หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ดตั้งกระทู้

"Elizabeth Bathory" เพราะ "เลือดหญิงสาว" คือสิ่งที่นางต้องการ

ถ้าเอ่ยถึง "ความสวยความสาว" ที่คืนความอ่อนเยาว์ คงเป็นที่ต้องการของสาวๆทุกๆคน ที่คงไม่อยากแก่ร่วงโรยไปกาลเวลาแน่นอนถ้ามันสามารถหาผลิตภัณฑ์มาช่วยได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าในอดีต "เลือด" นั้นเป็นตัวเชื่อมสำหรับ "ความงาม" ของเธอคนนี้เท่านั้น

ต้นกำเกิดของเธอ
เธอคือ "เอลิซาเบธ บาโธรี่" (Elizabeth Bathory) เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1560 ในเมืองญีร์บาโตร์ (Nyírbátor) ประเทศฮังการี นับเป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงาม เกิดในตระกูลสูงส่ง มีความฉลาดเฉลียว รู้ภาษา 3 ภาษา ทั้งละติน เยอรมัน และกรีก และสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ กับดาราศาสตร์ เธออยู่ในตระกูลบาโธรี่ ที่ร่ำรวยและมีอำนาจล้นฟ้า สืบเชื้อสายมาจากตระกูลแฮบสเบิร์กอันเก่าแก่ของยุโรป ปกครองแคว้นทรานซิลวาเนียมาหลายสมัย

และไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในสมัยก่อนตระกูลเก่าแก่มักจะมีการแต่งงานกันเองในหมู่เครือญาติ เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติและอำนาจไว้ ทำให้ผู้ที่สืบสายเลือดมักมีอาการบกพร่องทางจิตเนื่องจากลักษณะทางพันธุกรรมแต่เกิด เช่น โรคฮิสทีเรีย การรักร่วมเพศ การมักมากในกามารมณ์ เธอก็เป็นเช่นเดียวกัน

(และนี่คือรูปวาดของเธอที่ยังหลงเหลืออยู่)

เธอมีจุดอ่อนในเรื่องของสุขภาพคือ "โรคปวดหัวเรื้อรัง"
ในสมัยเด็กเธอเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงจนถึงกับกัดเนื้อที่ไหล่ของสาวใช้ที่เข้ามาพยาบาลดูแลเธอ เมื่อเธอได้ยินเสียงกรีดร้อง มันทำให้อาการปวดหัวของเธอหายเป็นปลิดทิ้ง นับแต่นั้นเมื่อเธอมีอาการปวดหัว เธอก็จะทรมานสาวใช้เพื่อให้ร้องอย่างเจ็บปวด มันจึงเป็นเหมือน "ยาระงับ" ของเธอดีๆนั้นเอง

คู่สมรสของเธอคือใคร ?
พอในปี ค.ศ. 1575 เมื่อเธอมีอายุ 15 ปี ก็ได้แต่งงานกับ "ท่านเคานท์ฟีเรนซ์ นาดาสดี้" ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่มีอายุมากกว่า 11 ปี แต่ก่อนจะแต่งงานเคยมีบันทึกว่าในอดีตเธอเคยพลาดมีลูกมาก่อนเมื่อตอนอายุเพียง 13 ปี แต่การแต่งงานครั้งนี้ก็เป็นการหวังผลทางการเมือง เพราะเมื่อเทียบยศกันแล้ว เธอมียศที่เหนือกว่าเธอจึงปฎิเสธไม่ใช้นามสกุลสามี จากนั้นทั้งคู่ก็ย้ายไปอยู่ที่ปราสาทเซติซในสโลวาเกีย

(และนี่คือหน้าตาสามีเธอ)

แต่ชีวิตสมรสนั้นไม่ได้หวานชื่นเท่าใดนัก แม้ทั้งคู่จะชอบแนวซาดิสทรมานสาวใช้ก็ตาม
เพราะ "ท่านเคานท์ฟีเรนซ์ นาดาสดี้" ต้องออกไปรบในที่ต่างๆไม่ค่อยอยู่ติดปราสาท จึงมิค่อยได้เข้ามาจัดการเรื่องราวภายในมากนัก จึงเป็นช่องว่างให้อลิซาเบธสามารถทำอะไรตามใจชอบได้ ตั้งแต่การคบชู้ หรือประกอบพิธีไสยศาสตร์มนต์ดำในห้องใต้ดิน แต่เวลาที่สามีอยู่ด้วยกัน
ก็มักจะชวนเธอจับคนใช้ในปราสาทมาทรมานอยู่เสมอ ดังนั้นสามีจึงเป็นคนปลูกฝัง "ความซาดิสม์วิตถาร" ให้กับเธอด้วย ทั้งคู่มักสนุกตื่นเต้นกับการทรมานบ่าวไพร่ และสามีก็มักจะเล่าเรื่องการทรมานเชลยชาวเติร์กอย่างโหดเหี้ยมให้นางฟัง นางก็นึกสนุกคิดค้นหาวิธีสยดสยองต่างๆมาทดลองใช้กับคนใช้ของตัวเองบ้าง

ด้านชีวิตคู่ที่สนุกกันกับสามีที่ชอบๆเหมือนกัน..เธอจึงมีลูก 5 คน
ในปี ค.ศ. 1585 ได้ให้กำเนิด
1. "แอนนา นาดาสดี้" 5 ปีต่อมาก็คลอดลูกสาวอีกคนคือ
2. "ออร์โซลยา นาดาสดี้" อีก 4 ปีก็คลอด..
3. "แคเธอรีน นาดาสดี้" ถัดไปอีก 2 ปีก็ได้ลูกอีกคนคือ
4. "แอนดราส์ นาดาสดี้"
5. และคนสุดท้าย "พอล นาดาสดี้"
รวมเป็น 5 คน จนปี ค.ศ. 1598 ก็ปิดอู่ทำหมั้น แต่บางแหล่งข่าวก็บอกว่าจริงๆเธอมีลูกแค่ 2 คน แต่นอกนั้นคือ "ลูกเลี้ยง"

จากนั้นสามีก็มาตาย
ในปี ค.ศ. 1604 "ท่านเคานท์ฟีเรนซ์ นาดาสดี้" ก็เสียชีวิตลงในวัยเพียง 48 ปี ในสนามรบทิ้งทรัพย์สมบัติและอำนาจของตระกูลไว้ในมือของเธอ และเธอกับแม่สามีก็มักมีปัญหากัน โดยลือกันว่าเธอเป็นคนวางยาพิษฆ่าแม่สามีตัวเองด้วย

ความโหดเหี้ยมของเธอเริ่มมากขึ้นหลังสามีตาย
เธอก็ยิ่งโหดเหี้ยม อำมหิต มากขึ้น ความเหี้ยมของเธอ ทำให้ทางการฮังการีต้องส่งคนมาจากในวังเพื่อพิสูจน์ เพราะในช่วงปี ค.ศ. 1602-1604 ช่วงสามียังอยู่ มักมีข่าวลือถึงความโหดร้ายของเธอ กับการหายตัวไปของลูกสาวชาวบ้าน ที่ถูกคนของเธอมารับไปแล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย แถมตอนกลางคืนก็จะมีรถขนศพวิ่งเข้าออกปราสาทอยู่บ่อยๆ 

และความชราก็มาเยือนเธอในวัย 45 ปี
ในเช้าวันหนึ่งเธอตื่นมาล้างหน้าแต่งองค์ทรงเครื่อง ทันใดนั้นเธอก็ดูเงาตัวเองในกระจกก็เห็นถึงความชราเข้ามาเยือน เพราะเธออายุปาไป 45 ปีแล้วนี่นา เธอใจหายวาบเพราะเธอยังไม่อยากแก่ ยิ่งทำให้เธอขวนขวายเสาะหายาอายุวัฒนะเพื่อเอาชนะสังขาร แต่ยิ่งหายิ่งไม่พบ เมื่อไม่พบยิ่งหงุดหงิด มันทำให้เธอหงุดหงิดก็ต้องหาทางระบายอารมณ์ ก็ต้องหาเหยื่อมาทรมานเพื่อระบายอารมณ์นั่นเอง

และแล้วจุดเริ่มต้นของความโหดเหี้ยมในการต้องการเลือดมาอาบแทนน้ำก็เริ่มขึ้น
เป็นความซวยของสาวใช้ที่กำลังสางผมให้เธอ แต่เกร็งไปหน่อยจึงออกแรงมากไปดึงผมหลุดติดหวีออกมาหลายเส้น เธอโมโหระเบิดอารมณ์ แล้วใช้เชิงเทียนที่อยู่ใกล้มือทุบสาวใช้ไม่ยั้งมือ ตามหวดด้วยแซ่ผูกปมโลหะใส่เนื้อหนังสาวใช้อย่างเมามัน จนเกี่ยวหนังสาวใช้หลุดกระเด็นออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เลือดเป็นฝอยสาดกระเซ็นตามตัวเธอ ทำให้สาวใช้ตายเละคาที่

อัศจรรย์บังเกิดเธอตาวาวเปี่ยมสุขทันที เพราะเลือดที่สาวใช้กระเด็นมาใส่นั้น เมื่อให้สาวใช้ต้นห้องอีกคนเอาผ้ามาชุบเช็ดหน้า กลับทำให้ผิวของเธอกลับนุ่มนวลผุดผ่องขึ้น ดั่งสาวแรกรุ่น ละมุนละไม ผิดกับผิวเนื้อส่วนอื่น เธอจึงคิดได้ว่าเลือดสดๆนี่แหละมีคุณสมบัติพิเศษที่จะทำให้เธอเป็นสาวอมตะได้ตลอดกาล และต้องเป็นเลือดสาวแรกรุ่นมันถึงจะได้สัมฤทธิ์ผลอย่างเต็มที่

วิธีการทรมานที่ยกระดับสุดสยอง
เธอจะเลือกเหยื่อด้วยตัวเธอเอง ต้องเป็นสาวบริสุทธิ์แรกรุ่นที่มีอกอวบอิ่ม เธอจะสั่งเชือดและชำแหละเพื่อรีดเลือดให้มากที่สุด บางคนถูกกรีดร่างจนถึงกระดูก หลายคนถูกแหวะอก ผ่าท้องกรีดหัวใจให้เลือดไหลพุ่งเป็นสายน้ำ หรือการใช้เหล็กร้อนเผาลำคอ ใช้เครื่องทรมานบีบหน้าอก หรือบางครั้งเธอก็ใช้มือทั้งสองของตัวเองล้วงเข้าไปในปากแล้วฉีกร่างออกเป็น 2 ซีก เด็กสาวบางคนถ้าคิดหนีก็จะถูกตัดเท้าทิ้ง

เมื่อลูกทาสของคนใช้และเหยื่อตายหมดแล้ว ไม่มีเหยื่ออีกเธอก็ให้ลูกน้องไปตระเวนล่อลวงเอาสาวชาวบ้านตามชนบทมา ชาวบ้านที่ยากจนก็ดีใจส่งลูกสาวให้มาทำงานในปราสาท เด็กสาวดีใจที่จะได้เข้าปราสาทแต่หารู้มั้ย นั่นคือจะไม่มีวันได้กลับออกมาอีกเลย เธอมีสาวใช้ 2 คนชื่อ "นางดอลค์" และ "นางรีโอน่า" จะเป็นคนสังหารเหยื่อแล้วนำเลือดมาชโลมผิวให้กับนายหญิง แต่บางทีกว่าเลือดจะเต็มอ่างก็ช้าไม่ทันใจเธอ เธอก็จัดการปาดคอเด็กสาวให้เลือดกระฉูดไหลใส่ตัวเองเหมือนฝักบัวเลือดซะเลย ถ้าเหยื่อกรีดร้องน่ารำคาญ ก็จะถูกเย็บปิดปากไปซะ

และเคยมีบันทึกงานฉลองที่เธอจัดขึ้น โดยรวบรวมเด็กสาวหน้าตาดีจำนวน 60 คนมางานเลี้ยง แต่พองานเลี้ยงถึงเวลาสิ้นสุด ประตูก็ถูกปิดตายก็ให้พวกทหารเข้ามา จับเด็กสาว "ข่มขืน" แล้วแทงด้วยมีด บางคนก็โดนตัดหัว ตัดแขน ตัดขาจนตาย ศพและชิ้นส่วนก็รวบรวมมากรองเลือดใส่อ่างให้เธอได้แช่อาบ 

เครื่องมือทรมานเหยื่อ
 
เครื่องมือทรมานที่มีชื่อเสียงชิ้นหนึ่งก็คือ "Iron Maiden" ไอรอนมายเด็น นั่นเอง ทำโดยช่างทำนาฬิกาที่ถูกเรียกมาจากเยอรมันเพื่อทำเครื่องนี้โดยเฉพาะ เป็นเครื่องที่ผู้ที่ถูกตุ๊กตากอดก็จะถูกขังข้างในโดยมีเข็ม 5 เล่มไว้ทิ่มแทง เพื่อคั้นเลือดออกมาจนตาย



แต่เครื่องทรมานนี้ไม่ค่อยได้ถูกใช้งานจริงมากนัก เพราะเข็มมักทื่อเสียหมดจนเป็นสนิมจากเลือด เธอจึงให้สร้างกรงเหล็กขนาดใหญ่แทนที่มีเข็มแหลมอยู่ในกรง กรงจะถูกเฟืองโซ่ยกขึ้นสูงโดยมีเหยื่อเด็กสาวอยู่ข้าในเมื่อเหยื่อเขย่ากรง เลือดก็จะกระจายลงมาสู่เธอเป็นฝนเลือด

เหยื่อที่ถูกฆ่ามีมากถึง 605 คน
ผ่านไปเกือบ 5 ปี ลูกสาวชาวไร่ชาวนาก็หายกันไปจนหมดสิ้น จนเธอต้องหันไปหาพวกธิดาของพวกผู้ดีมีตระกูลแทน เพราะบ่าวไพร่หมดปัญญาในการหาเหยื่อและหมดปัญญาในการเอาศพไปทิ้งเพื่อไม่ให้ใครเห็นเพราะเหยื่อมีมากมาย ก่ายกองจนบางทีก็ต้องออกไปตอนกลางคืนโยนศพเพื่อให้ฝูงหมาป่ารุมกิน แต่พอหมาป่ากินไม่หมดเหยื่อพวกนี้ก็เลยเป็นการประจาน จนทำให้ชาวบ้านและญาติๆตามหาสาวน้อยของพวกเธอ จนเห็นภาพอันน่าสยดสยอง จึงล่ำลืดพากันคิดว่าในป่านี้มีผีดิบดูดเลือดอยู่



และวีรบุรุษก็มาคลี่คลายคดีนั่นก็คือ..
"พระเจ้าแมทเทียสที่ 2" ที่เข้ามาจัดการกับคดีด้วยตัวเอง พอเดือน ธ.ค. ปี 1610 โดย "มาร์ควิสเธอร์โซ" ญาติของเธอพาไปยังห้องใต้ดินของปราสาทเซติช ก็ต้องผงะตกใจกับเครื่องทรมานจำนวนนับไม่ถ้วน รอยเลือดที่สาดกระเซ็นแทบทุกพื้นที่ กับศพกองเป็นภูเขาอย่างน่าสยดสยอง แต่ละศพแทบจะไม่มีชิ้นดี ทั้งแหลกเหลว เป็นรูตามเนื้อหนัง สภาพเละจากการถูกทุบ กลิ่นเลือดกลิ่นเน่าอบอวลไปทั่วทั้งห้อง เด็กสาวบางคนก็โชคดียังพอมีลมหายใจรวยรินก็ถูกช่วยออกมาได้ หรือหญิงสาวบางคนก็เสียสติวิกลจิตไปเลยก็มี

จุดจบของ "เอลิซาเบธ บาโธรี่" ในบั้นปลายชีวิตโดนขังอย่างโดดเดี่ยว
เธอถูกสอบสวนในปี ค.ศ. 1610 ทุกคนทั้งชาวนาชาวไร่ บรรดาผู้ดีมีตระกูลต่างก็อาฆาตแค้น ญาติสนิทของเธอก็โกรธเคืองเธออย่างหนักว่าเธอนั้นซาดิสท์ ทำให้วงตระกูลบาโธรี่เสื่อมเสียอย่างมาก ไม่มีอำนาจใดมาช่วยเธอในคราบผีห่าซาตานให้พ้นผิดไปได้แล้ว ส่วนคนที่ร่วมมือกับนางก็ถูกสังหารโดยการจับเผาทั้งเป็นในที่สาธารณะ รวมถึงสาวใช้ 2 คนด้วย

พอ ม.ค. 1611 การไต่สวนคดีของเธอก็ถูกจัดขึ้นที่พิซเซ่ แต่เธอไม่ต้องมาขึ้นศาลด้วยตนเอง และเนื่องจากฎีกาของตระกูลบาโธรี่ เธอจึงรอดพ้นจากการถูกประหาร แต่เธอถูกลากกลับไปยังปราสาทเซติซของเธอ ให้อยู่ในห้องเล็กๆห้องหนึ่ง แล้วก่ออิฐปิดหน้าต่างและประตูทั้งหมด โบกปูนปิดตายตลอดชีวิต เพื่อไม่ให้เธอหลุดออกมาทำอันตรายใครได้อีก คงเหลือไว้เพียงช่องเล็กนิดเดียวที่พอสอดอาหารและน้ำส่งให้เท่านั้น เธอโดนขังโดยไม่เห็นเดือนเห็นตะวันอย่างแสนทรมานสาหัสนานถึง 4 ปี

จนเมื่อวันที่  21 ส.ค. 1614 ก็เป็นวันจบชีวิตของ "เอลิซาเบธ บาโธรี่" ที่ "ปราสาทเซติซ บนภูเขาคาร์ลปาเชีย ในสโลวาเกีย" ที่ซึ่งในอดีตคือสถานที่สังหารเหยื่อของเธอ เธอจึงได้ฉายาว่า "เคานท์สาวกระหายเลือด" จึงปิดตำนาน "ความงามอ่อนเยาว์" จาก "เลือด" ไปนับตั้งแต่นั้น และได้ถูกบันทึกว่าเป็นฆาตกรที่ฆ่าเหยื่อมากที่สุดในโลกจนไม่มีใครทำลายสถิติของเธอได้

เนื้อหาโดย: amity 86
ขอบคุณภาพและเนื้อหา : กูลเกิล, ซ็อกเกอร์ชัค, เรื่องลี้ลับ
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: amity 86
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
30 VOTES (5/5 จาก 6 คน)
VOTED: เดอะมู๋มี่วิธเดอะอี, แสร์, โยนี มีเงิน, มือพิฆาตสลิ่ม, ยอน มาราเธ็ด, ชตระกูล ศรีสวัสดิ์
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
น้ำรองกระถางบอนสี เน่าเสียบ่อย มีวิธีง่าย รู้แล้วอึ้ง! ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำเลยทำไม RUSSELL CROWE ถึงหนีออกจากออสเตรเลีย มาที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย?ชีวิตไม่แน่นอน!"แอฟ ทักษอร"อาจน้ำตาไหล เมื่อพ่อบอกชัด "ยกโบนันซ่าให้ใคร?"
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
แนวข้อสอบนายสิบตํารวจสายปราบปราม ข้อสอบใหม่อัพเดทล่าสุด !มารู้จักไขมันทั้ง4ชนิดกันนะครับละหุ่ง"Anne Boleyn" พระราชินีที่ถูกปรักปรำว่า “คบชู้” กับน้องชายตนเอง..จนต้องถูกประหารชีวิตด้วยการ "ตัดพระเศียร"
ตั้งกระทู้ใหม่