ปรับเกณฑ์การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุใหม่ บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2566 นี้
ปรับเปลี่ยนเกณฑ์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2566 เป็นต้นมา ระเบียบฉบับใหม่นี้ได้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดังนี้:
[หลักเกณฑ์ใหม่]
-
ผู้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะต้องเป็นสัญชาติไทย.
-
ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น.
-
อายุต้องอยู่ในช่วง 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและได้รับการยืนยันสิทธิขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น.
-
ผู้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต้องไม่มีรายได้หรือมีรายได้น้อยกว่าค่าเบี้ยยังชีพตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติกำหนด.
นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาลของระเบียบนี้:
ข้อ 17: ผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนและได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนวันที่ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ จะยังคงมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นต่อไป.
ข้อ 18: ในระหว่างที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุยังไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามข้อ 6 (4) ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้คุณสมบัติผู้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติมไปพลางก่อน
โดยเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 จะถูกโอนเข้าบัญชีของผู้รับเงินตามไทม์ไลน์ต่อไปนี้:
- ตุลาคม 2566: วันอังคารที่ 10 ตุลาคม 2566
- พฤศจิกายน 2566: วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2566
- ธันวาคม 2566: วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2566
จำนวนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะขึ้นอยู่กับช่วงอายุดังนี้:
- อายุ 60-69 ปี: ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท
- อายุ 70-79 ปี: ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท
- อายุ 80-89 ปี: ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 800 บาท
- อายุ 90 ปีขึ้นไป: ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 1,000 บาท
ผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต้องตรงตามเกณฑ์ต่อไปนี้:
- มีสัญชาติไทย
- มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและได้รับการยืนยันสิทธิขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ไม่มีรายได้หรือมีรายได้น้อยกว่าค่าเบี้ยยังชีพตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติกำหนด.
หลักฐานที่ใช้ในการลงทะเบียนรับสิทธิเงินผู้สูงอายุคือ:
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย
- ทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ที่เป็นปัจจุบัน)
- สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารในนามผู้มีสิทธิหรือผู้ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ (สำหรับการรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร)
หากผู้สูงอายุไม่สามารถลงทะเบียนด้วยตนเองได้ สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนได้ สถานที่ลงทะเบียนคือสำนักงานเขตหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้สูงอายุมีภูมิลำเนาอยู่
3 คณะที่โดนรีไทร์มากที่สุดในประเทศไทย
แบบทดสอบจิตวิทยา : คุณกำลังมีความสุขกับชีวิตมากแค่ไหน?
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย
ทำไมแม่เหล็กถึงดูดเหล็ก แต่ไม่ดูดของทุกอย่าง
อาหารที่คนไทยอาจรู้สึกเฉยๆ แต่มักเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ
10 จังหวัดที่ร้อนที่สุดของประเทศไทยในปี 2026
5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย
8 อันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดของโลก ปี 2026
น้ำจิ้มซีฟู้ด จากน้ำพริกเกลือชาวประมง สู่รสจัดจ้านคู่ครัวไทย
ห้างสรรพสินค้าที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในประเทศไทย
สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 1/7/69
แบบทดสอบจิตวิทยา : คุณกำลังมีความสุขกับชีวิตมากแค่ไหน?
10 จังหวัดที่ร้อนที่สุดของประเทศไทยในปี 2026
จังหวัดที่ชาวต่างชาติชอบที่สุด สำหรับการมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ




