หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ประวัติทำเนียบรัฐบาล (Royal Thai Government House)


โพสท์โดย

 

    ทำเนียบรัฐบาล

      
            ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่ราชการสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากเป็นสถานที่ทำงานของรัฐบาลไทย นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี, สถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี, สถานที่ต้อนรับบุคคลสำคัญระดับผู้นำชาวต่างประเทศ ที่มาเยือนประเทศไทย และยังใช้เป็นสถานที่จัดงานรัฐพิธี เช่น งานสโมสรสันนิบาต เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ
            ทำเนียบรัฐบาล เดิมชื่อ "บ้านนรสิงห์" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อพระราชทานแก่ พลเอกพลเรือเอกเจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก องคมนตรี อุปนายกเสือป่า พลเอกกองทัพบก พลเรือเอกกองทัพเรือและผู้บัญชาการกรมมหรสพ ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถวายงานใกล้ชิด โปรดให้เป็นหัวหน้าห้องพระบรรทม นั่งร่วมโต๊ะเสวย ทั้งมื้อกลางวัน และกลางคืน ตลอดรัชกาล และตามเสด็จโดยลำพัง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย

          ชื่อบ้านนรสิงห์ 
          ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่า เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทาน หรือเจ้าของบ้านตั้งขึ้นเอง แต่ "นรสิงห์" นั้นเป็นชื่อของพระนารายณ์ที่ทรงอวตารลงมาในโลกมนุษย์ในร่างของนรสิงห์ เพื่อปราบยักษ์ร้ายที่ชื่อ "หิรัณยกศิปุ" โดยมีเศียร เป็นสิงห์ แต่พระวรกายเป็นมนุษย์ เล็บที่ปลายนิ้วเป็นกรงเล็บสิงห์ ใช้เป็นอาวุธฯ (รายละเอียดโปรดดูในลิลิตนารายณ์สิบปาง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) แต่เดิม บ้านนรสิงห์ เคยมีรูปปั้นนรสิงห์เต็มตัว ตั้งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ปัจจุบันรูปปั้นนรสิงห์อันเป็น สัญลักษณ์ของบ้านไม่มีอยู่แล้วไม่ทราบว่าได้เคลื่อนย้านไปอยู่ ณ ที่ใด

            ใน พ.ศ. 2484 ระหว่างสงครามมหาอาเซียบูรพา ญี่ปุ่นได้มีการเจรจาขอซื้อหรือไม่ก็ขอเช่าบ้านนรสิงห์ ด้วยเห็นว่ามีความ สวยงาม เพื่อทำเป็นสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แต่ความปรากฎในเวลาต่อมาว่า ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2484 พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ เจ้าของบ้านนรสิงห์ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ นายปรีดี พนมยงค์ เสนอขายบ้านนรสิงห์ ให้แก่รัฐบาลในราคา 2 ล้านบาท เพราะเห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะและเสียค่าบำรุงรักษาสูง กระทรวงการคลังปฏิเสธ แต่ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เห็นว่าควรซื้อบ้านนรสิงห์ทำเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง ในที่สุดตกลงซื้อขาย กันได้ในราคา 1 ล้านบาท โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทติย์ทิพอาภา และพลเอก เจ้าพระยาพิเชเยนทรโยธิน (อุ่ม พิชเยนทรโยธิน) ได้ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แล้วมอบ บ้านนรสิงห์ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล โดยให้รัฐบาลใช้เป็นสถานที่สำหรับรับรองแขกเมืองและใช้เป็นที่ตั้งทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา ดังนั้น "บ้านนรสิงห์" จึงเปลี่ยนเป็น "ทำเนียบสามัคคีชัย" และ "ทำเนียบรัฐบาล" โดยลำดับ สำนักนายกรัฐมนตรีจึงย้าย จากวังสวนกุหลาบมาอยู่ ณ ที่นี้

ตึกไทยคู่ฟ้า
          ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นตึกใหญ่ ที่มีความงามด้านสถาปัตยกรรมและมัณฑนศิลป์ที่เป็นเอกหลังหนึ่งของอาคารในประเทศไทย นับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่ายิ่ง สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้อยู่ในสภาพเดิมทุกประการ
         ชื่อไทยคู่ฟ้านี้ ตั้งขึ้นใหม่ในสมัยที่ จอมพล ป.เป็นนายกรัฐมนตรี เดิมชื่อ ตึกไกรสร ตั้งมาจากพระนามเดิมของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ ต้นราชสกุลพึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นอาคารสูงสองชั้น สถาปัตยกรรมเป็นแบบกอทิกตอนปลาย (Neo Venetain Gothic) ที่มีศิลปะของไบเซนไทน์ผสม ผนังนกเจาะช่องโค้งปลายแหลมทรงสูง ประดับลวดลายปูนปั้น บางส่วนเขียนสีแบบปูนแห้ง (Fresco Secco) มีบันไดขึ้นด้านหน้า สู่ห้องโถงกลาง โดยบนระเบียงด้านหน้าหลังคา ชั้นดาดฟ้าตึก ซึ่งเป็นจุดเด่น หากมองจากหน้าตึก เป็นแท่นประดิษฐานรูปปั้นพระพรหม 4 พระพักตร์ 4 พระกร หน้าตักกว้าง 24 นิ้ว มีกำแพงคลาสสิกบังฐานด้านหน้า อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2507

 
        รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบเวนีนโกธิค (Venetian Gothic) จะเห็นได้จากเครื่องประดับ โค้งประตู หน้าต่าง กำแพงภายนอกและภายใน โดม หัวเสา ขอบระเบียงเชิงหลังคา ซึ่งมีแบบอย่างจากวังคาโดโรที่นครเวนิส ในสมัย ค.ศ. 1309-1424 อาจจะเป็นด้วยว่าที่ตั้งของอาคารนี้มีคลองล้อมรอบถึง 4 ด้าน คล้ายกับเวนิส (ปัจจุบันนี้เห็นคลองเพียง 3 ด้าน เพราะด้านเหนือ ถมทำเป็นถนนพิษณุโลก) สถาปนิกจึงได้นำลักษณะสถาปัตยกรรมเวนีนโกธิค มาใช้กับอาคารหลังนี้ ซึ่งนับว่ามีความเหมาะสม เป็นอย่างยิ่ง

ภายในมีห้องต่างๆ ที่สวยงาม อีกทั้งตั้งชื่อไว้อย่างไพเราะ ประกอบด้วย

  • ห้องโดมทอง - ตั้งอยู่ชั้นล่างของหอคอยทางทิศใต้ เป็นห้องพักแขกของนายกรัฐมนตรี
  • ห้องสีงาช้าง - ตั้งอยู่ชั้นล่างด้านหน้าทางขวามือของห้องโดมทอง เป็นห้องรับรองแขกของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ
  • ห้องสีม่วง - ตั้งอยู่ชั้นล่างทางขวามือของตึก เป็นห้องรับรองแขกของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ห้องสีเขียว - ตั้งอยู่ชั้นล่างถัดจากห้องสีม่วงทางทิศตะวันตก เป็นห้องประชุมคณะกรรมการต่างๆ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
  • ชั้นบน - ประกอบด้วยห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี ห้องทำงานข้าราชการการเมือง และห้องที่เคยใช้สำหรับประชุมคณะรัฐมนตรีแต่เดิม


สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า
          เมื่อผ่านประตูด้านทิศตะวันออกอันเป็นประตูด้านหน้าเข้ามาแล้วจะเห็นสนามหญ้าเขียวขจีเป็นรูปวงกลมกว้างใหญ่ เต็มหน้าตึกไทยคู่ฟ้า มีถนนคอนกรีตโอบด้านใต้ ด้านเหนือ และทางขึ้น-ลงหน้าตึกไทยคู่ฟ้าซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกของสนาม สองข้างทางขึ้น-ลง มีไม้ดอกไม้ประดับปลูกอยู่โดยตลอด มีเสาไฟฟ้าที่เป็นทั้งเครื่องประดับตกแต่งสนามและให้ความสว่างใน เวลากลางคืนไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ยังมีปืนใหญ่สมัยโบราณตั้งอยู่ตามขอบสนาม ด้านละหลายกระบอกอีกด้วย

            ความสำคัญของสนามหญ้าแห่งนี้ ก็คือ ทำให้ตัวตึกไทยคู่ฟ้าที่ตั้งอยู่เบื้องหลังมีความงามสง่า โดดเด่นอยู่ท่ามกลาง อาคารหลังอื่น ๆ ที่อยู่ด้านข้างและด้านหลัง นอกจากนี้ เมื่อมีการจัดงานสำคัญ ๆ ของรัฐบาลในเวลากลางคืนซึ่งมีแขกู้มีเกียรติ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เช่น งานสโมสรสันนิบาต เนื่องในงานรัฐพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาฯ งานเฉลิมพระเกียรติฯ และงาน ต้อนรับบุคคลสำคัญระดับประมุขของต่างประเทศ สนามหญ้าแห่งนี้จะได้รับการตกแต่งประดับแสงไฟอันมีสีสันมากมายงาม ระยับไปทั่วบริเวณ

       ตึกสันติไมตรี 
            ตึกหลังนี้ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของตึกไทยคู่ฟ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออกและอยู่ในแนวเดียวกับตึกไทยคู่ฟ้าเป็นตึกชั้นเดียว ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร มี 2 หลังคู่ขนานกันไปทางด้านหลัง มีลานหินอ่อนสี่เหลี่ยมและน้ำพุระหว่างสองตึก มีระเบียงรอบเดินถึงกันได้ โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง ทั้งภายนอกภายในอาคาร เช่นเดียวกับตึกไทยคู่ฟ้า
            เนื่องจากตึกสันติไมตรีเป็นตึก 2 หลัง คู่กันดังกล่าว จึงเรียกตึกที่อยู่ด้านทิศตะวันออกว่า "ตึกสันติไมตรีหลังนอก" ส่วนหลัง ที่อยู่ทิศตะวันตก เรียกว่า "ตึกสันติไมตรีหลังใน"

  • ตึกสันติไมตรีหลังนอก - สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2497 ในสมัยที่ จอมพล ป.เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยง และรับรองแขกจำนวนมาก รวมทั้งประชุมสัมมนาของหน่วยราชการ ประกอบด้วย ห้องรับรองใหญ่ ห้องรับรองเล็ก ห้องพักรอของนักแสดง/นักดนตรี และห้องควบคุมแสงเสียงหลังเวที อาคารหลังนี้ออกแบบโดย หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล
  • ตึกสันติไมตรีหลังใน - สร้างขึ้นสมัยจอมพลถนอม เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ในกิจการเช่นเดียวกับหลังนอก เนื่องจากพื้นที่ไม่เพียงพอต่อการจัดงานใหญ่ ประกอบด้วย ห้องโถงใหญ่ และห้องสีฟ้า ซึ่งเป็นห้องพักรับรองแขกของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อาคารหลังนี้ออกแบบโดย พันเอก จิระ ศิลปกนก  


            วัตถุประสงค์ของตึกสันติไมตรีก็เพื่อใช้ในงานราชการอเนกประสงค์ เช่น งานเลี้ยงรับรองแขกต่างประเทศที่สำคัญ พิธีมอบ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ พิธีมอบรางวัล เป็นสถานที่ประชุมและจัดสัมมนา รวมทั้งเป็นสถานที่รับแขกภายในประเทศจำนวนมากที่ขอเข้าพบ เช่น นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มบุคคลอื่น ๆ และที่ห้องนี้สมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดให้เป็นห้องสำหรับนายกรัฐมนตรีพบและให้สัมภาษณ์ผู้แทนสื่อมวลชน 

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
zhugeliang's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 2,690 ครั้ง
โพสท์โดย zhugeliang
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ต้นไม้ที่ให้ร่มเงามากที่สุด 5 อันดับจังหวัดที่ “ร้อนที่สุดในไทย” อุณหภูมิพุ่งจนคนอยู่ไม่ไหว5 อาชีพในไทย ที่ เงินเดือนเริ่มต้นสูง แบบงง ๆ บางงานเด็กจบใหม่ก็แตะ 30K+คณะหมอลำที่โด่งดังที่สุด ประสบความสำเร็จมากที่สุดในไทยเลขเด็ดม้าสีหมอก งวด 16 เม.ย. 69 มาแล้วหนังเพียงเรื่องเดียวในไทย ที่ทำรายได้สูงกว่า 600 ล้านบาท“เจเจ” อดีตภรรยา ขับรถ 300 กม. รับอัฐิ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” หลังดราม่ายังไม่จบทายนิสัยจาก "ท่าเดิน" ล้วงลึกตัวตนผู้ชายผ่านความเร็วในการก้าวเดินความแตกต่างระหว่าง เบียร์ช้าง กับ เบียร์ลีโอแบรนด์ไทย กลายเป็นสัญลักษณ์ความหรูหรา ในลาวจังหวัดที่ “คนรวยเยอะที่สุดในไทย” ไม่ใช่ที่คุณคิดอันดับแรก5 ประเทศที่มี Soft Power ดึงดูดใจคนทั่วโลก ไทยถูกจัดอยู่ลำดับที่เท่าไหร่
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
หนังเพียงเรื่องเดียวในไทย ที่ทำรายได้สูงกว่า 600 ล้านบาท3 นายก ที่มีอิทธิพลที่สุดในไทยแนะนำ! เว็บไซต์ ai สามารถวาดรูป [l8+](สร้างฟรี) ผู้ใหญ่เท่านั้น
ตั้งกระทู้ใหม่