English ภาษาไทย ພາສາລາວ 中文 日本語 (にほんご) Tiếng Việt ဗမာစာ ភាសាខ្មែរ Pilipino(Tagalog) Bahasa Indonesia русский français Español Português हिन्दी বাংলা العربية بهاس ملايو‎
หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม คลิปวิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป กริตเตอร์ ดาวน์โหลดรูปจาก IG
 
ติดต่อเว็บไซต์ติดต่อโฆษณาแจ้ง Report เนื้อหาเงื่อนไขการให้บริการ
 
เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่
ดูรายการโปรดเพิ่มเป็นรายการโปรด

ความอัปยศที่คนจีนยากจะให้อภัยญี่ปุ่น กับการสังหารหมู่ชาวนานกิงกว่า 3 แสนคนในปี 1937

บอร์ด ข่าววันนี้ โพสท์โดย ทิมมี่ ทิมมี่

การข่มขืนนานกิง ( Rape of Nanking ) รอยร้าวและไฟแค้นของจีนต่อญี่ปุ่น

ทุกคนคงเคยเห็นข่าวว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นไปสักการบูชาทหารญี่ปุ่นที่ศาลเจ้ายาสุกูนิ ในกรุงโตเกียวมักมีเสียงด่า สาบแช่ง และประท้วงจากจีนทุกครั้งว่า

"ทำไมแกต้องไปกราบไหว้พวกมันด้วย มันไม่ใช่วีรบุรุษ มันเป็นปีศาจชัดๆ"

หรือ

"แกทำอย่างนี้ทำไม ต้องการหยามน้ำหน้าเราหรือ รู้ไหมพวกมันทำอะไรไว้กับพวกเราบ้าง รู้บ้างไหม"

หรือ

"สักวัน ประเทศแกจะพังพินาศ เหมือนพวกมัน"

นี้คือตัวอย่างเสียงด่าจากนานาประเทศโดยเฉพาะจีน บางคนประท้วงถึงขั้นบอยคอตสินค้าญี่ปุ่น การต่อต้านหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับญี่ปุ่น และบางครั้งถึงขั้นปล่อยข่าวใส่ร้ายต่างๆ นา ๆ เลยทีเดียว"

ทำไมชาวจีนจึงเกลียดทหารญี่ปุ่นจนเข้าไส้

คำตอบของเรื่องนี้ก็คือ พวกเขายังไม่ลืมเหตุการณ์คดีที่นานกิงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มันทำให้ชาวจีนเจ็บแค้นญี่ปุ่นอย่างมากที่สุด

เรื่องเริ่มต้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1937 นั้นกองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาบุกรุกประเทศต่างๆ ในเอเชียเพื่อยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุดและนำทรัพยากรทุกๆด้านจากประเทศที่ยึดได้เอาไปเป็น"ทุน"หรือ"วัตถุดิบ"ในการเติมแสนยานุภาพทางด้านการรบ การสร้างอาวุธ หรือแหล่งพลังงานสำรองด้านอื่นๆ

ญี่ปุ่นบุกเข้ายึดเขตแมนจูเรีย โดยอ้างว่าทหารจีนได้ไปวางระเบิดทางรถไฟของญี่ปุ่น เท่ากับจีนหยามน้ำหน้าญี่ปุ่น ทางประเทศพันธมิตรยุโรปทราบเรื่องนี้แต่ทำอะไรไม่มากนักเนื่องจากเหนื่อยจากสงครามโลกที่ผ่านมา ทำได้เพียงเชิญตัวแทนญี่ปุ่นเข้าพบและสั่งถอนกำลังออก แต่ญี่ปุ่นไม่รับฟัง แมนจูเรียจึงถูกปกครองโดยญี่ปุ่น และเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐแมนจูกัว

นอกจากนั้นญี่ปุ่นยังยึด เกาหลี และประเทศตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย ตลอดจนหมู่เกาะแปซิฟิก ฯลฯและเป้าหมายต่อไปของญี่ปุ่นก็คือจีน

จีนถือว่าเป็นเป้าหมายหลักที่ญี่ปุ่นต้องการมากที่สุดในเอเชีย เนื่องจากมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลายในจีนจึงเป็นเป้าหมายที่ญี่ปุ่นต้องการ

เมืองใหญ่น้อยทั่วจีนที่เป็นเป้าหมายของญี่ปุ่นถูกปราบลงราบคาบไม่มีการต่อต้านจากจีนใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนนานกิงเมืองหลวงในปี 1937 นั้นยังไม่ถูกญี่ปุ่นยึด แต่ก็สะบัดสะบอมเต็มที่เพราะกองทัพญี่ปุ่นโหมบุกหนักหน่วงเป็นระลอกคลื่น

จนกระทั่ง ก.ย 1939 กองทัพญี่ปุ่นส่งเครื่องบินรบสทิ้งระเบิดถล่มทั่วนานกิงแบบปูพรม ถึง 100 เที่ยว โดยเฉพาะวันที่ 25 ก.ย 1939 นั้นฝูงบินญี่ปุ่นแบบทิ้งระเบิดปูพรมถึง 5 เที่ยวใหญ่ปล่อยตรงจุดที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น หน่วยรักษาคนเจ็บ ค่ายผู้อพยพ ส่งผลให้มีคนตายในที่เกิดเหตุทันทีกว่าร้อยศพ มีคนบาดเจ็บนับไม่ถ้วน สถานีวิทยุ การประปา แหล่งเพาะปลูก แม้แต่โรงพยาบาล ถูกกองทัพญี่ปุ่นทิ้งระเบิดใส่จนพังพินาศหมด ทำให้นานกิงตัดขาดโลกภายนอกโดยสมบูรณ์แบบ

ล่วงเข้ามาถึง วันที่ 20 พ.ย รัฐบาลก๊กมินตั๋ง ประกาศย้ายเมืองหลวงไปยังชองกิง ในขณะเดียวกันนานกิงนั้นก็ระส่ำระสายแทบควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ บรรดาราชการคนชั้นสูง คนรวย ต่างหนีออกจากเมือง โดยปล่อยพวกชาวบ้านนานกิงจนๆ ผู้อพยพ และบรรดาพ่อค้าที่ห่วงของรอเคยชะตากรรมกันเอาเอง

เมืองนานกิงก่อนทหารญี่ปุ่นบุก มีประชากรราวหนึ่งล้านคน ส่วนใหญ่ยังไม่หนีไปไหน แต่หาที่ซ่อนตัวไม่ไกลนัก เพราะทุกคนต่างหวังว่าทหารก๊กมินตั๋งจะมาช่วยต้านทหารญี่ปุ่นไว้ได้

แต่พวกเขาคิดผิดมหันต์!

เพราะคณะกรรมาธิการนานาชาติได้ตั้งให้นานกิงเป็นเขตปลอดภัย หรือเซฟตี้โซน โดยไม่จำเป็นต้องให้ส่งทหารมาดูแลโดยรับความเห็นชอบจากรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ความหวังสุดท้ายของชาวนานกิงจึงริบหรี่

กองทัพญี่ปุ่นใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศที่ว่า นานกิงนั้นถูกขนาบด้วยแม่น้ำถึงสองด้าน ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของโค้งแม่น้ำแยงซี ซึ่งเมื่อไหลมาจากทางเหนือแล้วก็เลี้ยวผ่านไปทางตะวันออก กองทัพญี่ปุ่นภายใต้การนำของพลเอก นาคาจิมา เคซาโกะ สามารถเดินทัพจากทางตะวันออกเฉียงใต้มาบรรจบกันที่ด้านหน้าของนานกิงในรูปครึ่งวงกลม โดยใช้แม่น้ำเป็นกำแพงธรรมชาติล้อมเมืองหลวงแห่งนี้ รวมทั้งสกัดการฝ่าหนีออกไป

ปลายเดือนพ.ย ทหารญี่ปุ่นสามกองทัพดาหน้าเข้าหานานกิง ทัพหนึ่งมุ่งตะวันตกทางฝั่งด้านใต้ของแม่น้ำแยงซี ทหารกองนี้เข้ามาทางแม่น้ำไป๋เหมา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเซี่ยงไฮ้ โดยเดินทัพมาทางรถไฟสายนานกิง-เซี่ยงไฮ้

ทัพที่สองเตรียมตัวบุกจู่โจมนานกิงทั้งทางน้ำและทางบกอยู่ที่ทะเลสาบอ้ายหู ทัพนี้เคลื่อนจากเซี่ยงไฮ้ลงมาทางตะวันตก และเดินทัพอยู่ทางทิศใต้ของทัพของนาคาจิมา โดยผู้นำทัพนี้คือ พลเอกมัตสึอิ อิวาเนะ

General Iwane Matsui

ทัพที่สามภายใต้การนำของพลโทยานากาวา ไฮสุเขะ เดินห่างจากทัพของพลเอกมัตสึอิลงไปทางใต้และหักเลี้ยวเข้าหานานกิงจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ

ราวบ่าย 2 โมงของวันที่ 12 ธ.ค 1937 แม้ทหารของจีนจะต่อต้านจนสุดฤทธิ์ แต่ในเวลาไม่นานนักทหารญี่ปุ่นก็ยึดเมืองนานกิงได้สำเร็จ และต่างบุกทะลวงเข้ามาในเมืองหลวงอย่างไม่ขาดสาย ทหารจีนพยายามสกัดแต่ไม่เป็นผล จนราห้าโมงเย็น นายพล ตัง เชง ไซ นายทหารชั้นสูงที่เป็นคนบังคับบัญชากองพลทหารก๊กมินตั๋งในการต้านทหารญี่ปุ่นก็ได้หนีข้ามแม่น้ำไป

ความสับสนทวีมากขึ้นเมื่อญี่ปุ่นยึดนานกิง ประชาชนนานกิงจำนวนมากยังคงหลบที่ร้านค้าและบริษัทเพื่อทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินตัวเอง หรือตามคำสั่งของเจ้านาย ทำให้ถนนหนทางแทบจะเป็นถนนร้างเพราะผู้คนพากันหลบหนีไม่ออกมาเดินให้เห็นบนถนน

เวลาเดียวกัน ก็มีผู้อพยพมาจากส่วนนอกตัวเมืองที่ยังละล้าละลัง ซึ่งมีทั้งทหารจีนที่ได้รับบาดเจ็บมากบ้างน้อยบ้าง รวมทั้งคนแก่ และ เด็กๆ ที่ทะลักเช้ามาสู่ตัวเมืองเป็นจำนวนมาก เหตุที่พวกเขาเข้ามาในตัวเมืองกันก็เนื่องจากได้รับข่าวว่าตอนนี้นานกิง เป็นเขตปลอดภัย ตามประกาศของรัฐบาล

แต่ภายหลังผู้อพยพเหล่านี้ไม่สามารถหนีออกจากเมืองได้เพราะทหารก๊กมินตั๋งปิดประตูด่านต่างๆ เพื่อสกัดการบุกทหารญี่ปุ่น ดังนั้น บรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ คนแก่ เด็กๆ ทั้งหลายตกอยู่สภาพสิ้นหวัง ช่วยตัวเองไม่ได้ ทางเดียวที่จะพอทำได้ในตอนนี้คือหลบภัยจากญี่ปุ่นภายในบริเวณรอบๆ เท่านั้น

"พวกเขาจึงตกเป็นเหยื่อการสังหารโหดของทหารญี่ปุ่นในเวลาต่อมา!"

สถานการณ์ที่คับขันของนานกิงในช่วงเวลาหัวค่ำของวันที่ 12 ธันวาคม 1937 นั้นหฤโหดขึ้นเรื่อย แทนที่จะเป็นการสู้รบระหว่างทหารญี่ปุ่นกับทหารรัฐบาลก๊กมินตั๋งของจีน กลับกลายเป็นการสังหารชาวบ้านนานกิงที่อพยพตามถนนหนทางของญี่ปุ่นแทน

วันที่ 12-13 ธันวาคม 1937 กองทัพญี่ปุ่นสามารถยึดนานกิงได้สมบูรณ์แบบ กองทัพได้ยึดสถานที่สำคัญหลายๆ แห่ง ไม่ว่าสถานที่ราชการ โกดัง ธนาคารพาณิชย์ ฯลฯ

เมื่อสำเร็จตามเป้าหมาย กองทัพญี่ปุ่นยิ่งฮึกเหิม และจู่ๆ ก็มีคำสั่งจากเบื้องบนที่น่ากลัวลงมาว่า
"สังหารทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ขวางหน้า เพื่อองค์จักรพรรดิ" ซึ่งเป็นการรับสั่งโดยตรงของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต

Emperor Hirohito of Japan (1926-1989)

สาเหตุหลักของการสังหารหมู่ชาวนานกิงคือ "เชือดไก่ให้ลิงดู" ญี่ปุ่นต้องการให้หลายๆ เมืองที่ทราบข่าว จะได้หวาดกลัวและไม่กล้าต่อต้าน เพื่อที่จะสามารถยึดจีนได้โดยง่าย ประกอบกับเป็นการตัดปัญหาเรื่องเสบียงอาหารที่จะต้องใช้ดูแลชาวนานกิงที่เป็นเชลยเหล่านี้

จึงเป็นที่มาของการสังหารหมู่ที่โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

กลุ่มผู้อพยพจำนวนมากพยายามหนีมายังท่าเรือทหารญี่ปุ่นเมื่อตามมาทันก็รัวปืนกลใส่ไม่ยั้ง บ้างก็ยิงด้วยไรเฟิลและปืนพกโดยไม่เลือกหน้าอย่างบ้าคลั่ง

ทุกครั้งที่สิ้นเสียงปืนนานาชนิดจากทหารญี่ปุ่น กลุ่มผู้อพยพร่วงสู่พื้นราวกับใบไม้ร่วงไม่ว่าจะเป็นคนชรา สตรี และเด็กๆ ตลอดจนทหารที่บาดเจ็บต่างล้มขาดใจตายทันที แต่บางรายที่ยังไม่ตายทันทีแต่ก็ส่งเสียงร้องครวญครางลั่นท้องถนน หรือไม่ก็พยายามพาร่างที่โชกเลือดหนีไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆ ก่อนที่พวกทหารญี่ปุ่นจะตามมาเพื่อยิงซ้ำหรือไม่ก็ใช้ดาบปลายปืนแทงกระหน่ำราวกับเหยื่อนั้นไม่ใช้คน

การสังหารหมู่ในวันที่ 13 ธ.ค 1937 นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ในวันต่อมานั้นยิ่งโหดเหี้ยมขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อญี่ปุ่นเริ่มนำรถถังมากเข้ามาทั่วนานกิงและเริ่มเกม "ล่า"

บรรดาผู้อพยพที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกซอยหรือตามอาคารบ้านเรือน ถูกกระสุนสังหาร หรือไม่ก็ถูกขว้างระเบิดมือเข้าไปในบ้านอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานนานกิงก็กลายเป็นเมืองแห่งความตาย ซากศพ เลือดมนุษย์นองท่วมเต็มพื้น ถนนทุกสาย รวมทั้งอาคารบ้านเรือนต่างๆ เต็มไปด้วยเลือดของชาวนานกิง ที่กระเซ็นไปทั่ว ราวกับขุมนรก

แต่การสังหารยังไม่เสร็จสิ้น หลังจากฆ่าเหยื่อภายในเมืองแล้ว กองทัพญี่ปุ่นเริ่มเปิดด่านและประตูเมือง จากนั้นจึงพากันออกไปสังหารชาวนานกิงกันนอกเมือง โดยกระสุนปืนกลและระเบิดมือใส่กลุ่มคนแบบไม่ขาดตอน

"ชาวนานกิงบางคนกระโดดลงน้ำที่เชี่ยวกราดเพราะยังดีกว่าโดนกระสุนและระเบิดของฝ่ายญี่ปุ่น บางคนถูกสายน้ำกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา ในขณะที่บางคนก็ถูกสายน้ำพัดพาไปไกล
ส่วนผู้อพยพส่วนมากก็ถูกกองทัพญี่ปุ่นผลักดันไปที่ฝั่งแม่น้ำและบังคับให้กระโดดน้ำ และจมน้ำตายในทันที มีศพที่ตายโดยจมน้ำนับหมื่นๆ คน" ชาวบ้านนานกิงที่รอดชีวิตรำลึกความหลัง

วันที่ 16 ธ.ค. กองทัพญี่ปุ่นบุกไปยังอาคารโอเวอร์ซีส์ ซึ่งเป็นอาคารแบบเกสต์เฮ้าส์สำหรับชาวจีน มีการค้นหาชาวนานกิงที่รอดชีวิตที่นั้น ซึ่งพวกเขาเจอเหยื่อถึง 5,000 คน

ทหารญี่ปุ่นจึงจับผู้คนนานกิงที่พบในอาคารนั้นมามัดมือมัดเท้าและแบ่งกลุ่มขึ้นรถบรรทุกไปที่ไซกวน ก่อนที่จะสาดกระสุนสังหารจนตายหมดทุกคน จากนั้นก็นำศพทั้งหมดโยนแม่น้ำราวกับขยะ

แต่เพื่อให้แน่ใจว่าตายสนิท บรรดาทหารญี่ปุ่นก็พากันใช้ดาบปลายปืนทิ่มแทงไปที่เหยื่อกระสุนปืนกลที่ละรายๆ จนทั่ว หรือไม่ก็สาดน้ำมันก๊าดท่วมศพที่กองอย่างมหาศาล และจุดไฟเผา

แต่ด้วยจำนวนเหยื่อนั้นมีจำนวนมากเกินไปทำให้ทหารญี่ปุ่นไม่ทันเผา ศพหมื่นศพจึงปล่อยทิ้งเอาไว้ข้ามเดือนข้ามปี จนกลิ่นศพที่เน่าเหม็นลอยไปไกลหลายสิบไมล์ที่เดียว

รายการสังหารโหด

กองทัพญี่ปุ่นนั้นสรรหาวิธีต่างๆมาสังหารเหยื่อที่นานกิง ทุกวิธีล้วนโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ทั้งสิ้น

แต่การสังหารโหดชาวเมืองนานกิงนั้นไม่มีหน่วยงานระดับชาติของจีน หรือหน่วยงานโลกใดๆ รับรู้หรือช่วยเหลือได้เนื่องจากรัฐบาลก๊กมินตั๋งกำหนดว่าเป็นจุดปลอดภัยจากสงคราม ส่วนกิงทัพพันธมิตรนั้นกำลังยุ่งกับสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่
ด้วยเหตุนี้กองทัพญี่ปุ่นจึงฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมโดยไร้การต่อต้านหรือช่วยเหลือ

จากการบันทึกของผู้เห็นเหตุการณ์ และผู้รอดชีวิต พวกเขาได้เห็นวิธีที่ทหารญี่ปุ่นสังหารชาวเมือง นอกจากการมัดมือและยิงกระสุนอีก ยังมีหลายๆ วิธีที่ทหารญี่ปุนสังหารเหยื่อเพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซากจำเจ แต่ละวิธีนั้นสุดสยองแลัโหดร้าย อาทิ

เผาทั้งเป็นในแม่น้ำ

ที่เมืองซินอีเป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีผู้คนถูกฆ่าสังหารอย่างทารุณ ผู้อพยพที่ถูกจับตัวหลายพันคนต่างมีทั้งเด็ก คนแก่ ทหารญี่ปุ่นต่างผลักดันให้ผู้อพยพพุ่งตัวลงแม่น้ำเบื้องล่าง จากนั้นกองทัพก็โยนกองฟางที่ชุบน้ำมันก๊าดที่โชกใส่กลุ่มผู้อพยพมากมายก่อนที่จะจุดไฟเผาให้ตายอย่างทรมานในแม่น้ำ โดยทั่วไปทหารญี่ปุ่นมองดูผลงานอย่างสบายใจ

ฝังคนทั้งเป็น

เป็นวิธีสังหารที่ใช้บ่อยในทหารญี่ปุ่นเนื่องจากง่าย เหยื่อชุดแรกที่ถูกสังเวยในการสังหารด้วยการฝังทั้งเป็นนั้นคือกลุ่มผู้อพยพที่หลบหนีไปยังเขาซีเจียง ถูกจับได้ราว 2,000 คน มีทั้งคนแก่ เด็ก ผู้หญิง และคนพิการด้วย ล้วนถูกผลัก และถีบกระเด็นบางรายก็ถูกดาบปลายปืนกระทุ้งให้ตกลงไปในหลุมใหญ่ จากนั้นทหารญี่ปุ่นก็ใช้รถเครนจัดการเกรดหินและดินทับหลุมทันทีอย่างโหดเหี้ยม โดยไม่สนเสียงร้อง เสียงตะโกนด่า สาบแช่งที่ดังระงมออกมาจากหลุมขณะทำการฝังกลบอย่างใดทั้งสิ้น

เกมจับปลาในทุ่งน้ำแข็ง

ในช่วงเวลาที่นานกิงโดนยึดโดยกองทัพญี่ปุ่นน่ะเป็นฤดูหนาวของจีน ทำให้หลายพื้นที่มีแต่ความหนาวเหน็บและมีเกล็ดน้ำแข็งจับตัวกันโดยทั่ว

กองทัพญี่ปุ่นจึงคิดเกมอย่างหนึ่งคือ "จับปลาที่ทุ่งน้ำแข็ง" โดยให้ผู้อพยพถอดเสื้อผ้าออกให้หมดเหลือแต่เรือนร่างที่เปลือยเปล่า แล้วให้กระโจมลงสู่บ่อน้ำที่มีแต่น้ำแข็งจับตามคำสั่ง
ใครที่ปฏิเสธและต่อต้านคำสั่งนี้ จะถูกสาดกระสุนใส่อย่างไม่ยั้ง ทำให้เหยื่อจำนวนมากตายก่อนที่จะเล่นเกมนี้ แต่กระนั้น คนที่กระโดดลงสระหรือบ่อน้ำเย็นจัดนั้น ทุกคนล้วนไม่รอด

เผาครึ่งตัว

ญี่ปุ่นจะเลือกเหยื่อเป็นชาวนานกิงหนุ่ม ที่ท่าทางกระด้างกระเดื่อง หรือมีลักษณะเงียบเฉย จากนั้นชายหนุ่มเคราะห์ร้ายก็ถูกจับมัดสายไฟขึ้นสูง และทหารญี่ปุ่นก็นำฟืนมาสุมไว้ข้างล่างและก่อไฟย่างหนุ่มคนนั้นราวกับเสียบปลาปิ้ง ความร้อนทวีมากขึ้นและทำให้ร่างกายท่อนล่างของเหยื่อดิ้นทุรนทุรายอย่างน่าเวทนาจนท่อนล่างไหม้เกรียม หลังจากนั้นพวกทหารญี่ปุ่นก็ออกไปจุดนั้น โดยทำอะไรเลย ปล่อยให้เหยื่อตายไปเองอย่างช้าๆ

ปาระเบิดใส่เหยื่อในน้ำ

เริ่มจากทหารญี่ปุ่นจะจับผู้อพยพมัดมือมัดเท้าอย่างหนาแน่นจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ช่วยกันจับผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้โยนในบ่อน้ำที่มีความลึกไม่มากนัก เนื่องจากทำให้มองเห็นเหยื่อได้ง่ายและระดับน้ำตื้นๆ นี้ทำให้อาวุธที่ทหารญี่ปุ่นทิ้งไปจะได้ออกฤทธิ์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และจากนั้นสิ่งที่ญี่ปุ่นโยนลงบ่อน้ำหรือสระน้ำตื้นๆ คือระเบิดมือครั้งละหลายๆ ลูก

ยิ่งน้ำตื้นเท่าไหร่ แรงระเบิดและสเก็ตระเบิดก็จะพุงเข้าสู่เป้าหมายซึ่งก็คือเหยื่อก็ดิ้นกระแด่วๆ อยู่ใต้น้ำได้มากมาย รุนแรงและหวังผลได้แน่นอนเท่านั้น ดังนั้นทุกครั้งที่ระเบิดถูกขว้างลงไปพร้อมๆกันหลายๆจุดนั้นมีส่วนให้เหยื่อทั้งหลายในบ่อถูกแรงระเบิดอัดจนร่างแหลกเหลวชนิดที่เลือด เนื้อ และอวัยวะภายในถูกบีบอัดจนฉีดกระจายลอยขึ้นไปในอากาศสูงนับสิบๆ เมตร อย่างน่าสยดสยอง เป็นเกมอีกเกมหนึ่งของกองทัพที่มักเรียกร้องกันทำบ่อยที่สุด

เผาป่าฆ่าคนทั้งเป็น 30,000 คน

ทางตอนเหนือของเขตเซนเจียง ญี่ปุ่นจับทหารจีนและผู้อพยพกว่า 30,000 คนได้ จากนั้นก็มัดคนเหล่านี้และผลักดันให้เข้าไปในเขตป่าสงวน ตอนแรกก็ปล่อยให้คนเหล่านี้อดข้าวอดน้ำและผจญกับความหนาวเย็นในเดือนธ.ค อย่างหฤโหดระยะหนึ่ง เมื่อทรมานได้ตามที่ต้องการแล้ว ก็จุดไฟเผาจากทุกทิศทุกทางจนให้คนที่อยู่ในป่านั้นตายทั้งหมด

ราดน้ำกรดใส่เหยื่อ

เหยื่อคนหนึ่งถูกกลุ่มทหารญี่ปุ่นที่บุกเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่ง และจับชายคนนี้ได้ พวกกองทัพหัวเราะชอบใจเมื่อคิดค้นวิธีการที่จะทรมานเหยื่อคนนี้ได้ นั่นคือการเอาน้ำกรดไนตริก ราดร่างเหยื่อ
เริ่มจากการจับหนุ่มรายนั้นแก้ผ้าเปลือยล่อนจ้อน จากนั้นก็เอากรดไนตริกเข้มข้นราดรดไปที่ร่างหนุ่มรายนั้นโดยราดจากส่วนหัวมาสู่เบื้องล่าง น้ำกรดรุนแรงกัดทั่วใบหน้าและเนื้อตัวของเหยื่อชาวจีนมีกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ จากนั้นทหารญี่ปุ่นก็ปล่อยให้ชายหนุ่มนี้เดินสะเปะสะปะไปตามทาง เมื่อชายหนุ่มนี้แช่งด่า ก็หัวเราะชอบใจ โดยไม่ทำอะไรกับชายคนนี้ทั้งสิ้น แต่ต่างเดินตบมือ เป่าปาก ส่งเสียงเชียร์หนู่มเปลือยที่ร่างถูกน้ำกรดกัดไปสักพักจนกระทั้งหนุ่มนานกิงรายนี้ล้มลงและขาดใจตายไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสในที่สุด

ตัด ควัก อวัยวะ ก่อนนำไปเผา

นั้นคือการจับเหยื่อนับหลายร้อยรายมารวมกัน จากนั้นก็ควักตาออกมา พร้อมทั้งตัดหู ตัดจมูกเหยื่อให้ร้องร่ำคร่ำครวญดิ้นทุรนทุราย เมื่อสะใจมากพอแล้วก็เผาให้ตายทั้งเป็นจนกลิ่นเนื้อไหม้เหม็นไปทั่วบริเวณ

เกมหนีจากหลังคาตึกที่ไฟไหม้

ผู้อพยพนับร้อยๆ รายถูกบังคับให้เดินขึ้นบนหลังคาของอาคาร พวกเขาต่างคร่ำครวญ ร้องไห้ ร้องขอชีวิต แต่มีหรือว่าญี่ปุ่นจะเมตตา เมื่อเหยื่อทุกคนถูกต้อนขึ้นไปบนหลังคาครบถ้วนแล้ว ทหารญี่ปุ่นก็ยืนจังก้าอยู่เบื้องล่างต่างพากันจุดไฟเผาอาคารแห่งนั้นจนลุกโพลง คราวนี้เหยื่อจำนวนไม่น้อยต่างรู้ว่าพวกเขาคงต้องถูกย่างสดอยู่บนหลังคาตึกเป็นแน่ ต่างพากันกระโดดตึกฆ่าตัวตายกันหลายราย เสียงคนโดดลงมาคอหัก หลังหัก นั้นก่อให้เกิดความกดดันต่อพวกที่อยู่บนหลังคาอย่างมหาศาล ประกอบด้วยเสียงปืนของทหารญี่ปุ่นยิงขู่ และระดมยิงใส่ร่างเหยื่อเคราะห์ร้ายที่โดมาจากหลังคาตึกแล้วยังไม่ตายทันทีนั้นเสียดแทงบาดลึกจนถึงหัวใจ แต่ท้ายสุด พวกที่รอความตายที่อยู่บนหลังคาที่โดนไฟเผานั้นคือพวกที่ส่งเสียงร้องด้วยความทุกข์ทรมานมากที่สุดและใช้เวลานานพอสมควรที่จะตายด้วยการถูกย่างทั้งเป็น ภาพคนที่วิ่งพล่าน ดิ้นทุรนทุรายไฟลุกท่วมจนตกหลังคาลงมาตายในที่สุดนั้นเป็นภาพชวนสลดหดหู่อย่างยิ่ง

เกมขมขื่นโหดหญิงท้องแก่

ผู้หญิงนานกิงที่กำลังตั้งครรภ์นั้นแทนที่จะได้รับการยกเว้นกลับเป็นเหยื่อที่ทหารญี่ปุ่นชอบทารุณกรรมมากที่สุด
เริ่มต้นด้วยการถูกทหารญี่ปุ่นทั้งกลุ่มมาลงแขกก่อนเมื่อสำเร็จความใคร่แล้ว จากนั้นก็สังหารให้ตายคามือ และเมื่อเหยื่อตายแล้วก็ผ่าท้องเธอออกแล้วควักเอาทารกอ่อนที่อยู่ในครรภ์นั้นออกมา

แล้วทารกนั้นก็กลายเป็นของเล่นที่ทหารญี่ปุ่นเอามาเล่นเป็นฟุตบอลกันในท้องถนนอย่างเพลิดเพลิน หากมีเจ้านายคนไหนผ่านมา พวกทหารเหล่านั้นก็หยอกล้อโดยใช้ดาบปลายปืนที่เสียบทารกนั้นทำการโบกปลายมาคล้ายกับเป็นการทำความเคารพแบบล้อเลียน สิ่งที่ได้รับตอบกลับมาจากเจ้านายก็คือรอยยิ้ม

การข่มขืนครั้งใหญ่ที่นานกิง

การข่มขืนคือผลงานเลวร้ายของทหารญี่ปุ่นในนานกิงที่นานาชาติมักโจมตีญี่ปุ่นมากที่สุด
สตรีชาวนานกิงนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้รับเคราะห์มากกว่าใครๆ

รายที่ขอความเมตตาอาจได้รับการไว้ชีวิต แต่สิ่งที่ที่ตามมาของผู้รอดชีวิตคือประสบการณ์วิปลาสที่ยังหลอกหลอนจนถึงปัจจุบัน
ส่วนใหญ่นั้น สานกิงทุกเพศทุกวัยจะถูกขมขื่นราวกับสัตว์ป่า จากนั้นส่วนใหญ่จะถูกสังหารหรือไม่ก็ถูกทรมานโดยใช้ดาบปลายปืนตัดเฉือนเต้านมทั้งสองข้างทิ้งไปพร้อมๆ กัน บาดแผลนั้นเห็นซี่โครงอย่างน่าสยดสยอง
บ่อยครั้งที่ทหารญี่ปุ่นจะทิ่มแทงหรือเสียบดาบปลายปืนพรวดเข้าไปหว่างขา(อวัยวะเพศ) หรือถูกคว้านอวัยวะขณะที่มีชีวิตอยู่ก็มี
บางรายเมื่อตายแล้ว ทหารญี่ปุ่นก็ย่ำยีศพอีกด้วยการทิ้ง แท่งไม้ ท่อนเหล็ก กระทั้งหัวแครอท คาไว้อวัยวะเหยื่ออย่างนั้น

ระหว่างที่เสร็จสิ้นการสังหารแล้ว กองทหารก็พากันหัวเราะชอบใจ ปรบมืออย่างสนุกสนานกับสิ่งที่เขามีส่วนร่วมราวกับสัตว์นรก

ชาวนานกิงผู้หนึ่งได้พูดถึงเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอว่า
"วันที่ 16 ธันวาคมนั้น ผมถูกกองทหารญี่ปุ่นคุมตัวไป มันไม่ได้สังหารผม แต่บังคับให้ผมทำหน้าที่เป็นพ่อครัวให้พวกมัน ขณะที่ผมเดินตามพวกมันไปตามถนนนั้น ผมเห็นชาวนานกิงที่เป็นชายเช่นเดียวกับผมนอนตายอย่างน่าเวทนานับเป็นร้อยๆศพ"

"แต่สิ่งที่น่าหดหู่ยิ่งกว่านั้นก็คือ บรรดาศพสตรีทั้งหลายที่พอประเมินได้ จากจำนวน 8 ใน 10 คนนั้นล้วนแต่ถูกของมีคมตัดขาดกระจุย เห็นไส้และอวัยวะภายในพุ่งทะลึกออกมาแทบทั้งสิ้น พวกเธอเหล่านั้นล้วนแต่เป็นหญิงท้องแก่ที่ถูกผ่าเอาทารกอ่อนภายในออกไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งหย่อมเลือด และเต้านมของพวกเธอเหล่านั้นถูกตัดหายเ้ยนไปหมด"
นี้ก็อีกตัวอย่างหนึ่ง

ชายจีนอีกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ฝังศพชาวเมืองนานกิงให้สัมภาษณ์ว่า

"ผมเห็นศพมากมายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ศพนั้นมีมหาศาลนับหมื่นศพ กระจัดกระจายไปตามบึงน้ำ หรือบ่อน้อยบ่อใหญ่ แม้แต่บนกองฟางก็มีมากมาย ภาพที่อยู่เบื้องหน้าทำให้ผมตะลึงจนเกือบช็อก มันเป็นเรื่องยากที่จะบรรยายออกเป็นคำพูดได้ แต่ภาพผู้หญิงที่เห็นแต่ละคนนั้นทำให้ผมเห็นความโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่นก่อนที่จะสังหารเธอ ใบหน้าของพวกเธอหมองหม่น ฟันร่วงหลุดจากปาก ช่วงแก้มก็บ่งบอกถึงรอยซ้ำจากการถูกของแข็งกระแทกจนกะโหลกแก้มหักร้าว เลือดที่แห้งคาปากชวนให้คิดว่าพวกเธอคงสำลักเลือดหรือไม่ก็ความเจ็บปวดสุดทรมาน"

"ผมเห็นทรวงอกเธอมีร่องรอยบาดแผลถูกของมีคมบาดจนเต้านมขาดกระจุย และมีแผลตัดลึกถึงซี่โครง ต่ำลงไปที่ช่องท้องของพวกเธอนั้นแทบทุกคนต่างก็ถูกของมีคมแทงทะลุแล้วคว้านไปมาทำให้ ตับ ไส้ พุง และพวงไส้ของพวกเธอหลุดจากร่างอย่างน่าสยดสยอง ส่วนที่ท้องน้อยนั้นมีรอยแผลจากดาบปลายปืนกระหน่ำแทงไปทั่ว"

นี้ก็อีกรายโหดไม่แพ้กัน
"ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1938 นั้น ครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกจำนวน 14 คนถูกสังหารโหดโดยน้ำมือทหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะบุตรสาวคนเล็กวัย 14 นี้ถูกลบหลู่และสังหารได้อย่างทารุณมากที่สุด"

"เด็กคนนั้นถูกทิ้งบนโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่นำมาต่อกัน สภาพร่างกายท่อนบนมีเสื้อสวมติดอยู่ แต่ท่อนล่างนั้นเปลือยเปล่า โดยที่เลือดเธอยังไหลนองท่วมโต๊ะนั้น และปริมาณเลือดมากมายนั้นหลั่งไหลออกมาจากช่องท้องและอวัยวะเพศที่ถูกดาบปลายปืนแทงสองครั้งด้วยกัน"

"ส่วนพี่สาวของเธอถูกสังหารตายคาเตียงโดยมีสภาพไม่แตกต่างกับน้องสาวเท่าใดนักส่วนมารดาเธอหรือ? เธอถูกสังหารตายคาโต๊ะขนาดใหญ่ตัวหนึ่งโดยกอดทารกวัยขวบในอ้อมอกของเธอ ทารกน้อยนั้นถูกฟันคอขาดกระจุยด้วยใบมีดคมกริบ และช่องท้องของเด็กน้อยนั้นมีบรรดาพวกไส้และอวัยวะภายในทั้งจุกทะลักออกมานอกช่องท้องอย่างน่าเวทนา"

หนึ่งผู้เห็นเหตุการณ์เหล่านั้น เขาได้บันทึกเหตุการณ์โหดเป็นฉากๆ เอาไว้เลยว่า

"14 ธันวาคม 1937 ตอนเที่ยง ทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่ถนนเจียนยิน พวกนั้นลักพาตัวสาวๆ ในบ้านออกมา 4 คน จากนั้นมันก็ลงมือข่มขืนมาราธอน 2 ชั่วโมงเต็มๆ "

"15 ธันวาคม 1937 ตอนกลางคืน ทหารญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่พากันกรูไปในหอพักหญิงของมหาวิทยาลัย จากนั้นก็ข่มขืนสาวๆ ราว 30 คนด้วยกัน โดยเด็กสาวที่หน้าตาดีบางคนถูกรุมข่มขืนโดยทหารญี่ปุ่น 6 คนรวด"

"16 ธันวาคม 1937 กลุ่มทหารญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งบุกฉุดสาวๆ อายุตั้งแต่ 16-21 ปีไปจากมหาวิทยาลัย และย่ำยีทางเพศ ภายหลังมีสาวๆ 5 คนในกลุ่มถูกปล่อยออกมา พวกเธอบอกว่าถูกพวกมันข่มขืนต่อเนื่องวันล่ะ 6 ครั้ง ส่วน 2 คนที่เหลือไม่รู้ซะตากรรม"

"ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งติดกับกำแพงเมืองที่ ด่านซินหยางนั้น ปรากฏว่ามีหญิงชราในวัย 60 มีสภาพศพขึ้นอืด และมีร่องรอยการข่มขืนอย่างทารุณ"

"อีกจุดหนึ่งของถนนยางพี นั้นก็มีศพเด็กผู้หญิงอายุ 12 ขวบ นอนตาย กางเกงในของเธอถูกดึงฉีกขาด ลูกตาทั้งสองข้างเธอปิดสนิทในขณะที่ปากอ้ากว้างคล้ายกับร้องขอเมตตา"

"เหยื่อการข่มขืน ยังมีพวกแม่ชีหรือแม้แต่อาจารย์ระดับศาสตรจารย์ ครูสอนหนังสือล้วนตกเป็นเหยื่อของทหารญี่ปุ่นไม่มีข้อยกเว้น" ฯลฯ อีกมากมาย

เหตุข่มขืนแล้วต้องฆ่า นั้นก็เพราะพวกเขาถือหลักว่า "สังหารหลังข่มขืนเพื่อปิดปากมัน" นี้คือข้ออ้างของบรรดาทหารญี่ปุ่นที่ถือปฏิบัติกันถ้วนหน้า สานกิงจึงต้องรับเคราะห์ไปอย่างช่วยไม่ได้

และเป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์การข่มขืนนี้ไม่มีการห้ามปรามจากผู้บังคัญบัญชาระดับสูงแต่อย่างใด เสมือนว่าพวกเขาสนับสนุนกับการทำกระทำแบบสัตว์นรกโดยซ้ำ

นี้เป็นการสนับสนุนของผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่นเองน่ะเนี้ย เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บรรดาทหารญี่ปุ่นที่นานกิงโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำ เรียบเรียง จำนวนเหยื่อที่สังหาร และทำออกเป็นรายงานเพื่อประเมินว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการสังหารเหยื่อชาวนานกิงด้วย

การแข่งขันกันมีหลายจุด แต่จุดที่อัปยศที่สุดคือที่ ภูเขาซิจิน ถือว่าเป็นจุดที่ประณามจากทั่วโลกมากที่สุด

รายงานอัปยศระบุว่าทหารสองนายนาม ร้อยโทมูไกและร้อยโทโนเดะต่างทำสถิตสังหารชาวจีนในระดับ 105 และ 106 ศพตามลำดับ ทั้งสองสามารถทุบสถิติเก่าที่สนามแข่งขันอื่นที่ทำสถิต 89 และ 78 สำเร็จอย่างงดงาม

และยังมีสถิติอัปยศอีกที่ถูกบันทึกไว้ว่า ร้อยโททานะกะ กูนิกิชิ เป็นผู้ทำลายสถิตสังหารเหยื่อโดยใช้ดาบปลายปืน ไม่ใช้กระสุนปืนเลย เป็นจำนวนถึง 300 ศพ ไม่มีใครโค่นลงได้

และรายงานทั้งหมดได้รับการแพร่กระจายกลับไปที่ญี่ปุ่นราวกับพวกเขาเป็นนักกีฬาดีเด่น

บทสรุปคดีที่นานกิง

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริงในช่วงญี่ปุ่นบุกขยี้นานกิงในปี 1937 เป็นต้นมา ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะโดนขับไล่ออกจากนานกิง
แต่สิ่งหลงเหลือเอาไว้คือผลงานที่โหดร้ายที่ทหารญี่ปุ่นทำไว้กับชาวนานกิง โดยมีชาวนานกิงเสียชีวิตราว 40,000-300,000 คน

มันเป็นรอยด่างที่ทำให้โลกเห็นญี่ปุ่นเป็นชาติที่โหดร้ายของโลก

ญี่ปุ่นเองก็รับรู้ความเกลียดชังของชาวโลกนี้เป็นอย่างดี แต่ไม่เต็มใจนักที่จะรับผิดชอบหรือออกมายอมรับเต็มตัว

เหตุสังหารหมู่ชาวจีนในนานกิงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นตกต่ำอย่างถาวรที่ไม่อาจฟื้นฟูขึ้นมาได้เลย เพราะชาวจีนได้โกรธแค้นญี่ปุ่นเป็นอย่างมากจึงได้ทำการต่อต้านญี่ปุ่นตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ปัจจุบันญี่ปุ่นจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและรักสันติสุขและแม้แต่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหรือสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต พระโอรสของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต ได้มากล่าวขอโทษด้วยตนเองก็ไม่อาจทำให้ชาวจีนยกโทษให้ ในเนื้อหาหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นก็ยังทำการบิดเบือนด้วยการข้ามกระทำอันโหดร้ายในนานกิงและบอกว่า เพียงแค่ยึดนานกิงเท่านั้น ทำให้ชาวจีนไม่พอใจญี่ปุ่นมาก

และมีคำถามที่สำคัญคือ การสังหารโหดที่นานกิงนั้นจะใช้เวลานานเท่าใดที่จะลบเลือนจากใจมนุษย์ได้

Kiattiyod Buranawanich

Report เนื้อหา


โพสท์โดย: ทิมมี่ ทิมมี่
3Y

 
ความอัปยศที่คนจีนยากจะให้อภัยญี่ปุ่น กับการสังหารหมู่ชาวนานกิงกว่า 3 แสนคนในปี 1937
Top Comment
+334 Ram Drastic

สังเกตุไหม ว่า ชาวโลก ให้ อภัย เยอรมัน ทั้งที่ สังหารหมู่ เหมือน กัน เพราะ คนเยอรมัน ปัจจุบัน ก็ ประนาม การ กระทำ นาซี และ ไม่ให้ การเคารพ ถึงแม้จะเป็นบรรพบุรุษ พวกเขา และ ไม่บิดเบือน ตำราประวัติศาสตร์

แต่ญี่ปุ่น * นอกจาก ไม่ยอมรับผิด แล้ว * ยังไป เคารพ โคตรเง่า ทรราชของพวกมันอีก แล้ว ยังบิดเบือนตำรา ประวัติศาสตร์ในประเทศอีก

LIKE: LaDy Galadriel, woooo, bgs
ตอบความคิดเห็นนี้
+338 Sweet Milo

คนจีนบอกกับคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงเหตุการณ์นี้อยู่เสมอ ต่างกับคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษของตัวเองได้สร้างบาดแผลที่ใหญ่มากๆเอาไว้ให้กับคนจีน 

LIKE: Dadjarit, ประแสร์, woooo
ตอบความคิดเห็นนี้
+233 ประแสร์

ฮิโรฮิโต คืออาชญากรสงคราม

LIKE: famp 66, woooo
ตอบความคิดเห็นนี้
62 mzwing

คนเหมือนกันแท้ๆ

ตอบความคิดเห็นนี้
61 Nunthaphorn

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จับคนมาทำเชื้อโรค

จะคล้ายหนังเรื่องนี้มั้ย   

ตอบความคิดเห็นนี้
59 vorpalsword

ผมเสียปู่ด้วยเหตุการณ์นี้แหละครับ และพ่อผมต้องมาเมืองไทยกับอากงด้วยเรื่องนี้ สิ่งที่ญี่ปุ่นทำเป็นเรื่องเลวร้ายเรื่องหนึ่งที่มนุษยชาติเคยทำ มันอำมหิตผิดมนุษย์ครับ ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ญี่ปุ่นก็เลวชาติเพิ่มขึ้นอีกด้วยการพยายามเขียนแก้ไขประวัติศาสตร์ตัวเอง ซึ่งแบบเรียนในญี่ปุ่นมันเพี้ยนไปหมดทั้งเรื่องนี้ และเรื่องสงครามโลกครั้งที่สองอีกหลายเรื่อง 

ญี่ปุ่นมันเอง มันก็รับไม่ได้เองเหมือนกัน จึงพยายามแก้ไขประวัติศาสตร์ในแบบเรียนให้ลูกหลานเข้าใจใหม่ในแบบที่พวกเขาไม่สนใจประวัติศาสตร์โลกใดๆทั้งสิ้น ผมเห็นคนเขียนโจมตีจีนด้วยประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนแค่ส่วนเดียวเช่นกัน และชาวจีนไม่เคยอำมหิตขนาดฆ่าเด็กแบบในภาพ เท่าที่พ่อเล่า ญี่ปุ่นให้ผู้หญิงท้องกินน้ำสบู่ครับ แล้วให้ทายว่าเด็กในท้องเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง จากนั้นก็ผลัดกันเตะผลัดกันซ้อมจนให้ผู้หญิงลูกทะลักออกมา หรือถ้าไม่ออกจริงๆก็ผ่าดิบๆควักเอาออกมาดูกันเลย จิตใจมันเลวร้ายกว่าสัตว์ป่าครับ นี่คือตราบาปที่จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นองค์ก่อน ยังยอมรับและออกปากมาขอโทษชาวจีนจนถึงวันนี้ แต่ด้วยเรื่องการเมือง นายกฯญี่ปุ่นมักจะไม่ยอมรับความชั่วของคนรุ่นพ่อรุ่นปู่มัน

ประเทศนี้สำหรับผม เจริญจริงครับ ด้วยความมีวินัยอันยอดเยี่ยม ขนาดโดนถล่มจากอเมริกาจนยับเยิน (อันนี้ไม่รู้เวรกรรมตามทันไหมนะ) แต่ในจิตใจคนญี่ปุ่นเป็นประเทศเก็บกดครับ เราจะเห็นนิสัยกับพฤติกรรมแปลกๆเริ่มต้นจากประเทศนี้ เช่นการซื้อตุ๊กตายางในราคาแสนแพงไปสำเร็จความใคร่และความว้าเหว่ของตัวเอง สำหรับผมผมไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่พ่อผมได้รับ แต่พ่อเข้าใจคนจีนที่ไม่ชอบญี่ปุ่นจนถึงวันนี้ครับ แต่แปลกนะญี่ปุ่นก็ตลกดี อเมริกันเอาระเบิดมาให้กินสองลูก คนตายไปเป็นเบือ ตอนนี้กลับเลียตีนอเมริกาอย่างกับพ่อบังเกิดเกล้า เพียงเพื่อให้ช่วยคุ้มกะลาหัวตัวเองในเอเชีย พอผลประโยชน์มันเข้าตา เรื่องเก่าๆก็ลืมไปกันหมด

ตอบความคิดเห็นนี้
58 jesus

นี่อ่ะนะการกระทำของมนุษย์

ตอบความคิดเห็นนี้
57 น้องขนุน

เคยดูหนังหดหู่มากกก

ตอบความคิดเห็นนี้
55 Persia

ทุกวันนี้ประเทศวุ่นวายส่วนนึงก็มาจากพวกเจ๊กกบฏนี่แหละ............จังไรแท้....

ตอบความคิดเห็นนี้
54 CharlesEnglish

คนที่เกลียดญี่ปุ่นมากปัจจุบันนี้น่าจะอายุเกือบๆร้อยปี ทุกวันนี้อายุ50-60 ก็เข้าไปอยู่ญี่ปุ่นแบบไม่กลับก็เยอะ 

ตอบความคิดเห็นนี้
53 มู๋มี่ มากินเกี๊ยวแปบเดวกลับ

กระทู้นี้วนมาให้อ่านทีไรก็เศร้าใจทุกที

โดยเฉพาะภาพผู้หญิงกอดเด็กทารกที่โดนกระสุนปืนระเบิดหัว

มันหดหู่ใจมาก จิตใจของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์มันโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้เลยหรือ

ได้แต่ภาวนาขอให้เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีเกิดขึ้นกับส่วนไหนบนโลกอีกเลย

โดยเฉพาะเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์

ตอบความคิดเห็นนี้
52 Say

ผมขออนุญาติครับผม******

//  สงครามครับทุกปะเทศเหมือนกันหมด แต่มันก็คืออดีตไปแล้วครับแก้ไขไม่ได้///

แต่!!!!  ปัจจุบันที่เกิดขึ้นในซีเรีย เราๆ ท่านๆ ยังแก้ไขอะไรไม่ได้เลยครับ จะไปว่าอะไรกับเรื่องที่ผ่านมาะครับผม

LIKE: Say
ตอบความคิดเห็นนี้
51 มดเอ็กซ์คุง

เพราะสุดท้ายแล้วสงครามก็ต้องมีคนตาย

จะชนะหรือแพ้ ก็ต้องฆ่ากันตายอยู่ดี อยู่ที่ว่าใครตายเยอะกว่ากัน

หรือ ใครเขียนประวัติศาสตร์ได้เยอะกว่ากัน

ตอบความคิดเห็นนี้
50 มดเอ็กซ์คุง

ยิ่งกว่า นาซีฆ่ายิวอีกนะ แบบนี้ 

ตอบความคิดเห็นนี้
49 เบรกต่อมลูกหมาก

มันก็นะ พูดยากอะ เพราะมันก็ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นที่เดียวที่โหด หลายๆประเทศโหดๆก็มี แต่นะ "ประวัติศาสตร์ถูกสร้างด้วยคน แต่ถูกเขียนด้วยตัวหนังสือ" จบเลย

ตอบความคิดเห็นนี้
+148 Ram Drastic

ดูเรื่องนี้สะ แล้วจะเข้าใจสันดานดั้งเดิม ญี่ปุ่น

LIKE: มู๋มี่ มากินเกี๊ยวแปบเดวกลับ
เห็นแล้วแต่ตอนนั้นรู้สึกไม่สนใจ ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับอะไรแต่ภาพปกมันดูทึมๆ ทะมึนๆ คงไม่ใช่เรื่องบันเทิงใจเลยไม่ได้ดูอ่ะ
เห็นแบบนี้ก็รู้สึกอยากดูขึ้นมาเหมือนกันนะ แต่ก็กลัวจะดูละร้องไห้ ><
อิการ์ฟิลมันมาทำอะไรในเรื่องนี้ เล่นดราม่าด้วย น่าสนใจมาก
อันนี้เป็นยุคก่อนสงครามโลก ญี่ปุ่นจับ ประชาชน ของตนเอง ที่นับถือ ศาสนาคริส ทรมาน ไม่ได้ฆ่าเลย แต่ให้ตายช้าๆ เช่น จับมัด รวมกัน แล้วค่อยๆใช้ไฟเผา แอนดรูเล่นเป็นมิชชั่นนารี
โอยเหี้ยม ตอนนี้กะลังดู back to 1942 อยู่ค่ะ กะลังเศร้าได้ที่ TT_TT
ตอบความคิดเห็นนี้
47 เจ้านรกฮาเดส

กรรมก็สนองญี่ปุ่น เพราะคนทั้งเมือง ฮิโรชิมา กับนางาซากิ ก็ตายตกตามกันอาจจะเยอะกว่าด้วย สงคราม ไม่มีใครแพหรือชนะ มีแต่สูญเสีย ยังดีที่ออกมายอมแพ้ก่อน ถ้ายังขืนสู้ต่อ ญี่ปุ่นอาจเป็นเพียงชื่อประเทศที่อยู่ในประวัติศาสตร์เท่านั้น

ตอบความคิดเห็นนี้
+246 เหนือเมฆ

ขอบคุณเมกา  ที่ยุติสงครามโลกครั้งที่สอง

LIKE: เหนือเมฆ, Ram Drastic
ตอบความคิดเห็นนี้
44 famp 66

นี่แหละสงคราม ประวัติศาสตร์จีนเองก็มีสงครามไม่ตั้งแต่ดึกดำบรรพเลย 

ตอบความคิดเห็นนี้
43 ประแสร์

แค่สองลูกยังน้อยไป

ตอบความคิดเห็นนี้
42 woooo

คนญี่ปุ่นในปัจจุบันยังคงขี้ขลาดอยู่ กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ  สำหรับคนจีนเชื่อว่าจะไม่มีวันลืม และเมื่อถืงเวลาที่จะต้องแก้แค้น ก็จะทำกลับคืนอย่างสาสม 

คนทำก้อตายไปนานแล้วครับ ลูกหลานเค้าบริสุทธิ์นะครับ ผมมองว่ามันคือสงครามนะครับ ถ้าเป็นฝ่ายจีนก้อคงจะไม่แตกต่างสักเท่าไหร่.
คนปัจจุบันก้อไม่มีทางทราบหรอกครับว่าเรื่องจริงตื้นลึกหนาบางเป็นยังไง
ตอบความคิดเห็นนี้
41 บักปาว

เราก็ได้ดูลูกหลานมันทำเรืองไร้ศักศรีไง พูดแล้วเข้าห้องน้ำแปป

เอ๊ะ ต้องเป็นเรื่องร้ายแรงมากแน่ๆ
ตอบความคิดเห็นนี้
40 Was once

คนในอดีต เป็นคนทำ  ทำไมต้องเกลียดคนปัจจุบันล่ะ  คนฆ่ามันก็ตายห่าไปหมดแล้ว 

LIKE: todaysayhi
คนญี่ปุ่นปัจจุบันก็รู้เรื่องนี้เเต่ไม่ยอมรับชอบเเละยังเคารพบรรพบุรุษที่ทำเรื่องร้ายๆๆๆ คนประเทศไทยก็โดนเเบบนี้เหมือนกันส่วนรัฐบาลก็ยังสนับสนุนคนญี่ปุ่นส่วนประชาชนก็ลุกขึ้นมาสู้
ตอบความคิดเห็นนี้
+139 Teangmodog

พอทีเถอะ อย่ารื้อฟื้นความหลังเลย มันไม่เป็นผลดีต่อคนทั้งสองประเทศ ประวัติศาสตร์เหล่านี้มันมีอยู่ในสารระบบต่างๆ เยอะแยะ มากมายให้ศึกษาค้นคว้า ผู้ใดสนใจก็ให้ค้นคว้าศึกษากันเอาเอง อย่านำมาวิพากย์วิจารณ์ในลักษณะนี้มันเหมือนทำลายกัน และสร้างความเกลียดชังต่อกัน อย่าลืมว่าทั้งสองประเทศนี้คือมิตรที่ดีของไทยเราตอนนี้ นะ นะ ขอร้องครับ

LIKE: มู๋มี่ มากินเกี๊ยวแปบเดวกลับ, todaysayhi
ตอบความคิดเห็นนี้
+338 Sweet Milo

คนจีนบอกกับคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงเหตุการณ์นี้อยู่เสมอ ต่างกับคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษของตัวเองได้สร้างบาดแผลที่ใหญ่มากๆเอาไว้ให้กับคนจีน 

LIKE: Dadjarit, ประแสร์, woooo
ตอบความคิดเห็นนี้
36 pumypumy

อ่านเรื่องนานกิงครั้งใด ก้อสะเทือนใจทุกครั้ง ด้วยเหตุผลนี้เองที่ไม่เคยสงสานญี่ปุ่นที่โดนระเบิดนิวเครียร์หลังจากนั้น และสาแก่ใจอยู่ลึกๆที่ญี่ปุ่นต้องพินาจพ่ายแพ้สงครามภายในเดือนเดียว นับว่าได้รับผลกรรมอย่างสาสม

ตอบความคิดเห็นนี้
-335 หน้าเครียดทำไม

หยุดเอามารีรันซักที เด็กๆก็เข้าคับเวปนี้

ตอบความคิดเห็นนี้
+334 Ram Drastic

สังเกตุไหม ว่า ชาวโลก ให้ อภัย เยอรมัน ทั้งที่ สังหารหมู่ เหมือน กัน เพราะ คนเยอรมัน ปัจจุบัน ก็ ประนาม การ กระทำ นาซี และ ไม่ให้ การเคารพ ถึงแม้จะเป็นบรรพบุรุษ พวกเขา และ ไม่บิดเบือน ตำราประวัติศาสตร์

แต่ญี่ปุ่น * นอกจาก ไม่ยอมรับผิด แล้ว * ยังไป เคารพ โคตรเง่า ทรราชของพวกมันอีก แล้ว ยังบิดเบือนตำรา ประวัติศาสตร์ในประเทศอีก

LIKE: LaDy Galadriel, woooo, bgs
ตอบความคิดเห็นนี้
+233 ประแสร์

ฮิโรฮิโต คืออาชญากรสงคราม

LIKE: famp 66, woooo
ตอบความคิดเห็นนี้
กระทู้ล่าสุด
คุณครู ไม่ไปได้ไหมคะลองเช็คดูว่ามีอยู่เท่าไหร่แล้ว !! เช็กสิทธิประกันสังคมของตัวเองผ่านเว็บไซต์ วิธีง่าย ๆ ที่ผู้ประกันตนควรรู้หนุ่มอินเดียตกจากน้ำตกสูง 170 ฟุตดับ หลังเพื่อนยุให้หามุมเจ๋งๆ ไปโพสต์ในโซเชียลมีเดียอย่าเพิ่งถอดใจ รัฐเล็งปรุงวิจัยให้กินได้ มั่่นใจประชาชนต้องได้ประโยชน์ !!!! 😊😊รพ.พญาไท ศรีราชา ต้อนรับบอลโลก กับทารกแรกเกิด ที่คลอดระหว่างวันที่ 15 มิ.ย.-15 ก.ค. 2561 ใส่ชุดนักฟุตบอลทีมชาติรุ่นจิ๋ว
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

หนุ่มอินเดียตกจากน้ำตกสูง 170 ฟุตดับ หลังเพื่อนยุให้หามุมเจ๋งๆ ไปโพสต์ในโซเชียลมีเดีย

รูปปัจจุบัน “ฟลุค วงไอน้ำ” นักร้องนำวงยุค 90 บอกเลยเปลี่ยนไปมาก!

สุดยอดเพื่อนแท้! กระโดดทับจระเข้ ช่วยเหลือเพื่อนที่กำลังว่ายน้ำหนี

คนญี่ปุ่นอยากลองความแซ่บ "น้ำจิ้มซีฟู้ด" ของดีที่คนไทยนิยมพกไปกินกับซาซิมิจนเป็นข่าวโด่งดัง

ขำขำ อย่าคิดมาก

ชาวเน็ตแขวะ! ความแตกต่างของ 2 นายกฯไทย ขณะเยือนลอนดอน
Hot Topic อื่นๆของ ทิมมี่ ทิมมี่
ชายหนุ่มเล่นแผลงๆ จนน้องชายขนาดเขื่อง ติดเอาออกจากแกนม้วนสกอตเทปไม่ได้หลังแฟนผมเสีย ทำนาขาดทุน อาบเหงื่อต่างน้ำกลางแดด แต่วันนี้ผมมีความสุขมากขึ้นเดี๊ยวนี้ การ์ตูนเล่มละ 5 บาทมีแบบนี้ด้วยหรารองเท้าคู่ใหม่ของลูกชายที่ซื้อให้... ทำให้พ่อรู้สึกอย่างไร เชิญอ่านครับ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
ลองเช็คดูว่ามีอยู่เท่าไหร่แล้ว !! เช็กสิทธิประกันสังคมของตัวเองผ่านเว็บไซต์ วิธีง่าย ๆ ที่ผู้ประกันตนควรรู้หนุ่มอินเดียตกจากน้ำตกสูง 170 ฟุตดับ หลังเพื่อนยุให้หามุมเจ๋งๆ ไปโพสต์ในโซเชียลมีเดียย้ายด่วน ” ครูประจำชั้น ป.2 หลังประจานทวงค่าเทอมเด็กระวังกับดักพัฒนาที่ดิน
20ดาราที่ยอมรับว่าทำจมูก#pat3รวมนางเอก"เติ้ล ธนพล นิ่มทัยสง " ชอบละครเรื่องไหนมาดูกันเดวิด อินธี งานบุญผะเหวดร้อยเอ็ด61หิว
ตั้งกระทู้ใหม่