เมื่อวันแม่ที่ผ่ามา ได้มีโอกาสเดินทางด้วยรถไฟไทย (ที่เอาเปรียบคนไทย ที่สุดในโลก)
เมื่อวันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมาก็กะว่าจะกลับบ้านไปเยี่ยมแม่ ต้องบอกก่อนเลยนะว่าบ้านเราอยู่ จ.นครศรีธรรมราช
เราก็จองตั๋วรถทัวร์ และรถไฟชั้นอื่นๆ ไม่ทัน. จึงต้องเดินทางกลับด้วยรถไฟกรุงเทพฯ - ยะลา ชั้น๓ (คือชั้นที่ถูกที่สุดของรถไฟไทย)
ระยะทางที่เดินทางก็ประมาณ 800 กว่าโล นั่งรถไฟก็ประมาณ 13 ชั่วโมง
แต่ประเด็นมันอยู่ที่สภาพ ของรถไฟไทย ซึ่งตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก จนตอนนี้เราโตแล้ว สภาพมันก็ยังเหมือนเดิม ดูรูปประกอบเอานะ
อันนี้คือช่วงทางเดินซึ่งเดินได้แค่คนเดียวถ้าจะเดินสวนกันต้องเดินแบบตะแคงข้าง ถ้าคนที่ดัวใหญ่หน่อยก็จะต้องหยุดให้คนที่เดินมาสวนทางไปก่อน
และนี่คือตัวเลขที่บอกที่นั่ง (ใช้ปากกาเคมีเขียนเอา)
และนี่คือหน้าต่าง (ใช่พลังในการดึงขึ้นและดึงลงอย่างมหาศาล ไม่งั้นไม่ขยับ แถมไม่ลงล๊อคอีก)
และผนังตรงที่นั่ง (สีนี่จะร่อนไปไหน)
อันที่คือเบาะที่นั่ง สังเกตุดีๆว่าฝั่งหนึ่งกว้าง อีกฝั่งหนึ่งแคบ
แต่เวลาจองตั๋ว ต่อให้คุณตัวเล็กหรือตัวใหญ่ลงใกล้หรือลงไกลถ้าคุณจองได้ที่นั่งฝั่งแคบคุณก็ต้องทำใจกันการนั่งสองคน ซึ่งถ้ามองด้วยตาเปล่าไอ้ฝั่งที่แคบกว่านั่งคนเดียวก็แทบเต็มแล้ว แต่คนที่ได้ฝั่งที่เบาะกว้างๆ ก็อย่าดีใจไปนะ เพราะเมื่อไหร่ทีคนเยอะ เบาะที่คุณจองไว้ก็จะต้องโดนเบียดสามทันที ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จักกันมาก่อนก็ตาม (และอย่าลืมว่า รถไฟชั้น๓ เบาะนั้นตายตัว จะขยับอะไรไม่ได้เลย แล้วนั้งลงใต้ ไม่ใช่ป้ายสองป้ายแล้วกดกรึ่งลงเหมือนรถเมล์ในกรุงเทพซะเมื่อไหร่)
และถ้าสังเกตุตั้งแต่รูปแรกๆ จะเห็นว่า พื้นทางเดินและใต้ที่นั่ง ไม่สะอาดเอาเสียเลย แต่ทุกครั้งที่เรานั้งรถไฟลงใต้ เราจะสังเกตุเห็นยายแก่ๆ หรือไม่ก็ป้าๆ หรือแม้กระทั่งแม่ เอาเสื่อ หรือบางคนอาจใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูให้เด็กๆนอนหรือบางทีก็นอนเองนอนมันใต้ที่นั่งนั่นแหละ (อันนี้กรณีช่วงเทศกาลที่รถเต็ม ต้องตีตั๋วยืน)
และที่แย่กว่านั้น
ราคาเครื่องดื่มบนรถไฟ
นำ้ขวดใสๆที่ทุกคนเห็น
ราคา 20 บาท
น้ำอัดลม
ราคา 25 บ(ส่วนตัวคิดว่า17บาทก็แพงแล้ว)
มาม่า ต้มยำกุ้ง (อันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมา) ราคา 25 บาท
ข้าวกล่องของรถไฟ (อันนี้ก็ไม่ได้ถ่ายรูปมาและไม่ได้ซื้อกินเพราะตอนเด็กเคยเจอแล้วฝังใจ และพี่เราก็บอกว่าทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่) กล่องละ 40 บาท (คุณจะได้รับข้าวหนึ่งกล่องซึ่งแข็งราวกับก้อนหิน กับเมนูง่ายๆ กะเพราะกับไข่ดาว กะเพราก็เหมือนเอาเนื้อสัตว์ไปผัดกับน้ำมัน แล้วราดลงบนข้าวแข็งๆ เมื่อคุณแกะพลาสติกที่แร๊พกล่องข้าวออก น้ำมันมันที่ไข่ดาวและกะเพราก็เยิ้มขึ้นมาประมาณครึ่งกล่องแล้วละ)
อันนี้คือด้านบน ที่วางข้าวของสัมภาระ
อัตราค่าโดยสารเฉลี่ยคนละประมาณไม่เกิน 300 บาท ถ้าลงไม่เกินนครศรีธรรมราช ไกลกว่านี้ไม่เคยนั่ง(เราจำราคาไม่ได้เพราะพี่เราซื้อ)
ที่เอามาเขียนกระทู้ก็เพราะเผื่อบางคนยังไม่รู้ และเราเองก็แอบสงสัยว่าที่พนักงานรถไฟขายข้าวขายนำ้ผู้โดยสารแพงๆ ตั๋วโดยสารชั้นอื่นที่ไม่ใช่ชั้น๓ ราคาก็ไม่สมนำ้สมเนื้อกันเท่าไหร่
ห้องน้ำน้ำก็หมดต้องเดินไปเข้าแถวๆตู้นอน ค่ารถก็ปรับตามราคาท้องตลาดเลย
ทำไมไม่เอาเงินมาพัฒนาบ้าง บางทีคนธรรมดาๆเขาก็ไม่ได้อยากได้รถไฟที่มันวิ่งเร็วๆแบบประเทศอื่นหรอก ถ้าพัฒนาตรงส่วนนี้ดีๆ แล้วเก็บตังผู้โดยสารเพิ่มอีกนิด แต่คนเดินทางสบายใจได้รับความสะดวกสะบายเราว่าแค่นี้เขาก็โอเคแล้วนะ
หนังเพียงเรื่องเดียวในไทย ที่ทำรายได้สูงกว่า 600 ล้านบาท
3 นายก ที่มีอิทธิพลที่สุดในไทย
ประเทศที่ชอบเล่นหวยมากเป็นที่ 1
จังหวัดที่ “ร้อนที่สุดในไทย” อุณหภูมิพุ่งจนคนอยู่ไม่ไหว
คณะหมอลำที่โด่งดังที่สุด ประสบความสำเร็จมากที่สุดในไทย
ต้นไม้ที่ให้ร่มเงามากที่สุด 5 อันดับ
"ข้าวต้มสามกษัตริย์" เมนูทรงโปรดจากการเสด็จประพาสต้น
5 ประเทศที่มี Soft Power ดึงดูดใจคนทั่วโลก ไทยถูกจัดอยู่ลำดับที่เท่าไหร่
ไม่ใช่กรุงเทพ? เปิดชื่อ “จังหวัดค่าครองชีพสูงสุดในไทย” ที่หลายคนคาดไม่ถึง
ความแตกต่างระหว่าง เบียร์ช้าง กับ เบียร์ลีโอ
5 อาชีพในไทย ที่ เงินเดือนเริ่มต้นสูง แบบงง ๆ บางงานเด็กจบใหม่ก็แตะ 30K+
ส่องแนวทางรวย! "ลาภลอย" จัดเต็มเลขเด่นชุดใหญ่ งวด 16 เม.ย. 69
ภาพยนตร์ของไทยที่โด่งดังในประเทศกัมพูชา
อำเภอที่มีชื่อเหมือนชื่อจังหวัด เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทย









