หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ถกไม่เถียง...รู้สึกกันไหม ว่าทำไมช่วงนี้คนถึงตกงานกันเยอะจังเลย ?

เขียนโดย dukedicknarak

เคยสังเกตบ่ ช่วงนี้ไม่ว่าจะเลื่อนเฟซ เลื่อนทวิต หรือไถไอจี มักจะเจอโพสต์ประมาณว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่บริษัท กำลังมองหางานใหม่ ใครมีอะไรแนะนำไหม หรือไม่ก็บริษัทประกาศปรับโครงสร้าง ลดคน ลดแผนก จนบางทีก็แอบคิดในใจว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ดี ๆ คนถึงตกงานกันเยอะจัง ทั้งที่โควิดก็ผ่านไปนานแล้ว เศรษฐกิจก็น่าจะกลับมาปกติ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ คำว่า “ปกติ” แบบเมื่อก่อน มันไม่กลับมาแล้ว โลกมันเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง และโลกแบบใหม่นี่แหละที่ทำให้หลายคนหลุดออกจากระบบการทำงานแบบเดิม

ถ้าจะพูดแบบเพื่อนคุยกันง่าย ๆ คือ บริษัทตอนนี้ไม่ได้คิดเรื่องโตเร็วเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่คิดเรื่องอยู่รอดเป็นหลัก เศรษฐกิจโลกมันยังเปราะ เงินเฟ้อก็สูง ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนวัตถุดิบ ดอกเบี้ยก็แพง การกู้เงินมาขยายกิจการไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อน บริษัทเลยเลือกที่จะชะลอทุกอย่าง ลดความเสี่ยง ลดค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่เห็นชัดและตัดได้เร็วที่สุดก็คือเรื่อง “คน” ไม่ใช่ว่าเขาไม่เห็นค่าคนทำงานนะ แต่ถ้าไม่ลด บริษัทอาจจะอยู่ไม่รอด พอบริษัทอยู่ไม่รอด คนทั้งหมดก็ลำบากกว่าเดิมอีก

 

หลายที่เลยเลือกทางเจ็บแต่จบ คือปลดคนบางส่วน เพื่อให้คนที่เหลือยังมีงานทำ ฟังดูโหด แต่ในมุมธุรกิจมันคือการเอาตัวรอด แล้วพอหลายบริษัทคิดเหมือนกันพร้อม ๆ กัน ภาพรวมมันเลยออกมาว่า คนตกงานเยอะมากในช่วงเวลาเดียวกัน

ยังไม่รวมเรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กับระบบอัตโนมัติ ที่เข้ามาแบบไม่ถามใครก่อน งานหลายอย่างที่เมื่อก่อนต้องใช้คนเต็มทีม ตอนนี้ใช้ระบบไม่กี่ตัวกับคนดูแลนิดหน่อยก็พอแล้ว งานเอกสาร งานคีย์ข้อมูล งานตอบแชต งานกราฟิกบางส่วน งานเขียนบางแนว งานวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน พวกนี้โดนแทนที่เร็วมาก ไม่ใช่ว่า AI เก่งกว่าคนทุกเรื่อง แต่เพราะมันเร็วกว่า ถูกกว่า ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และไม่ต้องมีสวัสดิการ

บริษัทมองง่าย ๆ ว่า ถ้าเคยจ้างคน 5 คน วันนี้ใช้ AI กับคนดูแล 1 คน ประหยัดต้นทุนไปเยอะมาก แล้วในยุคที่ทุกบาทมีความหมาย เขาก็ต้องเลือกแบบนั้น มันเลยทำให้ตำแหน่งงานหลายตำแหน่งหายไปแบบเงียบ ๆ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว

อีกเรื่องหนึ่งคือพฤติกรรมของคนทั้งโลกเปลี่ยนไป ทุกอย่างย้ายเข้าไปอยู่ในมือถือ ซื้อของออนไลน์ ดูข่าวออนไลน์ ทำธุรกรรมผ่านแอป ดูหนังผ่านสตรีมมิ่ง ร้านค้าหน้าร้านเลยขายยากขึ้น ห้างเงียบลง ธนาคารปิดสาขา สื่อสิ่งพิมพ์หายไปแทบหมด บริษัทที่เคยอยู่ได้ด้วยโมเดลเก่า ๆ ก็ต้องปรับตัว บางรายปรับทัน บางรายปรับไม่ทัน ก็ต้องลดขนาดลง พอลดขนาด บริษัทก็ต้องลดคน

ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าคนไม่เข้าร้าน ก็ไม่ต้องมีพนักงานขายเยอะ ถ้าคนไม่ไปธนาคาร ก็ไม่ต้องมีพนักงานหน้าเคาน์เตอร์เยอะ ถ้าคนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ต้องมีทีมงานผลิตเหมือนเดิม ทุกอย่างมันเชื่อมกันหมด

อีกอย่างที่สำคัญคือหลายบริษัทค้นพบช่วงโควิดว่า จริง ๆ แล้วไม่ต้องมีคนเยอะก็ทำงานได้ Work from home ทำให้เห็นว่า ทีมเล็ก ๆ ที่คล่องตัว บางทีก็ทำงานได้ดีกว่าทีมใหญ่ที่มีขั้นตอนเยอะ หลังจากนั้นหลายองค์กรเลยไม่กลับไปใช้โครงสร้างเดิม แต่เลือกจะเล็กลง กระชับขึ้น และเลือกใช้คนที่ทำได้หลายอย่างในคนเดียว

แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ สมัยนี้ไม่อยากได้คนที่เก่งอย่างเดียว แต่ต้องเก่งหลายอย่างในตัวเดียว คนหนึ่งต้องทำได้เท่ากับสองสามตำแหน่งแบบเมื่อก่อน ใครปรับตัวทันก็อยู่ต่อ ใครปรับไม่ทันก็มีโอกาสหลุดออกจากระบบง่ายขึ้น

ยังมีอีกประเด็นที่หลายคนมองข้าม คือการแข่งขันมันไม่ได้แข่งแค่กับคนในประเทศแล้ว แต่มันแข่งกับคนทั้งโลก โดยเฉพาะงานออนไลน์ งานดิจิทัล งานฟรีแลนซ์ บริษัทสามารถจ้างคนต่างประเทศที่ค่าแรงถูกกว่าได้ หรือจ้างเป็นงานโปรเจกต์สั้น ๆ แทนการรับพนักงานประจำ ผลคือความมั่นคงของงานมันลดลง และคนทำงานต้องรับความเสี่ยงมากขึ้น

พูดให้ตรง ๆ คือ งานไม่ได้หายไปหมด แต่มันเปลี่ยนรูปแบบ และไม่ใช่ทุกคนจะตามทันการเปลี่ยนแปลงนั้น

อีกสาเหตุใหญ่ ๆ คือเรื่องทักษะ หลายคนไม่ได้ตกงานเพราะไม่เก่ง แต่ตกงานเพราะความเก่งที่มีมันไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการแล้ว เมื่อก่อนเก่งเอกสาร เก่งงานประสานงาน เก่งระบบเก่า ๆ แต่วันนี้ตลาดต้องการคนที่ใช้ดิจิทัลเป็น ใช้ AI เป็น วิเคราะห์ข้อมูลเป็น ทำคอนเทนต์ได้ เข้าใจการตลาดออนไลน์ หรือทำงานข้ามสายได้ คนที่ไม่ทันอัปสกิลก็เลยเสี่ยงมากขึ้น

มันไม่ใช่ความผิดของคนทำงาน แต่มันคือความเร็วของโลกที่มันไม่รอใคร

อีกอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าคนตกงานเยอะ คือโซเชียลทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้น เมื่อก่อนคนตกงานก็มี แต่เราไม่รู้ วันนี้ใครตกงานก็โพสต์ ใครหางานก็โพสต์ ใครโดนเลิกจ้างก็แชร์ประสบการณ์ ภาพมันเลยเหมือนหนักหนาขึ้น ทั้งที่บางส่วนคือการที่ข้อมูลมันเปิดเผยมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น ตัวเลขการเลิกจ้างในหลายอุตสาหกรรมก็สูงจริง โดยเฉพาะสายเทคโนโลยี สตาร์ตอัป สื่อ อสังหาฯ และธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคสูง

พอมองภาพรวมทั้งหมดแล้วจะเห็นเลยว่า โลกการทำงานแบบเรียนจบ หางาน ทำงานยาวจนเกษียณ มันไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป งานมั่นคงไม่ใช่งานประจำ แต่คือคนที่ปรับตัวได้ ใครเรียนรู้เร็ว ปรับตัวไว และไม่ยึดติดกับบทบาทเดียว จะอยู่รอดได้ดีกว่า

สมัยก่อนเราถามกันว่า ทำงานอะไร
สมัยนี้ควรถามว่า ทำอะไรได้บ้าง

ฟังดูเหนื่อยเหมือนกันนะ เหมือนชีวิตต้องวิ่งตลอดเวลา แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็เป็นโอกาส เพราะเราไม่จำเป็นต้องผูกชีวิตกับอาชีพเดียวอีกต่อไป เราสามารถมีหลายสกิล มีหลายบทบาท และมีหลายช่องทางรายได้

การตกงานในยุคนี้เลยไม่ใช่จุดจบของชีวิตการทำงาน แต่มันคือจุดเปลี่ยน ถึงมันจะเจ็บ จะเคว้ง จะทำให้รู้สึกหมดคุณค่า แต่จริง ๆ แล้วมันแค่หมายความว่า สนามมันเปลี่ยน ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง

หลายคนพอเจอจุดนี้ก็เริ่มกลับมามองตัวเองใหม่ ว่าเรายังทำอะไรได้อีกบ้าง เรียนรู้อะไรเพิ่มได้บ้าง ต่อยอดความสามารถเดิมไปทางไหนได้บ้าง บางคนเจองานใหม่ที่เหมาะกับตัวเองกว่าที่เคยทำด้วยซ้ำ

ถ้าจะสรุปสั้น ๆ แบบเพื่อนคุยกัน คือ คนตกงานเยอะเพราะเศรษฐกิจยังไม่แข็งแรง บริษัทต้องประหยัด เทคโนโลยีเข้ามาแทนคน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน โครงสร้างองค์กรเล็กลง การแข่งขันสูงขึ้น และทักษะของคนจำนวนมากยังไม่ตรงกับสิ่งที่ตลาดต้องการ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือผลลัพธ์ของโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน

และในวันที่เราหรือคนรอบตัวตกงาน อยากให้จำไว้ว่า เราไม่ได้แพ้ เราแค่กำลังยืนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน บางทีการตกงานอาจไม่ใช่การถูกตัดออกจากระบบ แต่อาจเป็นการถูกผลักให้ไปเจอเส้นทางใหม่ ที่เหมาะกับชีวิตในโลกใบใหม่มากกว่าก็ได้

ถึงวันนี้เราจะยังมองไม่เห็นทางชัด ๆ แต่ไม่ได้แปลว่าทางนั้นไม่มีอยู่จริง แค่มันยังไม่เปิดไฟให้เราเห็นเท่านั้นเอง

เนื้อหาโดย: dukedicknarak
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
dukedicknarak's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 306 ครั้ง
เขียนโดย dukedicknarak
สวัสดีครับ ผมเป็นนักเขียนที่ชอบงานเขียนทางด้านเกร็ดความรู้ต่างๆ ไม่วาจะเป็นเกี่ยวกับสัตว์โลกน่ารัก หรือ เกร็ดความรู้ และเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ
เขียนนิยายแฟนตาซีสนุกๆด้วย ในนามปากกา เหมียวกุ่ย หาอ่านได้ที่ Meb Market และ ReadAwrite ครับ ค้นหาด้วย นามปากกาได้เลยครับ หรือค้นหาใน Google ก็ได้ครับ ^_^
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
1 VOTES (1/5 จาก 1 คน)
VOTED: pakpranang
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
10 จังหวัดที่มีคนจนมากที่สุดในไทย ทำไมบางพื้นที่ยังเผชิญความยากจนอำเภอที่มีคนอยู่น้อยกว่า 5000 คน เพียง 2 อำเภอเท่านั้นในไทยทำไมเงินไทยถึงเรียกว่า “บาท” ทั้งที่หลายประเทศใช้คำว่า ดอลลาร์ ปอนด์ หรือเยน?ไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีถนนปิด แต่รถติดยาว ใครเป็นต้นเหตุเที่ยว Nara Park ญี่ปุ่น ชมธรรมชาติและสถาปัตยกรรมสวยๆตั้งใจซื้อแค่ชิ้นเดียวทำไมถึงได้ของกลับบ้านเต็มถุงเปิด 5 จังหวัดที่มีทุเรียนราคาสูงที่สุดในไทย จังหวัดไหนครองตลาดพรีเมียมเปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทยGPT ลองวิเคราะห์เลขงวด 16 ต.ค. 69 คัด 3 ตัวหน้า–3 ตัวท้าย จากตัวเลขที่น่าจับตาจังหวัดของไทยที่ขึ้นชื่อว่า “ผู้หญิงสวยที่สุด” มีเอกลักษณ์และเสน่ห์โดดเด่นมากที่สุด7 วิธีมูเสริมดวงความรัก เปิดทางให้รักดี ๆ เข้ามา ใครอยากมีคู่ต้องอ่าน3 วิธีหยุดยั้งคนที่พยายามปั่นหัวคุณด้วยเทคนิค Gaslighting วิธีปกป้องตัวเองจากคนที่ชอบปั่นหัวและบิดเบือนความจริง
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
4 อาหารเพื่ออายุยืน ที่แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญวัย 64 ปี10 จังหวัดที่มีคนจนมากที่สุดในไทย ทำไมบางพื้นที่ยังเผชิญความยากจนจังหวัดของไทยที่ขึ้นชื่อว่า “ผู้หญิงสวยที่สุด” มีเอกลักษณ์และเสน่ห์โดดเด่นมากที่สุดไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีถนนปิด แต่รถติดยาว ใครเป็นต้นเหตุอำเภอที่มีคนอยู่น้อยกว่า 5000 คน เพียง 2 อำเภอเท่านั้นในไทยเที่ยว Nara Park ญี่ปุ่น ชมธรรมชาติและสถาปัตยกรรมสวยๆ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ถามตอบ พูดคุย
พระโคกิน "เหล้า" ปี 67 เศรษฐกิจจะรุ่งจริงไหม? ในวันที่ดีเซลพุ่งแตะ 40 บาท!"อิ่มจุกแต่ในใจสั่น.. ใครเติมดีเซลช่วงนี้รู้สึกเหมือนผมไหม?เลือกแบบไหนดี? เป็นมดงานในองค์กรใหญ่ (มั่นคงแต่โตช้า) VS เป็นเดอะแบกใน Startup (เหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่โตไว) ในยุค 2026 นี้!31 พฤษภาคมนี้ ชม Micro Blue Moon พระจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดของปี
ตั้งกระทู้ใหม่