หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ดตั้งกระทู้

“Vlad Tepes Dracula” (วลาดที่ 3) “แดร็กคูล่า” ฉายาจอมเสียบแห่งโรมาเนีย

วันนี้จะพาไปยังประเทศโรมาเนียกันบ้าง ถ้าจะเอ่ยถึง "เคาท์แดร็กคูล่า" หลายคนคงนึกถึงผู้ชายหน้าขาวซีดมีเขี้ยวสวมผ้าคลุมสีดำแดงกันใช่มั้ย ? แต่รู้หรือไม่ ? ว่านิยายสยองขวัญในตำนานของเคาท์แดร็กคูล่าต่างๆนั้น มีที่มาจากท่านผู้นี้ที่เป็นจุดเริ่มต้นก็ว่าได้

วลาดที่ 3 (Vlad III) คือใคร ?
พระองค์มีฉายาว่า “วลาด ดรากุล” (Vlad Dracul) ซึ่งคำว่า "Dracul" ในภาษาโรมาเนียหมายถึง “ปีศาจ” (Devil) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า "วลาด เซเปส" เกิดเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม (ค.ศ. 1431) ที่ซิกิชวาร่า ทรานซิลเวเนีย ราชอาณาจักรฮังการี นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ทรงเป็นเจ้าชายแห่งวาลาเดีย (Voivode) (ในช่วง ค.ศ. 1431-1476/7) มีน้องชายชื่อ "ราดู" (สมญานามราดูรูปงามหรือ Radu the Handsome) คือมีหน้าตาหล่อกว่า..วลาดที่ 3 พี่ชายนั่นเอง


และครองวาลาเคียถึง 3 สมัย (ในยุคกลางของโรมาเนีย) ช่วงราว ค.ศ. 1456-1462 เป็นช่วงที่ "จักรวรรดิออตโตมาน" เริ่มพิชิตดินแดนคาบสมุทรบอลข่าน ส่วนพระบิดาคือ "วลาดที่ 2 ดรากูล (Vlad II Dracul) เป็นสมาชิกสมาคมมังกร (Order of the Dragon) ตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์ศาสนาคริสต์ในยุโรปตะวันออก

ปูมหลังเกมการเมืองของ 2 พี่น้อง
เกมการในสมัยนั้นช่างสับสนและวุ่นวายแถมโหดร้าย เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเป็นประจำ มีการคานอำนาจกันระหว่างพวกบอร์ยา (ผู้ดีเจ้าของที่ดิน) กับพวกแซ็กซอน (พวกพ่อค้า-ช่างฝีมือ) แถมมีอิทธิพลภายนอกจากฮังการีและออตโตมานอีก 

พระบิดาก็ถูกกลุ่มการเมืองที่มีฮังการีหนุนหลังมาแย่งบัลลังก์ แต่ก็แย่งบัลลังก์คืนกลับมาได้ในภายหลัง จึงต้องยอมอ่อนน้อมต่อสุลต่านอาณาจักรออตโตมาน โดยการส่งของบรรณาการไปถวายพร้อมกับส่งโอรส 2 องค์คือ "วลาดที่ 3" กับ "ราดู" ให้ไปเป็นตัวประกันนั่นเอง

การศึกษาและอุปนิสัยทั้ง 2 แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทั้ง 2 พระองค์เติบโตและได้รับการศึกษาในราชสำนักออตโตมาน (ซึ่งในเวลานั้นน่าจะเป็นหนึ่งในที่ๆ มีการศึกษาดีที่สุดในโลก) จึงพูดภาษาเติร์กได้และเข้าใจวัฒนธรรมของออตโตมาน แต่ทั้ง 2 กลับมีนิสัยแตกต่างกันต่ออาณาจักรออตโตมานโดยสิ้นเชิง เพราะน้องชาย (ราดู) ยอมเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามและเป็นมุสลิมที่เคร่ง แต่งงานกับผู้หญิงมุสลิม จึงเป็นที่ยอมรับและเป็นมิตรสหายและเป็นแม่ทัพให้กับ "สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2"

วลาดที่ 3 มีความเกลียดชังที่ลึกซึ้งให้กับสุลต่านและเกลียดอาณาจักออตโตมานอย่างมาก จนในปี ค.ศ. 1447 พระบิดาและพี่ชาย (ซึ่งเป็นรัชทายาท) ของวลาดที่ 3 ถูกลอบสังหารโดยถูกฝังทั้งเป็น วลาดที่ 3 จึงถูกปล่อยตัวกลับมา

ชีวิตเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่ค่อยมีใครสนับสนุนแถมปราสาทก็โดนยึดอีก
สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 (ออตโตมาน) มารุกรานอีกจึงเป็นจุดเปลี่ยนของวลาดที่ 3 ไป ช่วงนั้นพวกขุนนางและประชาชนไม่สนับสนุนพระองค์ แต่ต้องการให้ "ราดู" (น้องชาย) ได้ขึ้นปกครองอาณาจักรวอลลาเซียแทน แถมโดนไล่ลงจากบัลลังก์ก็หนาหูขึ้นเรื่อยๆ 

พระองค์จึงไม่มีทางเลือก ก็ต้องไปขอความช่วยเหลือจากเมืองอื่นนั่นก็คือกษัตริย์ฮังการี คือ "แมทเธียส คอร์วินัส" แต่พอไปถึงฮังการีแล้วก็ดันโดนควบคุมตัวทันที พระองค์จึงตกใจมากๆว่าเกิดอะไรขึ้น พอถูกควบุตัว "ราดู" น้องชายก็ได้เข้ามายึดครอง "ปราสาทโพเอนารี่" ของพระองค์ไปแทน แต่ก็ทรงอดทนแม้จะถูกควบคุมตัวที่ฮังการีก็ตาม

ชีวิตสมรสของวลาดที่ 3 มีภรรยา 2 คน 
วลาดที่ 3 มีภรรยาคนแรกมาก่อน ตอนที่ปราสาทโพเอนารี่ถูกยึด นางรู้ความต้องการของราดู และไม่อยากถูกควบคุมตัวจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายโดยการกระโดดจากหอคอย  แต่บางตำนานกล่าวกันว่า เธอขอตายดีกว่าที่จะอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเติร์ก (มุสลิม)

และแล้ว "แสงสว่าง" ที่รอคอยก็มาถึงวลาดที่ 3 ซะที
วลาดที่ 3 ได้รับข้อเสนอจาก "แมทเธียส คอร์วินัส" ด้วยเงื่อนไข 2 ประการ คือ..
1. เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริตส์นิกายโรมันคาทอลิกเช่นเดียวกับ "แมทเธียส คอร์วินัส" แห่งฮังการี
2. ต้องแต่งงานกับสตรีในราชวงศ์ฮังกาเรียนก็คือแต่งกับ "Ilona Szilágyi" (สตรีชั้นสูงชาวฮังกาเรียน และเป็นญาติของกษัตริย์แมทเธียส) วลาดที่ 3 จึงตอบ "ตกลง"

หลังจากถูกปล่อยตัวและตกลงข้อเสนอ 2 ข้อ "ราดู" น้องชายก็สิ้นชีพพอดี ซึ่งขณะนั้นเมืองวอลเลเซียก็ถูกปกครองโดยพวกออตโนมานอยู่ จากนั้นวลาดที่ 3 ก็นำคนไปขับไล่พวกออตโนมานออกจากเมือง และได้เป็นผู้ปกครองแคว้นวอลเลเซียอย่างสมบูรณ์นั่นเอง




ทายาทของวลาดที่ 3 
นักประวัติศาสตร์บางรายว่าคนแรกชื่อ "วลาด" (Vlad) เช่นกัน รับตำแหน่งหน้าที่การงานกับกษัตริย์แมทเธียส คนที่ 2 ไม่ทราบชื่อ แต่ทำงานกับบิชอปแห่ง Oradea แต่โชคร้ายดันล้มป่วยก็ถูกส่งตัวกลับมาหานางผู้เป็นแม่ (Ilona Szilágyi) จากนั้นไม่นานก็เสียชีวิตลง แต่บางรายก็บอกว่าเขามีลูก 3 คน หรือบางรายก็ว่า พวกเขาไม่มีทายาทเลย

การสู้รบเพื่อปกป้องยุโรปจากอาณาจักรออตโตมาน 
เมื่อพระสันตะปาปาทรงเรียกร้องก็จึงเกิดสงครามครูเสดเพื่อปกป้องยุโรป วลาดที่ 3 ก็หันมาร่วมมือกับกษัตริย์ฮังการี คือ "แมทเธียส คอร์วินัส" และปฎิเสธที่จะส่งบรรณาการทั้งเงินและทหารให้กับอาณาจักรออตโตมาน โดยกล่าวหาว่าทูตของออตโตมานหลบหลู่พระเกียรติไม่ยอมถอดหมวก (แต่จริงๆคือผ้าโพกผมหรือ Yuban) ต่อหน้าพระพักตร์ แต่จริงๆแล้วมันคือข้ออ้างของวลาดที่ 3 ซะมากกว่า 

และฉายา "จอมเสียบ" สมยานามว่า "แดร็กคูล่า" ก็เริ่มขึ้น
โดยการสั่งให้ประหารทูตด้วยการตอกตะปูลงศีรษะ ทำให้สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ของออตโตมานตัดสินใจบุกวอลลาเซีย วลาดที่ 3 ต่อสู้กับออตโตมานมีอยู่ 2 อย่างคือการรบและแบบกองโจร เพราะมีกำลังน้อยกว่าจึงต้องเอาชนะเพียงแค่การซุ่มโจมตี กองทัพออตโตมานกองทัพแรกก็ตกเป็นเหยื่อคือพวกกองทัพทหารม้า 1,000 คน โดนโจมตีในระหว่างผ่านช่องแคบ จึงถูกจับและได้นำมา "เสียบเป็น"

ใช้ทุกวิถีทางเพื่อหยุดกองทัพออตโนมาน ทั้งเผาทั้งทำลายเสบียง วางยาพิษในแม่น้ำ หรือส่งคนเป็นโรคร้ายเข้าไปปะปนกับทหารในกองทัพออตโตมาน การรบที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นที่เมืองหลวงวอลเลเซีย วลาดที่ 3 เข้าโจมตีในตอนกลางคืน สร้างความเสียหายให้กับกองทัพออตโตมานอย่างมาก โดยสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 คิดจะเข้าล้อมเมืองวอลเลเซีย แต่ก็ต้องพบว่าภายในเมืองมี คนที่ถูกเสียบปักอยู่ถึงเกือบ 20,000 หลักถูกปักอยู่รอบกำแพงเมือง ซึ่งหลักที่สูงสุดก็คือร่างของแม่ทัพออตโตมานนั่นเอง


ปี 1476 วลาดที่ 3 ก็ทำสงครามกับชาวเติร์ก แบบป่าเถื่อน ทุกครั้งที่จับเชลยศึกมาได้ พระองค์จะให้ทหารตัดไม้แหลมยาวมาปักไว้ที่โล่งแจ้ง แล้วเอาเชลยศึกมาเสียบแบบเป็นๆ คือการใช้ไม้แหลมเสียบทะลุจากทวารหนักทะลุไปจนถึงปาก บางทีก็เอาเชลยศึกนับหมื่นมาเสียบทีเดียว แล้วนั่งฟังเสียงร้องโหยหวนของเชลยศึกที่ทรมานตายอย่างช้าๆ อย่างสบายอารมณ์ 

หรือนำไปปักไว้ตามที่ต่างๆ ทั้งทุ่งนา ข้างทาง เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้แก่เหล่าศัตรู พอทำไปนานๆเข้า ชื่อเสียงของวลาดที่ 3  ก็ถูกเรียกว่า "วลาดจอมเสียบ" (Vlad the Impaler) เพราะนิสัยที่ชอบเสียบคนเป็นๆนี่เอง

ไม่เพียงแค่นั้นมีผู้คนเริ่มเล่ากันว่า วลาดจอมเสียบชอบ "ดื่มเลือดคน" ซึ่งเป็นเลือดที่มาจากเชลยศึก โดยการเอาถังไปรองเลือดจากนั้นก็จะนำมาดื่มแบบสดๆด้วย

จุดเริ่มต้นของตำนาน "แดร็กคูล่า" ก็มาจากนักเขียนท่านนี้
และเรื่องราวพวกนี้ก็ทำให้นักเขียนชื่อ "บราม สโตกเกอร์" แนวนวนิยายชาวไอร์แลนด์ ได้นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่อง "แดร็กคูล่า" ในปี ค.ศ. 1897 จนมันโด่งดังไปทั่วโลกจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งในหนังภาพยนตร์เกี่ยวกับ "แดร็กคูล่า" มักจะใช้ "ปราสาทบราน" (Bran Castle) หรือเรียกว่า "ปราสาทแดร็กคูล่า" เป็นโลเคชั่นซะมากกว่านั่นเอง



การเสียชีวิตของวลาดที่ 3
เสียชีวิตจากการต่อสู้กับชาวเติร์กในเดือน ธ.ค. 1476 (ขณะมีอายุได้ 45 ปี) ส่วนภรรยา Ilona Szilágyi เสียชีวิตเมื่อใดไม่มีปรากฎข้อมูลแน่ชัด จนเป็นอีกบุคคลที่ถูกลืมเลือนไปจากหน้าบันทึกของประวัติศาสตร์ไป

ส่วน "ปราสาทโพเอนารี่" (Poienari Castle) ของวลาดที่ 3  ซึ่งปราสาทนี้มีอยู่จริงเป็นปราสาทของ "แดร็กคูล่า" ที่แท้จริง โดยปราสาทโพเอนารี่ถูกสร้างในศตวรรษที่ 13 ปัจจุบันอยู่ในเขตปกครอง "Arges" ในโรมาเนีย และเคยเป็นที่อยู่ของ "วลาดที่ 3" จริงๆ ซึ่งยังคงสร้างความเป็นปริศนาและความเชื่อที่น่าติดตามอยู่ไม่น้อยจนถึงยุคปัจจุบันนั่นเอง

เนื้อหาโดย: amity 86
ขอบคุณภาพและเนื้อหา : กูลเกิล, ศิลปวัฒนธรรม, บล็อกดิท, วิกิพีเดีย
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: amity 86
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
15 VOTES (5/5 จาก 3 คน)
VOTED: ชตระกูล ศรีสวัสดิ์, โยนี มีเงิน, สมศรี คณะราษฎร
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
น้ำรองกระถางบอนสี เน่าเสียบ่อย มีวิธีง่าย รู้แล้วอึ้ง! ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำเลยชีวิตไม่แน่นอน!"แอฟ ทักษอร"อาจน้ำตาไหล เมื่อพ่อบอกชัด "ยกโบนันซ่าให้ใคร?"ทำไม RUSSELL CROWE ถึงหนีออกจากออสเตรเลีย มาที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย?
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
แนวข้อสอบนายสิบตํารวจสายปราบปราม ข้อสอบใหม่อัพเดทล่าสุด !มารู้จักไขมันทั้ง4ชนิดกันนะครับละหุ่ง"Anne Boleyn" พระราชินีที่ถูกปรักปรำว่า “คบชู้” กับน้องชายตนเอง..จนต้องถูกประหารชีวิตด้วยการ "ตัดพระเศียร"
ตั้งกระทู้ใหม่