หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่ เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ คำนวณ การเงิน
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

คณะกรรมการกฤษฎีกาฯให้ความเห็นถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราช“ทักษิณ”ได้

โพสท์โดย Marcus

 

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 

เผยระเบียบ-กฎหมายการถอดยศตำรวจ-เรียกคืนเครื่องราชฯหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี

เมื่อปีพ.ศ.2552 คณะกรรมการกฤษฎีกาตอบข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า สามารถดำเนินการรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการเสนอถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินจากกองทุนเพื่อการฟื้นและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และ 122

ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรก เกี่ยวกับการเรียกคืนเครื่องราชฯ คือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์พ.ศ. 2548 ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เป็นผู้ลงนามเองเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2548 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 18 สิงหาคม 2548

ส่วนที่สอง เกี่ยวกับการถอดยศตำรวจ คือ พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ซึ่งออกมาสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีและระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วย การถอดยศตำรวจ มี พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขณะนั้น เป็นผู้ลงนามและประกาศใช้ ณ วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2547

การเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชฯดังกล่าวตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (8) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินโดยนายกรัฐมนตรีเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีซึ่งในการประกาศใช้ระเบียบดังกล่าวได้ระบุความเป็นมาของตราระเบียบดังกล่าวไว้ดังนี้

“โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายเกี่ยวกับเครื่องราช อิสริยาภรณ์หลายฉบับได้กำหนดไว้ซึ่งพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประกอบกับปัจจุบันยังมิได้กำ หนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและรวบรวมกรณีที่จะเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไว้เป็นระเบียบแน่นอน

สมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวางระเบียบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพื่อถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป ทั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต”

ระเบียบดังกล่าวกำหนดเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชฯไว้ดังนี้

(1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต

(2) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(3) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

(4) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น โดยคำสั่งอันถึงที่สุด

(5) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยจากรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยคำสั่งอันถึงที่สุด

(6) เป็นผู้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่เพราะมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

(7) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย

(8) เป็นผู้ประพฤติตนไม่สมเกียรติหรือนำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปใช้ในกรณีไม่สมควร

จากเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชฯข้างต้นเห็นชัดว่า กรณี พ.ต.ท.ทักษิณถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุกถึงที่สุดและไม่ใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงเข้าเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชฯตามระเบียบ

เมื่อปรากฎเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชฯแล้ว ระเบียบได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการไว้ดังนี้

หนึ่ง ในกรณีที่ปรากฏเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดำเนินการเรียกคืนทุกชั้นตรา เว้นแต่กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เพียงบางชั้นตรา

สอง เมื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รายใดมีกรณีที่ต้องถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้ส่วนราชการต้นสังกัดหรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐานและประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้นเพื่อส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

สาม เมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับเรื่องแล้วหรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นสมควรให้เสนอรายชื่อพร้อมทั้งชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา

สี่ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อและชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หากทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เรียกคืนแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

ห้า เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งให้ส่วนราชการต้นสังกัดของผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืนจากผู้ได้รับพระราชทานหรือทายาทของผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แล้วแต่กรณี โดยพลัน

หก หากผู้ได้รับพระราชทานหรือทายาทของผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไม่สามารถส่งคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วยประการใด ๆ ให้ใช้ราคาตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำหนดในกรณีที่ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รายใดซึ่งมีเหตุที่จะต้องถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้วได้วายชนม์ลง ให้ดำเนินการเรียกคืนโดยพลัน

เจ็ด ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ โดยให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาในทางปฏิบัติตามระเบียบนี้ หากไม่ได้ข้อยุติให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยคำวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

สำหรับเครื่องราชฯของพ.ต.ท.ทักษิณที่ต้องถูกเรียกคืนมีชั้นไหนบ้าง

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯมาตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปี 2545 ดังนี้

พ.ศ. 2517 เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.)

พ.ศ. 2519 จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.)

พ.ศ. 2523 จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.)

พ.ศ. 2528 ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.)

พ.ศ. 2537 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) (ชั้นสายสะพาย)

พ.ศ. 2538 มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)

พ.ศ. 2539 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)

พ.ศ. 2544 ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)

พ.ศ. 2545 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) (ชั้นเจ้าพระยา)

ทั้งนี้ตามระเบียบ การเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต้องดำเนินการเรียกคืนทุกชั้นตรา เว้นแต่กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เพียงบางชั้นตราซึ่ง การเรียกคืนเครื่องราชฯหมายถึง การดำเนินการถอนชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทาน ตามประกาศสำ นักนายกรัฐมนตรี และเรียกเครื่องราชฯรวมทั้งประกาศนียบัตรกำ กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานคืน

การถอดยศตำรวจ

การถอดยศตำรวจมีการบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 28โดยระบุแต่เพียงว่า “การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ"

ดังนั้นจึงมีการตราระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจและประกาศใช้ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2547

ระเบียบดังกล่าวเริ่มต้นด้วยคำปรารภเกี่ยวกับเหตุผลในการถอดยศว่า “เนื่องจาก ผู้ที่ดำรงอยู่ในยศตำรวจ สมควรจะประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมแก่เกียรติศักดิ์ มิฉะนั้น ย่อมเป็นทางนำความเสื่อมเสียมาสู่หมู่คณะ โดยเหตุผลดังกล่าว หากผู้ใดประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมแก่เกียรติศักดิ์ไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศตำรวจต่อไป”

ระเบียบดังกล่าวมิได้จำกัดตำรวจที่จะถูกถอดยศไว้เฉพาะตำรวจที่รับราชการอยู่เท่านั้น โดยระเบียบข้อ 1 ระบุว่า “การเสนอขอถอดยศตำรวจทั้งแก่ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว”

ระเบียบดังกล่าวได้กำหนดการกระทำหรือเหตุที่จะถูกถอดยศไว้ 7 ประการ แต่ที่เข้าข่ายกรณี พ.ต.ท.ทักษิณมีอยู่ 2 ประการคือ

ข้อ (2) ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท

ข้อ(6) ต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ

จากระเบียบดังกล่าว เห็นชัดว่า กรณีพ.ต.ท.ทักษิณซึ่ง “ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก..เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท”หรือ “ต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป” “มีการกระทำหรือเข้าเหตุแห่งการถูกถอดยศอย่างชัดเจน ไม่เกี่ยวว่า ต้องเป็นการฆ่าคนตาย ค้ายาเสพติด ทุจริต”

เมื่อเข้าเหตุหรือมีการกระทำดังกล่าวแล้วระเบียบได้กำหนด “หน้าที่ความรับผิดชอบในการพิจารณาและดำเนินการถอดยศตำรวจ”ไว้ดังนี้

หนึ่ง ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้กองวินัย หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจในการดำเนินการทางวินัยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาว่า ผู้ใดมีเหตุที่จะต้องดำเนินการถอดยศ แล้วแจ้งผลการพิจารณาพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ให้กองทะเบียนพลดำเนินการรวบรวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาถอดยศ

สอง ให้ทุกหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่รับทราบข้อมูลการต้องหาคดีอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา ....ทั้งในส่วนของผู้ที่พ้นจากราชการไปแล้ว หรือยังคงรับราชการอยู่ในหน่วยงานอื่นของรัฐหาข้อมูลเบื้องต้นให้แน่ชัดแล้วส่งเรื่องให้กองวินัยพิจารณา หากเห็นว่าผู้ใดมีเหตุที่จะต้องดำเนินการถอดยศก็ให้ส่งเรื่องไปยังกองทะเบียนพลดำเนินการรวบรวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา ถอดยศต่อไป

จากระเบียบดังกล่าว ถ้าผู้บังคับการกองวินัยทราบเรื่องแล้วไม่ดำเนินการเสนอถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติย่อมเข้าข่ายละเว้นการการปฏิบัติหน้าที่ เพราะในระเบียบระบุชัดว่า เป็นหน้าที่ "หน้าที่ความรับผิดชอบ"

เช่นเดียวกับ ถ้าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รับเรื่องจากกองวินัยแล้ว นิ่งเฉยก็ต้องตกอยู่ในสถานะเดียวกัน

การเสนอถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณที่ตกเป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงเพราะในช่วงที่ผ่านมามีนายตำรวจ-ทหารจำนวนมากถูกถอดยศเพราะต้องคำพิพากษาจำคุกถึงที่สุด

นาวาอากาศตรี ชนินทร์ คล้ายคลึง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตัวอย่างการถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหาร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด นาวาอากาศตรี ชนินทร์ คล้ายคลึง สำรองราชการ กรมช่างอากาศ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นวันที่มีคำสั่งปลดออกจากราชการ เนื่องจากกระทำความผิดวินัยทหาร ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยฝ่าฝืนข้อห้าม และมีพฤติกรรมหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ หรือสถาบันพระมหากษัตริย์

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ที่บุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทาน ทั้งนี้ ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ประกาศ ณ วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สำหรับ น.ต.ชนินทร์ คล้ายคลึง เดิมเป็นหัวหน้าฝ่ายช่าง กรมช่างทหารอากาศ ถูกกองทัพอากาศตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมให้นายทหารพระธรรมนูญ เข้าสอบสวน หลังพบว่าเล่นเฟซบุ๊กที่ใช้นามแฝง "ผู้พันสู้" ที่มีพฤติการณ์ที่ไม่บังควรต่อสถาบัน ก่อนแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ต.ชนินทร์ ที่ สน.ดอนเมือง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 โดยพนักงานสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานเพื่อนำขึ้นฟ้องศาล ฐานเข้าข่ายกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเจ้าตัวให้การปฏิเสธ และได้ประกันตัวสู้คดี

ทั้งนี้ น.ต.ชนินทร์ เป็นคนที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี โดยพบว่า บุคคลภายในครอบครัว ทุกคน จะฝักใฝ่กับกลุ่มคนเสื้อแดง โดยคนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับครอบครัวดังกล่าว เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า เป็นครอบครัวเสื้อแดง ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ต้องหาหนีคดีอาญาแผ่นดิน เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง น.ต.ชนินทร์ เป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูก คสช. เรียกมารายงานตัวถึง 2 ครั้ง ได้แก่ คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 5/2557 ลงวันที่ 24 พ.ค. และฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 9 มิ.ย. แต่เจ้าตัวได้โพสต์เฟซบุ๊กอ้างว่า อยู่ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมระบุข้อความว่า ปรึกษาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และยังคงโพสต์ข้อความแสดงความเห็นต่อต้านการรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาวันที่ 26 พ.ค. พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงนามในคำสั่งปลด น.ต.ชนินทร์ นายทหารสัญญาบัตร ออกจากราชการเป็นนายทหารกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ สังกัด บก.ทอ. เนื่องจากกระทำความผิดวินัยทหาร ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยฝ่าฝืนข้อห้ามและมีพฤติกรรมหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์หรือสถาบันพระมหากษัตริย์

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: Marcus
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
44 VOTES (4/5 จาก 11 คน)
VOTED: coppy, กระซวกดาก, ไม่หล่อแต่หื่น, bgs, ธนาคม, Thorsten, nuu oaun, ท่านป๋าแห่งโฟสท์จัง, PalmStick
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จังหวัดที่มี"ความอุดมสมบูรณ์"มากที่สุดในประเทศไทยสัตว์ที่ถูกค้นพบอีกครั้ง หลังจากที่เชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจากโลกสกุลเงินชาติที่ไร้ค่าที่สุดในโลกชาร์จแบ็ตมือถือยังไม่เต็มแล้วดึงเอาออก จะเป็นอะไรไหม ?แวบแรกคุณ'เห็นเป็นอะไร'ทายนิสัยจากภาพเนื้อหมูส่วนไหน ที่อร่อยที่สุดภาพยนตร์เรื่องแรกของโลก ที่ทำรายได้รวมมากถึง 1 แสนล้านบาทอำเภอเดียวในไทยเท่านั้น!!ที่มีชื่อคำว่า'ไทย'ขึ้นต้นหน่วยทหารรบพิเศษชั้นนำของโลก ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งและพร้อมรบมากที่สุด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เครื่องบินอยู่ในอากาศได้อย่างไร?"พี่ฮง"เที่ยวอยุธยา มนุษย์ป้าวินตุ๊กตุ๊ก เรียก 1,200 บอกไม่แพง5 ชนเผ่ากิuเนื้อมนุษย์: เรื่องจริงจากอดีตสู่ปัจจุบัน5 "คณะสาขาวิชา"แห่งการเป็นผู้นำ ในสายสาขาการเรียน ระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย
ตั้งกระทู้ใหม่