เสียงในหัวทำร้ายเรามากกว่าความเป็นจริงตรงหน้า
มนุษย์มีหลายประเภท แต่มีประเภทหนึ่งที่รับรู้สึกความรู้สึก และสิ่งรอบตัวได้ลึกซึ่งกว่าใครอื่น นั่นคือ คนเซนซิทิฟ พวกเขาเป็นคนคิดมาก และรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างลึกซึ่ง แต่บางครั้งก็เอาความรู้สึกของคนมาอยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง จนทำให้ตัวเองเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางจิตใจ อย่างที่ใครหลายคนกล่าวไว้ว่า ถ้าจิตใจมีปัญหาก็จะส่งผลต่อร่างกาย และเป็นเช่นเดียวกันในทางกลับกัน
เวลามีปัญหาอะไรเข้ามาในชีวิต พวกเขามักจะเอามันมาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นร้อยเป็นพันรอบในหัว จนบางครั้งความคิดเหล่านั้นก็ตีกันจนพันพัวไร้ทางแก้ และบางครั้งอาจคิดกับตัวเองว่า "ฉันเป็นบ้าไปแล้วใช่ไหม" หรือ "ฉันต้องเป็นบ้าแน่ ๆ ถ้าไม่พาตัวเองหลุดออกจากความคิดในหัว" ความคิดที่ไร้ทางแก้ นำพาไปสู่ความพยายามที่มากมาย ทั้งพยายามไม่คิด พยายามไม่สนใจ หรือบอกตัวเองให้ปล่อยวาง แต่ดูเหมือนสมองไม่ได้ทำงานแบบนั้น
หลายคนชอบบอกว่า ไม่ว่าประสบการณ์ที่เข้ามาในชีวิตจะดีหรือร้าย ก็ให้ปล่อยตัวเองได้รับรู้มันอย่างเต็มที่ เพราะสุดท้ายแล้วสักวันหนึ่งเราก็ต้องจากโลกนี้ไปอยู่ดี แต่สำหรับบางคนกว่าจะได้ถึงจุดนั้น มันเป็นอะไรที่ยากมาก เพราะในหัวมีทั้งความคิดของตัวเอง มีทั้งคำพูดของคนอื่นที่เคยได้ยินเข้ามาปะปนกันไปหมด โดยพวกเขารู้ตัวดีว่า พวกเขาชอบเก็บทุกอย่างมาใส่ใจ และไม่ต้องสนใจมันก็ได้ แต่ต่อให้รู้ พวกเขาก็ยังหยุดตัวเองไม่ได้อยู่ดียิ่งนานวันเข้า มันยิ่งส่งผลกับชีวิตมากขึ้น
คนที่มีความวิตกกังวล มีผลกระทบอย่างหนึ่งที่ทำให้เหนื่อยล้าได้อย่างง่ายดาย คือ การได้ยินคนคุยกันก็เผลอคิดไปก่อนว่าเขากำลังพูดถึงเราในแง่ลบ บางครั้งความคิดลบ ๆ พวกนั้นเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์จริงจะเกิดเสียอีก จนรู้สึกว่าหลายครั้ง ความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้าไม่ได้มาจากเหตุการณ์ตรงหน้า แต่มาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวตัวเองมากกว่า
แน่นอนว่าชีวิตไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา บางครั้งก็ต้องเจอปัญหา แต่สำหรับบางคนที่เจอมันมาตั้งแต่เด็ก หรือเก็บสะสมมาหลายปี และตลอดเวลาคอยบอกตัวเองว่า ฉันอดทนได้ และสักวันจะผ่านมันไปได้ แต่พอนานวันเข้า ความเจ็บปวด และความเหนื่อยล้าที่ถูกกดเอาไว้ข้างในจะระเบิดออกมาอย่างแน่นอน และแน่นอนอีกเช่นกันว่า สภาพจิตใจที่ย่ำแย่จะส่งผลต่อร่างกาย โดยอาจเริ่มส่งสัญญาณออกมาผ่านหัวใจที่เต้นแรง การหายใจไม่ทั่วท้อง อาการมึนหัว การกินอะไรก็ไม่ค่อยลง หรือแม้กระทั่งอยากอาเจียน แต่ก็ไม่อาเจียนออกมาสักที ซึ่งเป็นความอึดอัดที่อธิบายได้ยาก
การรู้สึก การเจ็บปวด การมีความสุขล้วนเป็นสิ่งมนุษย์คนหนึ่งต้องเจอในชีวิต และมันจะวนไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบ และเส้นชีวิตไม่ใช่เส้นตรง แต่มันจะขึ้น ๆ ลง ๆ ราวกับคลื่นในมหาสมุทรที่ยากจะแห้งเหือดไป เราจึงต้องยอมรับว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ชีวิต" เราไม่อาจหลีกหนีมันได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และปลอบประโลมตัวเองในวันที่เราไม่ไหวที่จะแบกรับมันเอาไว้ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต
🪷การแก้อาการวิตกกังวล หยุดสมองดักฟังเสียงคนอื่น 🪷
1.ใช้เวลากับตัวเอง แล้วเปิดพัดลม หรือเปิดเครื่องปรับอากาส เพราะเสียงเหล่านี้เป็น White noise ที่ลดเสียงรบกวน และทำให้ผ่อนคลายได้ แล้วก็เปิดเพลงเบา ๆ หรือใส่หูฟังเปิดเพลงกลบเสียงข้างนอก ขณะที่เราก็ทำอะไรที่ตัวเองชอบไปด้วย โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องจดจ่อกับสิ่งตรงหน้าจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้ดี เช่น Sudoku, จิ๊กซอร์, ลงสีตามตัวเลข เป็นต้น
2.เวลาที่เราวิตกกังวลมาก ๆ สมองจะเข้าสู่โหมดการเอาตัวรอด ซึ่งทำให้เราอึดอัดสุด ๆ แต่ก็หนีไปจากมันไม่ได้ แต่ลองฟัง 852 Frequency (เสียงตี๊ดยาว ๆ) พอฟังแล้วเหมือนสมองได้หยุดพักเลย รู้สึกผ่อนคลายได้มาก
3.เบี่ยงเบนจุดสนใจของสมองให้สนใจสิ่งอื่นแทนที่โฟกัสกับสิ่งที่วนอยู่ในหัว เราจะทำไปทีละอย่าง โดยแต่ละอย่างให้พูดหรือคิดเป็นคำพูดไปด้วย เริ่มจาก
-มองสิ่งรอบตัว 5 อย่าง เช่น หนึ่งพัดลมสีเขียวอ๋อย สองโทรศัทพ์ใส่เคสสีฟ้าอ่อน สามแสงสีส้มจากปลั๊กไฟ สี่ลิปกลอสสีชมพูสองแท่ง ห้าร่มสีม่วงที่กางอยู่
-สัมผัสสิ่งรอบตัว 4 อย่าง เช่น หนึ่งสัมผัสพื้นเย็น ๆ สองแป้นพิมพ์ สามตะแกรงพัดลม สี่กระเป๋าหนัง
-ฟังเสียงรอบตัว 3 อย่าง เช่น หนึ่งเสียงนกนอกบ้าน สองเสียงโทรทัศน์ที่เปิดอยู่ เสียงเพลงที่กำลังเปิด
บางครั้งทำแค่สามอย่างก็สามารถบรรเทาอาการลงได้ แต่อาจจะเพิ่มได้อีก เช่น 2 สิ่งที่ได้กลิ่น และ 1 รสที่ได้รับ
คนที่เซนซิทิฟ หรือมีแนวโน้มวิตกกังวล มักไม่ได้เหนื่อยล้าจากเหตุการณ์ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเหนื่อยจากความคิดที่วนซ้ำอยู่ในหัวตลอดเวลา จนส่งผลต่อทั้งจิตใจและร่างกาย แต่ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติของชีวิตมนุษย์ เพราะความสุข ความทุกข์ ความกังวล และความเจ็บปวดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ สิ่งสำคัญไม่ใช่การบังคับตัวเองให้หยุดคิดหรือหยุดรู้สึก แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความรู้สึกเหล่านั้นผ่านการดูแลตัวเองด้วยวิธีที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากอาการย่ำแย่จนเกินไป การไปพบจิตแพทย์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม
เขียนโดย Bougainvillea
ช่องทางติดตามอื่น ๆ
TikTok: Bougainvillea (@belloda.4)
YouTube: Raelynn Jann (https://youtu.be/0OdeIR7A3Zw?si=OFdT55sczba6xlrB)
4 เมืองร้างในไทย จากยุคเหมืองแร่ถึงเมืองบาดาลใต้เขื่อน
พริกน้ำปลาให้อร่อย ต้องใส่อะไรบ้าง สูตรถ้วยเล็กที่ช่วยชูรสอาหารไทย
ช้างนาฬาคีรี วันที่ความโกรธถูกปล่อยกลางเมือง และพระพุทธเจ้าทรงหยุดมันด้วยความเมตตา
5 จังหวัดที่มีงูเยอะที่สุดในประเทศไทย
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการ
ถ้าไม่กินผักเลย จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย?
ฮัวกาชีนา โอเอซิสกลางทะเลทรายเปรู ที่สวยเหมือนหลุดจากภาพวาด
เสียบปลั๊กทิ้งไว้กินไฟจริงไหม 4 อุปกรณ์ที่ควรตัดไฟหลังใช้
ถ้ามนุษย์ทุกคนมีบรรพบุรุษ แล้วมนุษย์คนแรกของโลกมีพ่อแม่เป็นใคร
สิ่งที่คนไทยทำเป็นเรื่องปกติแต่ต่างชาติแปลกใจ
10 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่คนไทยเริ่มสนใจ ก่อนเปลี่ยนจากรถน้ำมัน
ทำไม น้ำมูกถึงไหล เกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่?
จังหวัดที่ชาวต่างชาติชอบที่สุด สำหรับการมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ
ทำความรู้จัก Polyamory เมื่อความรักไม่ใช่เรื่องของคน 2 คน ไม่มีการนอกใจ ไม่ใช่การมั่ว แค่นิยามความรักที่แตกต่าง
เจอคำพูดทำร้ายใจ รับมือยังไงไม่ให้แผลในใจลุกลาม
50 แคปชั่นฮีลใจ คำคมคิดบวก สำหรับคนสู้ชีวิตในวันที่รู้สึกไม่ไหว
10 แคปชั่น fathers day 2026 ต้นแบบความเท่ในชีวิต