หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ย้อนอดีต วันวาน 1มิถุนายน ค ศ.1926 วันเกิด มาริลีน มอนโร ดาราแสนสวยสุดเซ็กซี่

โพสท์โดย Man

ย้อนอดีตวันวาน1 มิถุนายน ค ศ.1926 วันเกิด มาริลีน มอนโร
แสนสวยสุดเซ็กซี่

หลายคนอาจไม่เคยรู้จักดารานักร้องสาวสุดเซ็กซี่ที่ชื่อ มาริลีน มอนโร แน่ๆสำหรับคนยุคใหม่ แต่ท่าย้อนหลังไปเมื่อ 50/60ปีที่แล้ว มาริลีน มอนโร คือดาราสาวแสนสวยของหลายคนในยุคนั้นเลยว่าได้

วันนี้เราเลยขอนำเสนอเรื่องราวของ
มาริลีน มอนโร

รวมภาพและประวัติของมาริลิน มอนโร

1 มิถุนายน ค ศ.1926 วันเกิด มาริลีน มอนโร
ประวัติ
มาริลิน มอนโร (Marilyn Monroe) (1 มิถุนายน 1926 - 5 สิงหาคม 1962) หรือชื่อเกิด นอร์มา จีน มอร์เทนสัน (Norma Jeane Mortenson) เกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1926 เป็นอดีตนักแสดง นักร้อง นางแบบชาวอเมริกัน มีชื่อเสียงจากบทบาท "Dumb Blonde"

เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ทางเพศที่ได้รับความนิยมในคริสต์ทศวรรษ 1950 เป็นสัญลักษณ์ของทัศนคติที่มีต่อเพศแห่งยุค แม้ว่าเธอได้เป็นนักแสดงระดับต้น ๆ เพียงแค่หนึ่งทศวรรษ ภาพยนตร์ของเธอทำรายได้ได้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนที่เธอจะเสียชีวิตอย่างไม่คาดคิดใน ค.ศ. 1962 เธอยังถือว่าเป็นสัญรูปของวัฒนธรรมสมัยนิยมหลัก ๆ นับแต่นั้นมา

มอนโรเกิดและเติบโตในลอสแอนเจลิส วัยเด็กเธออาศัยอยู่ในบ้านรับเลี้ยงเด็ก และสถานเด็กกำพร้า และสมรสครั้งแรกเมื่ออายุ 16 ปี ขณะทำงานในโรงงานเป็นส่วนหนึ่งของกำลังสงคราม ใน ค.ศ. 1944 เธอพบกับช่างภาพคนหนึ่ง และเริ่มทำอาชีพนางแบบ

งานของเธอทำให้เธอได้เซ็นสัญญากับภาพยนตร์ขนาดสั้น 2 เรื่องกับค่ายทเวนตีท์เซนจูรีฟอกซ์ (1946-1947) และโคลัมเบียพิกเจอส์ (1948) หลังจากรับบทย่อยในภาพยนตร์จำนวนหนึ่ง เธอเซ็นสัญญาใหม่กับฟอกซ์ใน ค.ศ. 1951 เธอกลายเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วด้วยบทบาทตลกขบขันหลายบทบาท เช่นในเรื่อง แอสยังแอสยูฟีล (1951) และมังกีบิสเนส (1952) และในภาพยนตร์ดรามาเรื่อง แคลชบายไนต์ (1952) และ โดนต์บาเดอร์ทูน็อก (1952)

มอนโรเผชิญหน้ากับข่าวลือหลังจากมีการเปิดเผยว่าเธอเคยถ่ายแบบเปลือยก่อนมาเป็นนักแสดง แต่แทนที่จะทำลายอาชีพเธอ มันกลับทำรายได้ให้กับบอกซ์ออฟฟิศ

ก่อน ค.ศ. 1953 มอนโรเป็นหนึ่งในดาราฮอลลิวูดที่มีบทบาทนำในภาพยนตร์ 3 เรื่อง ได้แก่ ฟิล์มนัวร์ เรื่อง ไนแอการา ซึ่งมุ่งจุดสนใจที่เสน่ห์ทางเพศของเธอ และภาพยนตร์ตลกเรื่อง เจนเทิลเม็นพรีเฟอร์บลอนส์ และ ฮาวทูแมร์รีอะมิลเลียนแนร์ ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ให้เธอเป็น "dumb blonde" แม้ว่าเธอจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างและจัดการภาพลักษณ์สาธารณะของเธอตลอดอาชีพการทำงาน

เธอรู้สึกผิดหวังต่อสตูดิโอที่ไทป์แคสต์ และการให้ค่าตัวเธอต่ำไป เธอถูกพักงานเป็นช่วงสั้น ๆ ในต้นปี ค.ศ. 1954 เนื่องจากเธอปฏิเสธโครงการทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

แต่กลับมาเป็นดาราในภาพยนตร์เรื่องที่ประสบความสำเร็จที่สุดเรื่องหนึ่งคือ เดอะเซเวนเยียร์อิตช์ (1955) เมื่อสตูดิโอยังลังเลที่จะเปลี่ยนแปลงสัญญาของเธอ มอนโรก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ใน ค.ศ. 1954 ชื่อ มาริลิน มอนโร โพรดักชันส์ (MMP) ขณะก่อสร้างบริษัท เธอเริ่มศึกษาการแสดงที่แอกเตอส์สตูดิโอ ในปลายปี ค.ศ. 1955 ฟอกซ์มอบฉันทะให้เธอควบคุมและให้เงินเดือนสูงขึ้น หลังจากได้รับคำสรรเสริญจากการแสดงในเรื่อง บัสสต็อป (1956) และการแสดงในภาพยนตร์อิสระเรื่องแรกของบริษัท MMP เรื่อง เดอะพรินซ์แอนด์เดอะโชว์เกิร์ล (1957) เธอได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากเรื่อง ซัมไลก์อิตฮอต (1959) ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของเธอที่ถ่ายทำจนเสร็จคือเรื่อง เดอะมิสฟิตส์ (1961)

ประวัติ

มาริลิน มอนโร คำว่ามาริลีนมาจากชื่อของดาราละครเพลงยุค 20 คือ มาริลีน มิลเลอร์ ส่วนมอนโร มาจากนามสกุลเดิมของคุณยายของเธอ จีน นอร์แมน คือชื่อที่มาริลีน ใช้ขณะเป็นนางแบบ

มาริลิน มีมารดาเป็นโรคทางประสาท บิดาสาบสูญ เป็นเหตุให้ชีวิตช่วงวัยเด็กต้องอาศัยอยู่ตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เมื่อตอนอายุ 12 ปีเธอค้นพบว่าต้วเองมีแรงดึงดูดทางเพศอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก เมื่อครั้งที่เธอสวมสเวตเตอร์พร้อมกับทาลิปสติกเป็นครั้งแรกไปโรงเรียน เธอเล่าว่าเมื่อเธอเดินเข้าไปในโรงเรียน นักเรียนชายต่างก็มองเธอเป็นตาเดียว บางคนก็ผิวปาก และบางคนก็เข้ามาหาเธอก็มี ในขณะที่นักเรียนหญิงต่างก็มองเธอด้วยความสนใจ และอิจฉาเธอ

เมื่ออายุ 16 ปี จึงเริ่มอาชีพนางแบบ ต่อมาก็เริ่มแสดงภาพยนตร์ซึ่งล้มลุกคลุกคลานมาเรื่อย ภาพยนตร์เรื่อง Gentleman Prefer Blondes (1953) เธอได้ค่าตัวอาทิตย์ละ 500 เหรียญ ในขณะที่ เจน รัสเซล ดารานำอีกคนได้ 200,000 เหรียญสำหรับภาพยนตร์ 1 เรื่อง แต่ตัวหนังทำเงินถล่มถลายและมาริลีนกลายเป็นดาราดังไปในทันที ในฉากที่เธอร้องเพลง Diamonds Are A Girls's Bestfriend ที่ต่อมาถูกมาดอนน่านำมาทำเลียนแบบในมิวสิกวิดีโอเพลง Material Girl ก็นำมาจากภาพยนตร์เรื่องนี้

ภาพยนตร์เรื่อง The Seven Year Itch (1955) มีฉากที่เป็นอมตะของเธอที่ถูกลมพัดจนกระโปรงขึ้นมา จากฉากนี้เป็นเรื่องราวทำให้เธอหย่ากับสามี (โจ ดิแมกจิโอ นักเบสบอลชื่อดัง)[ต้องการอ้างอิง]

ผลงานเพลง

นอกจากบทบาทการแสดงแล้วในภาพยนตร์แทบทุกเรื่องมักจะมีฉากที่ มาริลีน ร้องเพลงอยู่ด้วยเสมอ และเธอมักจะถูกพูดถึงเสมอในฉากร้องเพลง มาริลีนเคยให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งที่ทำให้เธอมั่นใจที่สุดในการแสดงอย่างใดๆ ก็แล้วแต่ การร้องเพลงและการแสดงประกอบเป็นสิ่งที่เธอถนัดที่สุด

เธอได้โชว์เสียงเป็นครั้งแรกกับเพลง Every Baby Needs A Da Da Daddy และ Anyone Can Tell I Love You ในภาพยนตร์เรื่อง La-dies Of The Chorus (พ.ศ. 2491) และในปี พ.ศ. 2493 กับ Oh,What A Forward Young Man You Are ในภาพยนตร์เรื่อง A Ticket To Tomahawk ซึ่งมาริลีนแสดงเป็นแค่ตัวประกอบ 1 ใน 3 สาวคอรัส

ส่วนฉากที่เรียกได้ว่าทำให้ มาริลีน เริ่มกลายเป็น Sex symbol ส่วนนึงมาจากภาพยนตร์เรื่อง Niagara (1953) ต่อมาเธอได้ร้องเพลง Two Littles Girls From Little Rock, Bye Bye Baby และ When Love Goes Wrong (Nothing Goes Right) ในภาพยนตร์เรื่อง Gentleman Prefer Blondes และต่อมาเพลงที่ถูกมาดอนน่าเลียนแบบไปใน Diamonds Are A Girls's Bestfriend และฉากที่ไม่มีใครลืมเธอเมื่อมาริลีน ร้องเพลง River Of No return กับเปียโนกับชื่อหนังเรื่องเดียวกันในปี 1954

และผลงานนอกจอคือการที่เธอไปร้องเพลง Happy Birthday To You ให้กับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เด็น เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน

เสียชีวิต

มาริลิน มอนโร เสียชีวิตที่ แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา โดยแม่บ้านของมอนโรชื่อ ยูนิส มูร์เรย์ เป็นผู้พบเห็นมาริลินนอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงในห้องของเธอ มาริลินเสียชีวิตเนื่องจากการใช้ยาเกินขนาด จากนั้นเธอปรากฏตัวบ่อยๆที่ห้อง 229 โรงแรมฮอลลีวู้ดรูสเวลต์

ต่อมา นอร์แมน ฮอดเจส อดีตเจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกา หรือ ซีไอเอ ในวัย 78 ปี ออกมาเปิดเผยว่า เขาเป็นผู้ลงมือสังหาร มอนโร อย่างแยบยล โดยเหตุผลที่เขาต้องสังหารคนกว่า 41 คน เพราะคนเหล่านั้น อาจมีผู้นำทางความคิดเป็นภัยต่อสหรัฐฯ อเมริกา ซึ่งภารกิจเหล่านี้จะต้องดำเนินไปอย่างเป็นความลับ

อิทธิพลต่อคนรุ่นหลัง

มาริลีน มอนโรมีอิทธิพลกับดาราและศิลปินมากมาย นอกจากมาดอนนาแล้ว เอลตัน จอห์น เคยร้องเพลงอุทิศให้กับเธอมาแล้วกับ Candle In The Wind ในปี 1973 แต่งเนื้อโดย Bernie Taupin เนื้อหาก็เปรียบชีวิตของมาริลีน เหมือนเปลวเทียนและอุปสรรค ความเหงา โดดเดี่ยว ก็เหมือนสายลมที่เป่าจนเทียนดับลงไป

 

🥰น่าเสียดายดาราสาวสวยที่มีความสามารถหลากหลาย ที่มาเสียชีวิต  ผลงานการแสดงของเธอโดดเด่น และ มีเอกลักษ์เป็นตัวของตัวเองมากๆๆ

โพสท์โดย: Man
อ้างอิงจาก: วิกิพีเดีย,manman-clip.blogspot.com/2024/05/1-1926.html?m=1
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Man's profile


โพสท์โดย: Man
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
หนังที่ทำรายได้น้อยที่สุดตลอดกาล เท่าที่เคยมีบันทึกไว้ในโลกชายผู้รอดชีวิตจากการส่ง SOS จนคนบนเครื่องบินมองเห็น และ 40 ปีต่อมาพบว่าในคืนเดียวกันนั้นเขาฆาตกรรมผู้หญิงไป 2 ศพฝรั่งออกมาด่าคนไทย..หลังโดนบีบแตรไล่ในขณะขับรถ"แฮร์ริส" เดินหน้าหาเสียงสนับสนุน ภายในพรรคแล้วกรรมติดจรวด วัยรุ่นบราซิลชิงมือถือแล้วถูกรถบัสชนดับขนลุกซู่! เลี้ยงโต๊ะจีนผีในป่าช้า..ถ่ายภาพติดเงาปริศนาร่วมโต๊ะสาวเมาเรียกรถผิด ดันไปเรียกรถกระบะส่งของ แทนรถเก๋งซะงั้น!ปลาหมอฟลาวเวอร์ฮอร์น และปลาหมอไตรมาคู: ภัยเงียบในท่อระบายน้ำเมืองกรุงจุดกำเนิด "กุ้งล็อบสเตอร์" เป็นอาหารคนจน!?เวตาล อมนุษย์ผีดิบ ที่แฝงตัวในความมืด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เอ้าาา! ค่าแอร์ 20 บาท?! ร้านข้างทางคิดแยกค่าแอร์เฉย งงมากแม่!คอนโดกลางเมืองหลายแห่ง ถูกคนจีนกว้านซื้อเกือบยกชั้น และแอบปล่อยเช่าทั้งรายวัน-รายเดือนเมืองที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุด สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างชาติ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด รวมสาระบทความแบ่งปั่นกัน
แมนเดรก คืออะไรและทำไมแถบอาหรับ เรียกพืชชนิดนี้ว่า “ เทียนแห่งปีศาจ ”ค้างคาวหน้าผีแปลกๆ“ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กสีเขม่า” ค้างคาวชนิดใหม่ของโลกในวงศ์ค้างคาวหน้ายักษ์แค็มป์ปิ้งหวาดเสียว..แค็มป์ปิ้งริมผาที่น่าจะหวาดเสียวที่สุด ที่หนึ่งในโลก คนกลัวความสูงหมดสิทธิอุโมงค์เก็บน้ำเยเรบาตัน และ เสาเมดูซ่าแบบกลับหัว และเสาเมดูซ่าแบบตะแคงขวา เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี
ตั้งกระทู้ใหม่