เคยได้ยินคำว่า “หน้าผาวางไข่” ไหม ฟังครั้งแรกนี่เหมือนหลุดมาจากนิทานแฟนตาซีเลย แต่เรื่องนี้มีอยู่จริงนะ อยู่ที่มณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน เขาเรียกกันว่า Chan Da Ya (产蛋崖) แปลตรงตัวก็คือ “หน้าผาผลิตไข่” หรือ “หน้าผาวางไข่” นั่นแหละ แค่ชื่อก็น่าสงสัยแล้วว่าหน้าผาจะไปวางไข่ได้ยังไงกัน
ภาพที่เห็นคือหน้าผาหินสูงชัน แล้วจู่ๆ ก็มีหินกลมๆ ขนาดประมาณลูกบอลหรือไข่ใบใหญ่ หลุดออกมาจากผนังหน้าผาแล้วตกลงพื้น ชาวบ้านเลยเปรียบว่ามันเหมือนหน้าผากำลังออกไข่ ฟังดูมหัศจรรย์แบบเหนือธรรมชาติมาก แต่พอวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบาย เรื่องราวมันยิ่งน่าทึ่งกว่าเดิมอีก
นักธรณีวิทยามองว่า หน้าผานี้ประกอบด้วยหินสองชนิดที่แข็งไม่เท่ากัน ตัวโครงสร้างหลักของหน้าผาเป็นหินปูน ซึ่งผุกร่อนได้ง่าย พอโดนลม โดนฝน โดนแดดเป็นร้อยเป็นพันปี หินปูนก็จะค่อยๆ กร่อน ค่อยๆ หลุดออกไปทีละนิด
แต่ข้างในหินปูนนั้น มันมีหินอีกชนิดหนึ่งซ่อนอยู่ เป็นก้อนกลมๆ แข็งกว่าแน่นกว่า เราเรียกว่า “concretions” หรือพูดง่ายๆ คือ “ไข่หิน” พวกนี้มักจะมีแร่ซิลิกาหรือแร่แข็งอื่นๆ ผสมอยู่ เลยทนทานต่อการกัดเซาะมากกว่า
พอหินปูนรอบๆ ค่อยๆ หายไป ไข่หินก็จะค่อยๆ โผล่ออกมา เหมือนมีใครมาแกะเปลือกออกให้เห็นตัวไข่ด้านใน จนวันหนึ่งมันไม่มีหินอะไรยึดไว้แล้ว ก็หลุดร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วง คนที่เห็นเลยรู้สึกเหมือนหน้าผามันวางไข่ออกมาเอง
ที่พีคกว่านั้นคือ หินพวกนี้มีอายุประมาณ 500 ล้านปี ย้อนไปถึงยุคแคมเบรียน ซึ่งเป็นช่วงที่โลกเพิ่งเริ่มมีสิ่งมีชีวิตซับซ้อนในทะเล ยังไม่มีไดโนเสาร์ ยังไม่มีต้นไม้แบบที่เราคุ้นเคยด้วยซ้ำ การที่หินอายุขนาดนี้ยังคงรูปทรงกลมสวยงาม และค่อยๆ หลุดออกมาให้คนยุคปัจจุบันเห็นได้ มันเหมือนโลกกำลังค่อยๆ เปิดหน้าประวัติศาสตร์ให้เราดูทีละหน้าเลย
แต่ถ้ามองในมุมของชาวบ้าน เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ธรณีวิทยา สำหรับชาวหมู่บ้าน Gulu ซึ่งเป็นชนเผ่าสุย ไข่หินพวกนี้คือของศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภ ใครมีไว้ครอบครองเชื่อว่าจะทำให้ครอบครัวสุขภาพแข็งแรง มีเงินทอง และชีวิตราบรื่น หลายบ้านเก็บไข่หินไว้บนหิ้งบูชา เหมือนเป็นสมบัติตกทอดจากบรรพบุรุษ ไม่ใช่แค่ก้อนหินธรรมดา แต่คือหัวใจทางจิตใจของครอบครัวเลย
พอเรื่องนี้เริ่มดังในสื่อและโซเชียล นักท่องเที่ยวก็หลั่งไหลเข้ามา หน้าผาที่เคยเงียบสงบก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว คนในหมู่บ้านมีรายได้มากขึ้น ร้านค้า ที่พัก ไกด์ท้องถิ่นเริ่มเกิดขึ้น อันนี้ถือเป็นด้านบวกแบบชัดเจน
แต่ด้านมืดก็ตามมาติดๆ เพราะไข่หินเริ่มหายไป บางส่วนถูกลักลอบขุดเอาไปขาย บางส่วนก็ถูกนักท่องเที่ยวแอบเก็บกลับเป็นของที่ระลึก ซึ่งพอหายไปแล้ว มันไม่ใช่ของที่ “ผลิตใหม่” ได้เร็วๆ เพราะการที่ไข่หนึ่งก้อนจะโผล่ออกมา ต้องใช้เวลาธรรมชาติเป็นสิบๆ ปี
ที่เขาบอกว่า “หน้าผานี้ออกไข่ทุก 30 ปี” จริงๆ ไม่ได้แปลว่าหน้าผาสร้างไข่ใหม่ แต่หมายถึง ระยะเวลาประมาณ 30 ปี ที่ธรรมชาติใช้ในการกัดเซาะหินปูนรอบๆ ให้ไข่หินที่ซ่อนอยู่ข้างในค่อยๆ โผล่พ้นออกมา จนถึงจุดที่มันหลุดตกลงมาได้ พูดง่ายๆ คือเป็นกระบวนการเปิดเผย ไม่ใช่การให้กำเนิด
ทุกวันนี้รัฐบาลจีนต้องเข้ามาดูแลพื้นที่นี้อย่างเข้มงวด มีการป้องกันการลักลอบขโมย และควบคุมการท่องเที่ยว เพื่อรักษาไข่หินที่เหลืออยู่ให้เป็นมรดกของธรรมชาติและวัฒนธรรมต่อไป
ถ้าสรุปสั้นๆ แบบเพื่อนเล่าให้ฟังนะ
หน้าผา Chan Da Ya คือจุดที่วิทยาศาสตร์กับความเชื่อพื้นบ้านมาเจอกันพอดี
ในสายตานักธรณี มันคือกระบวนการกัดเซาะของหินอายุ 500 ล้านปี
ในสายตาชาวบ้าน มันคือของขวัญจากธรรมชาติ เป็นเครื่องหมายแห่งโชคและความอุดมสมบูรณ์
พอมองแบบนี้ หน้าผาวางไข่ไม่ได้แค่แปลกหรือสวย แต่มันเหมือนเป็นบทสนทนาระหว่างโลกยุคโบราณกับมนุษย์ยุคปัจจุบัน ที่ยังคุยกันอยู่ผ่านก้อนหินกลมๆ พวกนี้จนถึงทุกวันนี้เลย





















