดิม ค่าเฉลี่ยอาจดูดีขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกดีขึ้น

เหมือนในห้องมีสิบคน คนหนึ่งได้เงินเพิ่มเยอะมาก อีกเก้าคนได้เงินเท่าเดิม พอเอามาเฉลี่ยทั้งห้อง ตัวเลขจะดูเหมือนทุกคนดีขึ้น ทั้งที่ความจริงเงินเพิ่มไปอยู่กับคนเดียว

นี่ไม่ได้แปลว่าค่าเฉลี่ยไร้ประโยชน์ แต่มันไม่พอที่จะอธิบายความรู้สึกของคนทั้งประเทศ

9. ความไม่มั่นใจทำให้คนไม่กล้าใช้เงิน แม้ยังมีรายได้

บางครอบครัวไม่ได้แย่ถึงขั้นไม่มีเงิน แต่ยังไม่กล้าใช้ เพราะไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

งานจะมั่นคงไหม ของจะแพงขึ้นอีกไหม ลูกจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มไหม บ้านต้องซ่อมไหม ดอกเบี้ยจะกดภาระต่อหรือเปล่า

พอคนไม่มั่นใจ ก็เลือกเก็บเงินไว้ก่อน ร้านค้าก็ขายยากขึ้น ธุรกิจก็ไม่กล้าจ้างเพิ่ม วงจรนี้ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูตึง แม้ตัวเลขบางตัวจะยังเป็นบวก

เศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยความมั่นใจด้วย ถ้าความมั่นใจบาง ความรู้สึกฝืดจะชัดมาก

10. ความรู้สึกของคนวัดจากเงินเหลือ ไม่ใช่เงินหมุนทั้งประเทศ

สุดท้ายแล้ว คนทั่วไปไม่ได้รู้สึกกับเศรษฐกิจจากจีดีพี ไม่ได้รู้สึกจากกราฟ ไม่ได้รู้สึกจากคำว่าเติบโตเป็นเปอร์เซ็นต์

คนรู้สึกจากสิ่งง่ายๆ มากกว่า

สิ้นเดือนเหลือเงินไหม

ซื้อของเท่าเดิมแพงขึ้นไหม

ลูกขออะไรแล้วยังพอจ่ายไหม

เจ็บป่วยขึ้นมาจะไหวไหม

เงินเก็บเพิ่มหรือหายไป

ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ยังทำให้ใจหนัก ต่อให้เศรษฐกิจโต คนก็ยังรู้สึกฝืดอยู่ดี

ภาพที่ใกล้ชีวิตจริงที่สุดอาจไม่ใช่คำว่า เศรษฐกิจดี หรือ เศรษฐกิจแย่ แต่เป็นเศรษฐกิจบางส่วนโต ขณะที่หลายบ้านยังไล่ตามค่าครองชีพไม่ทัน

การเข้าใจเรื่องนี้สำคัญ เพราะมันทำให้ไม่รีบตัดสินคนที่บ่นว่าอยู่ยากว่าไม่เข้าใจเศรษฐกิจ และไม่รีบปัดตัวเลขเศรษฐกิจทิ้งว่าไม่มีความหมาย

ตัวเลขใหญ่บอกว่าประเทศกำลังเคลื่อน แต่เงินในกระเป๋าบอกว่าครัวเรือนเดินไหวแค่ไหน

สองภาพนี้ต้องถูกมองพร้อมกัน ถึงจะเห็นเศรษฐกิจแบบที่คนธรรมดาใช้ชีวิตอยู่จริงๆ

เนื้อหาโดย: TEN OUT OF TEN
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
TEN OUT OF TEN's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 19 ครั้ง
เขียนโดย TEN OUT OF TEN
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ถ้าเห็นคนโดนไฟดูด ควรถีบออกไหม เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ก่อนช่วยคนอื่นค่าดองสาวลาวปัจจุบัน เรียกกันเท่าไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้างก่อนแต่งงานควรคุยอะไรบ้าง? 10 เรื่องสำคัญที่คู่รักควรตกลงให้ชัดนอนน้อยจนชิน อาจทำให้สมองล้า ความจำแย่ และร่างกายฟื้นตัวยาก10 จังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่อง "ผีดุ" ที่สุดในประเทศไทย ตำนานหลอนที่เล่าขานกันไม่รู้จบอัญมณีลึกลับอายุ 30 ล้านปี: ปริศนาจากอวกาศบนพระอังสาของฟาโรห์ตุตันคาเมน6 ความจริงของต้นไทรที่ต้นเดียวอาจขยายตัวจนดูเหมือนเป็นป่าเล็กๆถ้าเหมาล็อตเตอรี่ 1,000 ใบ โอกาสถูกรางวัลที่ 1 มีแค่ไหน?จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียงสะพานห้วยตอง ทางโค้งกลางหุบเขา จุดจำของคนเดินทางบนทางหลวงหมายเลข 12ทำไมบางพื้นที่ในอังกฤษต้องรื้อแอร์? ท่ามกลางคลื่นความร้อนและเป้าหมาย Net Zero
กระทู้อื่นๆในบอร์ด การเงิน
คำสอนของบัฟเฟตต์ทำไมหลายคนซื้อของเพราะส่วนลด ทั้งที่ไม่เคยคิดจะซื้อESG ยังน่าเชื่อถือแค่ไหนในยุควิกฤตจริงทำไมซิมบับเวเคยมีธนบัตร 100 ล้านล้าน แต่ซื้อของได้นิดเดียว
ตั้งกระทู้ใหม่