หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype Page อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่ เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ คำนวณ การเงิน
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เริ่มอ้วนเมื่อไหร่ รู้ได้ทันที

โพสท์โดย แสงระวี


การที่เราจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอ้วนหรือไม่นั้นหรือไม่ใช่เรื่องยากมากเท่าไหร่แล้วใช้เพื่อนข้างๆตอบดูก็ได้นะ 555 หรือไม่เพียงแค่เห็นรูปร่างของตัวเองคนเองก็ไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ไหนแล้วล่ะ ถูกไหม? วันนี้เราก็มีวิธีเด็ดๆมาแนะนำวิธีการตรวจสอบว่าคุณหรือคนรอบข้างของคุณมีภาวะอ้วนหรือไม่จะมีวิธีอะไรถ้ามาหาคำตอบกันเลยดีกว่า
เพียงแค่มองดูด้วยสายตาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอแล้วในปัจจุบันนี้ ดังนั้นจึงมีวิธีการวินิจฉัยโรคอ้วนที่นำมาใช้มากมายนะตั้งแต่วิธีการง่ายๆไปจนถึงวิธีที่ซ่อนเงื่อนในบทความนี้จะขออธิบายวิธีที่นิยมใชักันบ่อยๆเลยแล้วกัน
ในปัจจุบันสำหรับการวินิจฉัยโรคอ้วนจะมีวิธีการที่ว่าก็คือ
1. Body Mass Index
2.Waist Circumference(WC)
3. Persent total body fat

Body Mass Index
คือการใช้ค่าดัชนีมวลกายเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่เราสามารถคำนวณได้เองเพื่อคัดกรองว่าเราอ้วนแล้วหรือไม่เพียงแค่รู้ค่าน้ำหนักที่เป็นหน่วยกิโลกรัม น้าความสูงที่หน่วยเป็นเมตรแล้วเริ่มคำนวณตามสูตรง่ายๆดังนี้
Body Mass Index- น้ำหนัก
ส่วนสูง
-ค่าดัชนีมวลกายในคนเอเชียจะใช้ตามเกณฑ์ข้อตกลงการวินิจฉัยของ w h o ปี 2547 เนื่องด้วยคนเอเชียหรือคนไทยมีรูปร่างที่เล็กกว่ามาจากฝั่งตะวันตกเช่นคนยุโรปอเมริกาและคนแอฟริกาที่โดยทั่วไปแล้วความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนั้นสูงเท่ากันดังนี้จึงมีการปรับเกณฑ์ให้สำหรับคนเอเชียใหม่ด้วย
ค่า Body Mass Index ที่ปกติ = 18.5-22.99 กิโลกรัมต่อเมตร
ค่า Body Mass Index ที่ถือว่าน้ำหนักเกินมาตรฐาน= 23-24 .99
ค่า Body Mass Index ที่คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะอ้วนคืออยู่ที่มากกว่าหรือเท่ากับ 25 กิโลกรัมต่อเมตร

โดยข้อจำกัดของ Body Mass Indexค่าดัชนีที่เหมาะสมในการใช้คัดกรองโรคอ้วนเช่นภาวะน้ำหนักเกินเท่านั้น
เนื่องจากมีข้อจำกัดที่หลากหลายโดยเฉพาะจุดตัดของเกณฑ์น้ำหนักและความอ้วนที่แตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ Body Mass Index
ยังคงไม่ได้บอกถึงมวลกล้ามเนื้อและไขมันในร่างกายว่าบริเวณไหนมีมากมีน้อย คนที่มีมากอาจถูกวินิจฉัยว่าอ้วนได้ แต่การดู Body Mass Index เพียงอย่างเดียวอาจจะรู้ได้เพียงรวมๆว่าน้ำหนักตัวมีมากกว่าไขมัน
นอกจากนี้ก็ยังไม่ได้แยกว่าค่าที่เหมาะสมของหญิงชายควรเป็นเท่าไหร่จึงจะบอกได้ว่าคุณและใครอ้วนแล้วนะนั่นเอง
ทั้งที่เราต่างก็ทราบกันดีว่าร่างกายของหญิงชายมีความแตกต่างกันมากโดยเฉพาะมนต์ไขมันในร่างกาย
(WC) Waist Circumferenceหรือ เส้นรอบเอว
เหตุผลที่ต้องใช้ Waist Circumference(WC) มาเป็นอีกค่าในการบอกว่าคุณหรือคนรอบข้างมีความอ้วนสืบเนื่องมาจากการที่ให้ความสำคัญในประเด็นการสะสมไขมันบริเวณท้องเพราะหากคุณมีไขมันสะสมมากก็จะทำให้ขนาดเส้นรอบวงที่มากขึ้นหรือที่เรียกว่า#อ้วนลงพุง#
นอกจากนี้ยังพบได้อีกว่าคนอ้วนลงพุงหรือผู้ที่มีเส้นรอบวงของเอวมากๆจะสัมพันธ์กับการเกิดโรคในกลุ่มที่เกี่ยวกับระบบการเผาผลาญไม่ดีหรือ'เมตาบอลิก ' มากขึ้นเช่นไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน
การหาค่าของเส้นรอบเอวจะได้จากการวัดด้วยสายวัดมาตรฐานวัดบริเวณกึ่งกลางของข้างเอว ระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครงร่าง กลับขอบบนของกระดูกเชิงกราน ให้สายวัดรอบเอวและอยู่ในแนวขนานกับพื้น ขณะที่วัดก็ควรที่จะปล่อยตามสบายเพื่อให้ค่าของการวัดออกมาสมบูรณ์ คือไม่แขม่วพุง หรือบิดเบือนค่าความจริงของพุง

 


คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่ 1 : ขนาดของเส้นรอบวงที่ส่วนใหญ่ถือว่ามีภาวะอ้วนลงพุงเท่าไหร่?
คำตอบ : >90 cm (>36นิ้ว) ในชาย 80 cm (>32นิ้ว) ในผู้หญิง
***โดยอ้างอิงจาก เกณฑ์ของ WHO ปี 2547***

อัตราส่วนของเอวกับสะโพก
ค่านี้มีการนำเอาเส้นรอบสะโพกเข้ามาคำนวณด้วยซึ่งถือเป็นตัวบ่งบอกการกระจายตัวของไขมันช่องท้องและสะโพกได้ดีเลย จากการศึกษาพบว่าไขมันที่สะสมบริเวณสะโพกมากๆก็มีความสำคัญในการเกิดโรคได้ไม่น้อยเลยโดยเฉพาะโรคเรื้อรังไม่ต่างไปจากไขมันที่สะสมในช่องท้องเช่นโรคหัวใจ หลอดเลือด ไขมันในเลือดสูง ความดันและเบาหวาน
การวัดเส้นรอบสะโพกหมาตะวัดส่วนที่กว้างที่สุดของสะโพกหรือช่วงก้นโดยที่ต้องยืนให้ขาทั้งสองชิดกันแล้ววัดเป็นนิ้วส่วนการวัดเส้นรอบเอว ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันตามที่อธิบายเอาไว้
คุณสามารถคำนวณในค่า WHR ได้ง่าย ๆ โดยการนำค่าเส้นรอบเอว เปอร์เซ็นต์ด้วยเส้นรอบสะโพกได้ตามสูตรการคำนวณตามนี้
WHR= เส้นรอบเอว(นิ้ว)
เส้นรอบสะโพก(นิ้ว)
ค่าที่ได้ออกมานั้นจะนำไปแปลผลได้ดังนี้
เอว/สะโพก(WHR) มากกว่าหรือเท่ากับ 0.9 ในชายและ มากกว่าหรือเท่ากับ0.85 ในหญิง
ถือว่าเข้าข่ายอ้วนลงพุงและเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดระบบเผาผลาญแย่ หรือ เมตาบอลิก ซึ่งจะมีรูปร่างที่คล้ายผล Apple เพราะมีไขมันสะสมบริเวณท้องมากนั่นเอง

คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่1 : (WHR) ควรทีค่าเท่ากับเท่าไหร่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
คำตอบ : WHR หรือสัดส่วนของรอบเอวต้องมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 1 ถึงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ และหลอดเลือด
ข้อจำกัดของ (WHR) คือ
สัดส่วนที่เท่าเดิม หากมีไขมันสะสมทั้งรอบเอว-สะโพก บนหรือล่างมีมากหรือน้อย หากมีไขมันเพิ่มในบริเวณสะโพกรูปร่างจะคล้ายกับผลลูกแพร์ ซึ่งจำเป็นต้องดูตามค่ารอบเอวร่วมด้วยเสมอว่า มาก-น้อยกว้าเกณฑ์ปกติ ในงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ขนาดของ (WC), (WHR)และ (BMI) มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันและยังบ่ฃบอกถึฃความเสี่ยงขอฃการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดจากการมีไขมันเพิ่มขึ้นได้ดีเลย
Persent total body fat หรือเปอร์เซ็นต์ของปริมาณไขมันรวมในร่างกาย
เป็นการวัดปริมาณไขมันที่สะสมทั้งหมดในร่างกายทุก ๆ ส่วนเทียบกับเนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ไขมันในเลือด เพื่อดูว่าคุณมีไขมันมากหรือน้อยแค่ไหน
ค่าไขมันในที่สะสมในร่างกาย สามารถวัดได้ด้วยหลายวิธีดังนี้
1. คาร์ลิปเปอร์(Caliper)
2.(BIA)Bioelectrical impedance Analysis
3.(DXA Scan) Dual Energy X-ray Absorptiometry
เกณฑ์การวิจัย โรคอ้วน โดยใช้ค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันสะสมในร่างกายมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย เช่น อายุ เชื้อชาติ เพศ

คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่ 1 : การกำหนดเกณฑ์ระดับเปอร์เซ็นต์ของไขมันที่สะสมในร่างกายควรอยู่ที่เท่าไหร่
คำตอบ : ตามกำหนดระดับเปอร์เซ็นต์ของ American Country on Exercise (ACE)
>25% ในชาย >32% ในผู้หญิง แต่จะมีค่าที่พอรับได้คือ 18-24%ในชาย และ 25-31%ในหญิง
พอจะทราบเป็นสังเขปแล้วสำหรับวิธีการวัดตามเกณฑ์ที่เหมาะสม ทั้งนี้ทั้งนั้นหากว่าคุณเริ่มที่จะรู้ตัวแล้วว่าอยู่ในความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่ตามมา การลดน้ำหนัก หรือลดขนาดรอบเอว ก็ถือว่าจะช่วยลดความเสี่ยงได้ไม่มากก็น้อยเลย
สุดท้ายนี้บทความนี้จะเป็นประโยขน์ด้วยหากคุณนำไปปรับใช้กับตัวเองและคนรอบข้างก็จะช่วนให้เขาและคุณรู้ว่าควรลดน้ำหนักได้เมื่อไหร่
Reference
1. Simpson JA, MacInnis RJ, Peeters A. Hopper JL, Giles GG, English DR. A comparison
Of adiposity measures as predictors of all-cause mortality : the Melbourne
Collaborative Cohort Study. Obesity (Silver Spring) 2007; 15 (4) : 994 1003.
2. Koster A. Leitzmann MF, Schatzkin A, Mouw T, Adams KF, van Eijk JT, et al. Waist
Circumference and mortality. Am J Epidemiol 2008; 167 (12): 1465-75.
3. Jacobs EJ, Newton CC, Wang Y, Patel AV, McCullough ML, Campbell PT, et al. Waist
Circumference and all-cause mortality in a large US cohort. Arch Intern Med 2010;
On

โพสท์โดย: แสงระวี
อ้างอิงจาก: pizxabay
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
แสงระวี's profile


โพสท์โดย: แสงระวี
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: แสร์
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
4สำนักดัง ให้เลขชนกันอีกแล้ว งวด 2 พฤษภาคม 2567iPhone รุ่นประหยัดมาแล้ว!"ออกัส วชิรวิชญ์" เผยอีกด้านก่อนถูก "กันสมาย" แฉรวมภาพความฮา แบบสร้างสรรค์ ของคนเขมร กับ นักท่องเที่ยวกับรูปปั้นม้าน้ำอันโด่งดังในโลกโซเชียลตอนนี้"กันสมาย" โพสต์สวน "วงการบันเทิงอะเนอะ!"..หลัง "ออกัส" ออกมาให้สัมภาษณ์ไปซื้อน้ำแข็งแต่สิ่งที่ได้มาด้วยคือเจ้าตัวนี้อยากให้หมาที่บ้านมาดู..จะได้รู้ "หมาที่ดี" ต้องทำอย่างไร ?อันตราย! อย่าใช้ "พัดลมคล้องคอ"..เพราะอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งได้สร้างรายได้ Passive Income มนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็ทำได้
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
วันนี้ที่รอคอย! กอดทั้งน้ำตา..หนุ่มตามหาแม่แท้ๆ นานกว่า 29 ปีจนเจอFB เตรียมเพิ่มโหมดใหม่ ให้ข้อความใน IB หายไปได้ตามเวลาที่ตั้งไว้โหนกอูฐมีไว้ทำไม ?"ออกัส วชิรวิชญ์" เผยอีกด้านก่อนถูก "กันสมาย" แฉ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
คริปโทเคอร์เรนซีจะพุ่งแรงหลัง Bitcoin Halvingโหนกอูฐมีไว้ทำไม ?ภาษิตอังกฤษพิชิตความสำเร็จล็อบสเตอร์ จากอาหารราคาถูก สู่สุดยอดอาหารหรู
ตั้งกระทู้ใหม่