หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

วิธีดูแลสุขภาพดวงตาของผู้สูงอายุ อยากให้บิดากมารดาหรือคนในครอบครัวที่อายุเยอะเราก็ควรใส่ใจกับท่านให้สม่ำเสมอครับ<3

เขียนโดย DOMINO

อายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการมองเห็นของดวงตา ที่อาจมีการมองเห็นไม่ชัดเจน โดยอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย อาทิ วัยที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดความเสื่อมต่างๆ ของร่างกายและดวงตา รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคนั้นๆ อุบัติเหตุ กรรมพันธุ์ หรืออื่นๆ โดยการเฝ้าระวัง หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หรือป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีส่วนช่วยดูแลป้องกันสุขภาพดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

1. ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำทุกปี

 

ดวงตาเป็นหนึ่งอวัยวะที่ซับซ้อน และอาการระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการ การเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์ พร้อมเครื่องมือเฉพาะทาง จะช่วยให้จักษุแพทย์ค้นหาสิ่งผิดปกติที่ซ่อนอยู่ด้านในของดวงตาที่ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้และยังไม่แสดงอาการ เพื่อป้องกันและรักษาได้ทันท่วงที

 

2. หมั่นสังเกตอาการต่างๆ ที่ผิดปกติต่อดวงตา เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ได้ดังนี้

 

2.1 ตาแห้ง

 

สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย โดยอาจเกิดได้จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การจ้องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน การใช้ยาบางชนิด หรือการไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งในผู้หญิงสูงวัยสามารถเกิดอาการตาแห้งได้จากภาวะการขาดฮอร์โมนเพศ จากการหมดประจำเดือน ส่งผลให้การผลิตน้ำตาน้อยลง โดยอาจส่งผลให้มีอาการเหล่านี้ ไม่สบายตา แสบร้อนดวงตา คันตา เคืองตา มีน้ำตาไหลมากผิดปกติ เป็นต้น สามารถแก้ไขเบื้องต้น โดยการป้องกันภาวะตาแห้งจากสภาพแวดล้อม ด้วยการสวมใส่แว่นตากันลม หรือหยอดน้ำตาเทียม กรณีรู้สึกตาแห้ง แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบจักษุแพทย์

 

2.2 โรคต้อกระจก

 

เกิดจากเลนส์แก้วตามีการขุ่นตัว มักพบมากในผู้สูงอายุ โดยส่วนมากมักพบในอายุ 50 ปีขึ้นไป หากปล่อยไว้จะส่งผลเสียต่อการมองเห็นไปเรื่อยๆ โดยผู้ที่เป็นต้อกระจกส่วนมากมักจะมีอาการสายตามัวเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง มองไม่ชัด มองเห็นสีต่าง ๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม เป็นต้น ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ เพราะปัจจุบันมีวิวัฒนาการก้าวหน้า ในการรักษาโรคต้อกระจกด้วยการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยเทคนิค "เฟโค" (Phacoemulsification) ที่ช่วยคืนการมองเห็นชัดเจน แผลเล็ก ไม่ต้องเย็บแผล ปลอดภัย

 

นัดหมายแพทย์

จักษุแพทย์

ศูนย์รักษาโรค

การบริการสำหรับผู้ป่วย

รู้จักรัตนิน

ติดต่อเรา

ค้นหา

6 เคล็ดลับดูแลสุขภาพดวงตาผู้สูงอายุ

 

อายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการมองเห็นของดวงตา ที่อาจมีการมองเห็นไม่ชัดเจน โดยอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย อาทิ วัยที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดความเสื่อมต่างๆ ของร่างกายและดวงตา รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคนั้นๆ อุบัติเหตุ กรรมพันธุ์ หรืออื่นๆ โดยการเฝ้าระวัง หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หรือป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีส่วนช่วยดูแลป้องกันสุขภาพดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

1. ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำทุกปี

 

ดวงตาเป็นหนึ่งอวัยวะที่ซับซ้อน และอาการระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการ การเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์ พร้อมเครื่องมือเฉพาะทาง จะช่วยให้จักษุแพทย์ค้นหาสิ่งผิดปกติที่ซ่อนอยู่ด้านในของดวงตาที่ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้และยังไม่แสดงอาการ เพื่อป้องกันและรักษาได้ทันท่วงที

 

2. หมั่นสังเกตอาการต่างๆ ที่ผิดปกติต่อดวงตา เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ได้ดังนี้

 

2.1 ตาแห้ง

 

สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย โดยอาจเกิดได้จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การจ้องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน การใช้ยาบางชนิด หรือการไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งในผู้หญิงสูงวัยสามารถเกิดอาการตาแห้งได้จากภาวะการขาดฮอร์โมนเพศ จากการหมดประจำเดือน ส่งผลให้การผลิตน้ำตาน้อยลง โดยอาจส่งผลให้มีอาการเหล่านี้ ไม่สบายตา แสบร้อนดวงตา คันตา เคืองตา มีน้ำตาไหลมากผิดปกติ เป็นต้น สามารถแก้ไขเบื้องต้น โดยการป้องกันภาวะตาแห้งจากสภาพแวดล้อม ด้วยการสวมใส่แว่นตากันลม หรือหยอดน้ำตาเทียม กรณีรู้สึกตาแห้ง แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบจักษุแพทย์

 

2.2 โรคต้อกระจก

 

เกิดจากเลนส์แก้วตามีการขุ่นตัว มักพบมากในผู้สูงอายุ โดยส่วนมากมักพบในอายุ 50 ปีขึ้นไป หากปล่อยไว้จะส่งผลเสียต่อการมองเห็นไปเรื่อยๆ โดยผู้ที่เป็นต้อกระจกส่วนมากมักจะมีอาการสายตามัวเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง มองไม่ชัด มองเห็นสีต่าง ๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม เป็นต้น ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ เพราะปัจจุบันมีวิวัฒนาการก้าวหน้า ในการรักษาโรคต้อกระจกด้วยการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยเทคนิค "เฟโค" (Phacoemulsification) ที่ช่วยคืนการมองเห็นชัดเจน แผลเล็ก ไม่ต้องเย็บแผล ปลอดภัย

 

2.3 โรคจอประสาทตาเสื่อม

 

คือกระบวนการเสื่อม หรือถูกทำลายของจุดศูนย์กลางการรับภาพของจอประสาทตา โดยปัจจัยเสี่ยงเกิดได้จาก อายุ โดยพบมากในอายุ 65 ปีขึ้นไป เชื้อชาติ เพศ โดยพบมากในคนต่างชาติ ยุโรป อเมริกา และเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี การสูบบุหรี่ โดยพบว่าผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ ภาวะความดันโลหิตสูง โดยโรคจอประสาทตาเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

 

ชนิดแรก แบบแห้ง (Dry AMD)

 

เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เกิดจาการเสื่อมและบางตัวลงของจุดศูนย์กลางการรับภาพของจอประสาทตา (Macular) อาการเริ่มต้นคือการมองเห็นภาพเบลอๆ ทำให้เห็นหน้าคนไม่ชัด หรือต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรม หรือบางรายอาจมีอาการเริ่มจากตามัวเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถในการมองเห็นจะค่อยๆ ลดลง และเป็นไปอย่างช้าๆ

           

ชนิดที่สอง แบบเปียก (Wet AMD)

 

พบประมาณ 10 – 15% ของโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญของอาการตาบอด โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม เกิดจากมีหลอดเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตา ทำให้เลือดและของเหลวที่อยู่ภายในไหลซึมออกมา เป็นผลให้จุดศูนย์กลางการรับภาพบวม ผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยว และเมื่อเซลล์ประสาทตาตาย ผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็นในที่สุด อาการเริ่มต้น จะเริ่มเห็นเส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้งบิดเบี้ยว เห็นภาพสีซีดจางกว่าปกติ และอาจเห็นจุดมืดดำที่ตรงกลางภาพ  

 

3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สม่ำเสมอ

 

นัดหมายแพทย์

จักษุแพทย์

ศูนย์รักษาโรค

การบริการสำหรับผู้ป่วย

รู้จักรัตนิน

ติดต่อเรา

ค้นหา

6 เคล็ดลับดูแลสุขภาพดวงตาผู้สูงอายุ

 

อายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการมองเห็นของดวงตา ที่อาจมีการมองเห็นไม่ชัดเจน โดยอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย อาทิ วัยที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดความเสื่อมต่างๆ ของร่างกายและดวงตา รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคนั้นๆ อุบัติเหตุ กรรมพันธุ์ หรืออื่นๆ โดยการเฝ้าระวัง หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หรือป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีส่วนช่วยดูแลป้องกันสุขภาพดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

1. ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำทุกปี

 

ดวงตาเป็นหนึ่งอวัยวะที่ซับซ้อน และอาการระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการ การเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์ พร้อมเครื่องมือเฉพาะทาง จะช่วยให้จักษุแพทย์ค้นหาสิ่งผิดปกติที่ซ่อนอยู่ด้านในของดวงตาที่ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้และยังไม่แสดงอาการ เพื่อป้องกันและรักษาได้ทันท่วงที

 

2. หมั่นสังเกตอาการต่างๆ ที่ผิดปกติต่อดวงตา เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ได้ดังนี้

 

2.1 ตาแห้ง

 

สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย โดยอาจเกิดได้จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การจ้องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน การใช้ยาบางชนิด หรือการไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งในผู้หญิงสูงวัยสามารถเกิดอาการตาแห้งได้จากภาวะการขาดฮอร์โมนเพศ จากการหมดประจำเดือน ส่งผลให้การผลิตน้ำตาน้อยลง โดยอาจส่งผลให้มีอาการเหล่านี้ ไม่สบายตา แสบร้อนดวงตา คันตา เคืองตา มีน้ำตาไหลมากผิดปกติ เป็นต้น สามารถแก้ไขเบื้องต้น โดยการป้องกันภาวะตาแห้งจากสภาพแวดล้อม ด้วยการสวมใส่แว่นตากันลม หรือหยอดน้ำตาเทียม กรณีรู้สึกตาแห้ง แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบจักษุแพทย์

 

2.2 โรคต้อกระจก

 

เกิดจากเลนส์แก้วตามีการขุ่นตัว มักพบมากในผู้สูงอายุ โดยส่วนมากมักพบในอายุ 50 ปีขึ้นไป หากปล่อยไว้จะส่งผลเสียต่อการมองเห็นไปเรื่อยๆ โดยผู้ที่เป็นต้อกระจกส่วนมากมักจะมีอาการสายตามัวเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง มองไม่ชัด มองเห็นสีต่าง ๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม เป็นต้น ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ เพราะปัจจุบันมีวิวัฒนาการก้าวหน้า ในการรักษาโรคต้อกระจกด้วยการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยเทคนิค "เฟโค" (Phacoemulsification) ที่ช่วยคืนการมองเห็นชัดเจน แผลเล็ก ไม่ต้องเย็บแผล ปลอดภัย

 

2.3 โรคจอประสาทตาเสื่อม

 

คือกระบวนการเสื่อม หรือถูกทำลายของจุดศูนย์กลางการรับภาพของจอประสาทตา โดยปัจจัยเสี่ยงเกิดได้จาก อายุ โดยพบมากในอายุ 65 ปีขึ้นไป เชื้อชาติ เพศ โดยพบมากในคนต่างชาติ ยุโรป อเมริกา และเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี การสูบบุหรี่ โดยพบว่าผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ ภาวะความดันโลหิตสูง โดยโรคจอประสาทตาเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

 

ชนิดแรก แบบแห้ง (Dry AMD)

 

เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เกิดจาการเสื่อมและบางตัวลงของจุดศูนย์กลางการรับภาพของจอประสาทตา (Macular) อาการเริ่มต้นคือการมองเห็นภาพเบลอๆ ทำให้เห็นหน้าคนไม่ชัด หรือต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรม หรือบางรายอาจมีอาการเริ่มจากตามัวเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถในการมองเห็นจะค่อยๆ ลดลง และเป็นไปอย่างช้าๆ

           

ชนิดที่สอง แบบเปียก (Wet AMD)

 

พบประมาณ 10 – 15% ของโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญของอาการตาบอด โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม เกิดจากมีหลอดเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตา ทำให้เลือดและของเหลวที่อยู่ภายในไหลซึมออกมา เป็นผลให้จุดศูนย์กลางการรับภาพบวม ผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยว และเมื่อเซลล์ประสาทตาตาย ผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็นในที่สุด อาการเริ่มต้น จะเริ่มเห็นเส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้งบิดเบี้ยว เห็นภาพสีซีดจางกว่าปกติ และอาจเห็นจุดมืดดำที่ตรงกลางภาพ  

 

3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สม่ำเสมอ

 

3.1 รับประทานผักผลไม้สม่ำเสมอ 

 

การรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ และครบสารอาหาร 5 หมู่นั้น นอกจากจะให้สารอาหารครบถ้วนช่วยบำรุงร่างกายแล้ว ยังได้รับเกลือแร่และวิตามิน ช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตาและสายตาอาทิเช่น ซิงค์ วิตามินเอ วิตามินซี ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตาและสายตา

 

3.2 รับประทานปลาที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 (Omega 3)

 

จากการศึกษาพบว่า Omega 3 สามารถบรรเทาอาการตาแห้งได้ เนื่องจาก Omega 3 จะทำให้ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา ที่เรียกว่า Meibomian Gland ทำงานได้ดีขึ้น โดยทำหน้าที่ผลิตไขมันมาเพื่อเคลือบชั้นของน้ำตาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาระเหยเร็วจนเกินไป ช่วยบรรเทาอาการตาแห้งได้

 

3.3 ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 8 แก้ว ต่อวัน

 

การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายและดวงตา ไม่ขาดน้ำ และช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำตาได้เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันตาแห้ง

 

4. สวมใส่แว่นตากันแดดทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้ง

 

แสงแดดเป็นอันตรายต่อสายตา เมื่อปล่อยให้ดวงตาสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงเป็นประจำ ซึ่งส่งผลเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก ควรสวมแว่นกันแดดทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้ง และควรเลือกสวมใส่แว่นตากันแดดที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสี UVA ได้อย่างน้อย 95% และ รังสี UVB ได้อย่างน้อย 99% ตามมาตรฐานขององค์กรอาหารและยาสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันภัยร้ายจากแสงแดดต่อสุขภาพดวงตา  

 

5. การใช้น้ำตาเทียมให้เหมาะสม

 

เพื่อช่วยหล่อลื่นดวงตาให้ผิวดวงตาชุ่มชื้น จากอาการตาแห้ง ช่วยบรรเทาอาการแสบตา ระคายเคือง กระจกตาถลอก หรือลดการอักเสบของแผลที่กระจกตาจากอาการตาแห้งได้

 

6. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

การออกกำลังช่วยส่งผลดีให้กับสุขภาพร่างกาย และจิตใจ รวมถึงลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยก่อให้เกิดโรคต่างๆ รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับดวงตา และยังเป็นหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสูญเสียต่อการมองเห็น เพราะฉะนั้น การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะและสม่ำเสมอ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาได้

โพสท์โดย: DOMINO
อ้างอิงจาก: rutnin DOMINO
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
DOMINO's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 35 ครั้ง
เขียนโดย DOMINO
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เมืองที่เงินเดือนน้อยแต่อยู่สบายที่สุดในประเทศไทยมหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในประเทศไทยวิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/693 จังหวัดปลาร้าขึ้นชื่อในอีสาน รสนัวต่างกันอย่างไรคณะที่เรียนจบยากที่สุดในประเทศไทยก่อนเปลี่ยนรถ ลองดูค่าใช้จ่าย 3 ปี EV ไฮบริด น้ำมัน แบบไหนคุ้มกว่า6 ประเทศที่ไม่มีกลางวันจังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?อำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการหัวร้อนเป็นเหตุ... สังเกตบิลครึ่งล้าน! หนุ่มจีนคลั่งกลางสุวรรณภูมิ ทุบตู้ Auto Gate พังยับ ชี้หน้าด่ากราด ตม. ไทยสิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/5/69คณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
สลัมลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกก้อม อัตลักษณ์แห่งเครื่องเรือนพื้นบ้านอาบน้ำหลังกินข้าวทันที เสี่ยงท้องอืดจริงไหม ควรรอกี่นาที3 จังหวัดปลาร้าขึ้นชื่อในอีสาน รสนัวต่างกันอย่างไร"ลำไส้คือสมองที่ 2? เจาะลึกวิทยาศาสตร์ 'Gut-Brain Axis' อาหารที่คุณกินส่งผลต่ออารมณ์โดยตรง"นาคาไททัน ไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกที่พบในไทยสำคัญอย่างไร
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ไขข้อสงสัย? รอยแดงจากกิ้งกือ เกิดจากอะไรสลัมลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอาบน้ำหลังกินข้าวทันที เสี่ยงท้องอืดจริงไหม ควรรอกี่นาทีหลายคนเข้าใจผิด!รอยไหม้จาก"กิ้งกือ" แท้จริงเกิดจากอะไร?
ตั้งกระทู้ใหม่