หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

อสุรกายหิมาลัย


โพสท์โดย

การพบเพียงแค่รอยเท้าของสัตว์เดินสองเท้าขนาดใหญ่บนเทือกเขาหิมาลัยสามารถสร้างความฮือฮาให้กับคนทั้งโลก แต่สำหรับชาวทิเบตพวกเขาเคยเห็นตัวเป็นๆและมีโครงกระดูกมันอยู่ในครอบครอง

                    



               เดือนพฤศจิกายน 1951 อีริค ชิปตัน (Eric Shipton) นักปีนเขาชาวอังกฤษ พร้อมลูกทีมกว่า 10 ชีวิต ออกสำรวจเส้นทางไปสู่เอเวอเรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก มันเป็นการปีนเทือกเขาหิมาลัยครั้งที่ 5 ของเขา แต่การสำรวจคราวนี้เขาได้ค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าเส้นทางสู่ยอดเขาเสียอีก

                       

อีริค ชิปตัน (Eric Shipton)



               บ่ายของวันที่ 8 พฤศจิกายน 1951 อีริคและลูกทีมพบรอยเท้าของสัตว์ใหญ่คล้ายกับมนุษย์หรือสัตว์ในตระกูลลิงบริเวณฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของยอดเขาเอเวอเรสต์ มันมีความยาวราว 12 นิ้ว กว้าง 5 นิ้ว มีนิ้วใหญ่ 2 นิ้ว และนิ้วเล็ก 3 นิ้ว

                     



               อีริคสั่งมิเชล วอร์ด (Michael Ward) ให้เอาเท้าไปเทียบข้างๆรอยเท้าประหลาด เพื่อที่เขาจะได้ใช้เป็นตัวเปรียบเทียบขนาดและนำเหล็กเจาะน้ำแข็งไปวางข้างๆเพื่อเปรียบเทียบอีกภาพ มันเป็นเพียงภาพถ่าย 2 ภาพที่อีริคได้บันทึกไว้ในวันนั้น หากแต่ต่อมาภายหลังได้มีคนนำเอาภาพถ่ายรอยเท้าที่ยาวเป็นแนวไปสุดลูกหูลูกตาซึ่งอีริคถ่ายไว้ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงมาใช้อ้างอิงถึงรอยเท้าอสุรกายบนเทือกเขาหิมาลัย แต่แท้ที่จริงแล้วรอยเท้าที่ปรากฏยาวเป็นแนวนั้นเป็นเพียงรอยเท้าลาภูเขาซึ่งอีริคบันทึกภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก
                                   


                                 



               อีริคเคยพบรอยเท้าประหลาดคล้ายกันนี้ในการปีนเทือกเขาหิมาลัยครั้งก่อนๆ เขาเคยพยายามเดินตามรอยเท้าแต่ก็ล้มเหลวเพราะรอยเท้าหายไปบนพื้นที่เป็นน้ำแข็งหรือลานหิน แต่รอยเท้าที่พบวันนี้ดูยังใหม่ๆ ไม่น่าจะนานเกินกว่า 24 ชั่วโมง

              เซน เต็นซิง คนนำทางชาวเชอร์ป้าเล่าให้ฟังว่า เมื่อ 2 ปีก่อนเขากับเพื่อนๆเคยเห็นตัวเป็นๆอสุรกายหิมาลัยปรากฏกายบริเวณใกล้กับหมู่บ้านเต็งบอเช่ มันมีลักษณะครึ่งคนครึ่งสัตว์ สูงประมาณ 5 ฟุต 6 นิ้ว ศีรษะเรียวแหลม มีขนทั่วตัวสีน้ำตาลแดง แต่ไม่มีขนบนใบหน้า ชาวเชอร์ป้าเรียกสัตว์ประหลาดนี้ว่า ”เยติ”
                         
                          



              อีริคนำลูกทีมออกสำรวจเส้นทางต่อเพราะจุดประสงค์ในการปีนเขาครั้งนี้คือสำรวจเส้นทางสู่ยอดเขา ในขณะที่ลูกทีมกลุ่มหนึ่งขอแยกตัวออกไปตามหาเจ้าของรอยเท้าปริศนา แต่หลังจากติดตามไปได้เพียง 1 ไมล์ พวกเขาก็พบกับธารน้ำแข็งจึงต้องยอมแพ้เดินทางกลับมารวมกับพรรคพวก

ซึ่งต้องพิสูจน์

              ภาพถ่ายของอีริคเป็นที่กล่าวขานและถูกนำมาใช้อ้างอิงว่าตำนานอสุรกายหิมาลัยหรือเยตินั้นมีอยู่จริง เรื่องนี้รู้ไปถึงหู โทมัส สลิก (
Thomas Slick) ทายาทมหาเศรษฐีบ่อน้ำมันชาวเทกซัส เขาต้องการหลักฐานยืนยันที่ดีกว่าภาพถ่ายรอยเท้า จึงควักกระเป๋าออกทุนจ้างนักสำรวจมืออาชีพ ปีเตอร์ ไบร์น (Peter Byrne) เดินทางไปสืบสวนเรื่องราว

                        



              ปีเตอร์เดินทางถึงประเทศเนปาลในปี 1958 และก็เช่นเดียวกันกับนักปีนเขาหิมาลัยคนอื่นๆ ปีเตอร์จ้างชาวเชอร์ป้าเป็นคนนำทาง ระหว่างที่ค้างแรมบนเทือกเขาใกล้กับหมู่บ้านปังบอเช่ ปีเตอร์ได้ยินชาวเชอร์ป้าคุยกันว่าวัดในหมู่บ้านนี้มีโครงกระดูกอสุรกายหิมาลัย เขาไม่รอช้ารีบบอกให้คนนำทางพาไปที่วัดดังกล่าว

              ลามะนำโครงกระดูกมือและส่วนบนของกะโหลกเยติออกมาให้อาคันตุกะได้ชม โครงกระดูกมือมีลักษณะคล้ายกระดูกมือมนุษย์ แต่มีสีดำ ยังคงมีเศษหนังติดโครงกระดูกอยู่ประปราย มันชุ่มไปด้วยคราบน้ำมันจากตะเกียงและเทียนที่ทางวัดจุดให้แสงสว่างภายในวัด ส่วนกะโหลกส่วนมีบนลักษณะเรียวแหลมและยังคงมีหนังติดขนสีน้ำตาลแดง

                        


                       



              ปีเตอร์ดีใจมากที่ภาระบรรลุกิจของเขาอย่างง่ายดาย เขาบริจาคเงินก้อนหนึ่งให้กับทางวัดเพื่อแลกเปลี่ยนกับการขอนำโครงกระดูกนี้ไปศึกษา หากแต่ว่าพระทิเบตปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าการนำโครงกระดูกเยติไปจากวัดจะทำให้ทางวัดประสบภัยพิบัติ ปีเตอร์จึงทำได้แค่เพียงถ่ายภาพโครงกระดูกกลับมา

ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ต้องเอาด้วยกล


              ปีเตอร์เดินทางกลับมายังลอนดอน เขาเล่าถึงสิ่งที่พบเห็นให้กับนักวานรวิทยา ดร.วิลเลี่ยม ฮิลล์ (William Hill) ให้ได้ทราบ ดร.วิลเลี่ยมสนใจและแนะนำให้ปีเตอร์กลับไปทิเบตอีกครั้ง พยายามอ้อนวอนขอตัวอย่างโครงกระดูกกลับมาศึกษา หากแม้นว่าได้รับการปฏิเสธก็ให้ขโมยมาเสียดื้อๆ

              ว่าแล้ววิลเลี่ยมก็หยิบโครงกระดูกปลายนิ้วมนุษย์ชิ้นหนึ่งบรรจุลงในซองสีน้ำตาล แนะนำว่าให้ปีเตอร์ขโมยกระดูกปลายนิ้วเยติกลับมาโดยให้เอาโครงกระดูกปลายนิ้วชิ้นนี้ไปสลับสับเปลี่ยน พระทิเบตจะได้ไม่สงสัย

              ปีเตอร์บินกลับไปยังเนปาลในปี 1959 และออกเดินทางต่อไปที่วัดปังบอเช่ หลังจากได้รับการปฏิเสธให้ยืมโครงกระดูกเยติ ปีเตอร์ก็ดำเนินตามแผนสลับสับเปลี่ยนช้นส่วนกระดูกปลายนิ้วมือ เขารีบกลับออกจากประเทศเนปาลเดินทางไปยังเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย

               



              บังเอิญว่าเจมส์ สต๊วร์ต (James Stewart) ดาราที่มีชื่อเสียงของฮอลลีวู้ด และเป็นเพื่อนกับปีเตอร์ เดินทางมาพักผ่อนในอินเดีย ปีเตอร์ไหว้วานให้เจมส์ช่วยลักลอบนำโครงกระดูกเยติออกนอกประเทศกลับไปยังอังกฤษ เนื่องจากด่านตรวจคนเข้าเมืองในกรุงลอนดอนค่อนข้างจะเข้มงวด

              เจมส์ตกปากรับคำ โดยเขาซ่อนโครงกระดูกเอาไว้ใต้กล่องใส่ชุดชั้นในของภรรยา แต่เมื่อเดินถึงกรุงลอนดอนกลับปรากฏว่ากล่องใส่ชุดชั้นในหายไป ระหว่างรออย่างอกสั่นขวัญแขวน ไม่กี่วันต่อมาเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานกรุงลอนดอนนำกล่องใส่ชุดชั้นในมาคืนให้กับเจมส์โดยกล่าวคำขอโทษ และให้คำยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้เปิดดูว่าข้างในมีอะไรบรรจุอยู่


เหมือนมนุษย์ แต่จะใช่หรือเปล่า?

              ในที่สุดโครงกระดูกปลายนิ้วเยติก็ถูกนำส่งถึงมือ ดร.วิลเลี่ยม โดยมีคนรู้เรื่องนี้เพียงแค่ 5 คนเท่านั้นคือ ตัว ดร.วิลเลี่ยม, ปีเตอร์, เจมส์, ภรรยาเจมส์ และโทมัส หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก จากการวิเคราะห์เบื้องต้น ดร.วิลเลี่ยมลงความเห็นว่ามันใกล้เคียงกับโครงกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) แต่เขาก็ยังไม่แน่ใจนัก

              นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าโครงกระดูกที่ได้มาเป็นโครงกระดูกของสัตว์ตระกูลใด จนกระทั่งมีการพัฒนาพิสูจน์โครงสร้างทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) โครงกระดูกดังกล่าวถูกส่งไปยังห้องทดลองในสกอตแลนด์ ดร.ร็อบ โจนส์ (Rob Jones) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสประจำสถาบันสัตววิทยาสกอตแลนด์ลงความเห็นว่า มันมีโครงสร้างทางพันธุกรรมคล้ายมนุษย์ในแถบทวีปเอเชียมากๆ แต่ยังไม่สามารถเจาะจงลงไปได้ว่าเป็นชนชาติไหน

               



              ปี 1991 รายการสารคดี Unsolved Mysteries (ปริศนาที่ยังไม่ถูกเฉลย) ได้เผยแพร่เรื่องราวโครงกระดูกปริศนา หลังจากรายการโทรทัศน์นี้ออกอากาศเพียงไม่นาน โครงกระดูกเยติในวัดปังบอเช่ก็ถูกมือดีแอบขโมยไป โดยคาดว่าปัจจุบันมันถูกส่งไปเก็บไว้ในห้องสะสมของใครบางคนที่ไม่เปิดเผยตัว

              หลังจากนั้นกินเวลาอีก 10 ปี ดร.วิลเลี่ยมเพิ่งจะสำนึกผิด รู้ตัวว่าเป็นต้นเหตุสร้างความเดือดร้อนให้กับวัดปังบอเช่ จึงทำการติดต่อกับทางวัดเพื่อส่งมอบคืนโครงกระดูกปลายนิ้วที่แอบส่งคนไปขโมยมาเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยโครงกระดูกดังกล่าวถูกนำส่งคืนให้กับทางวัดเมื่อปลายปี 2011 ที่ผ่านมา

              และเพื่อเป็นการล้างบาปที่ก่อขึ้น ได้มีการติดต่อบริษัทเวต้า เวิร์คช็อปส์ บริษัทผู้ออกแบบและสร้างโมเดลให้กับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ทำการสร้างแบบจำลองโครงกระดูกเยติที่ถูกขโมยไป โดยใช้ภาพถ่ายของปีเตอร์ ไบร์น เมื่อปี 1958 เป็นต้นแบบ ส่งมอบให้กับวัดปังบอเช่ จนกว่าจะสามารถติดตามนำโครงกระดูกเยติที่ถูกขโมยไปกลับคืนมาได้

              ผลการวิเคราะห์ครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2011 ก่อนจะส่งโครงกระดูกปลายนิ้วคืนกลับสู่วัดปังบอเช่ นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันสัตววิทยาเอดินเบิร์จ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าเป็นโครงสร้างทางพันธุกรรมของมนุษย์อย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย


              หากมองในอีกมุมหนึ่ง อสุรกายหิมาลัยก็คือตำนานพื้นบ้านของชนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งเหมือนกับคนทั่วไปทั่วโลกที่มีตำนานพื้นบ้านประจำถิ่น แต่ชาติมหาอำนาจเองต่างหากที่เป็นจริงเป็นจัง เอาไปสร้างกระแสแล้วก็มายกตนข่มท่านในภายหลัง มันถูกต้องแล้วหรือ?

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 8 ฉบับที่ 370 วันที่ 28 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555 หน้า 48 คอลัมน์  ร้ายสาระ โดย ศิลป์ อิศเรศ

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หมาเเพนดี้ หมีเเพนด's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 10,814 ครั้ง
โพสท์โดย หมาเเพนดี้ หมีเเพนด
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
36 VOTES (4/5 จาก 9 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
5 ความเจริญของไทย ภาพลักษณ์ใหม่ที่ชาวต่างชาติแห่ชื่นชมจังหวัดที่พูดภาษาเขมรมากที่สุดในประเทศไทยเปิดแอร์ 24 ชม. จ่ายกี่บาท?ภาษาท้องถิ่นในไทยที่ไม่มีตัวอักษรและไม่สามารถเขียนได้2 ภาษา ที่มีคนใช้น้อยที่สุดในโลก10 โรงเรียนเอกชน ที่เก่าแก่สุดในประเทศไทยคณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาวไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุดนิสัยจากวันเกิดเพิ่งรู้ว่า มี 9 ประเทศแล้ว ทึ่แบนโซเชียลสำหรับเยาวชน5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
"เพ้นท์มือ"สิ่งที่ต้องทำเมื่อไปเที่ยวอินเดีย ชุยปุระนครสวยงามมากลดกินหวาน ต้านความชราเปิดโผ 5 จังหวัดรวยเงียบ รายได้ต่อหัว (GPP) สูงปรี๊ดจนคนกรุงเทพฯ ยังอึ้ง19 คุณประโยชน์ของ ‘สะระแหน่’ สมุนไพรใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม7 ถ้ำสุดประหลาดและมหัศจรรย์ที่สุดในโลกธรรมชาติมักสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ให้เราประหลาดใจอยู่เสมอตำรวจฝรั่งเศสช่วยเด็ก 9 ขวบ ถูกพ่อขังในรถตู้ สภาพอิดโรยไม่สามารถเดินได้
ตั้งกระทู้ใหม่