ยางลบ ทำมาจากอะไร?
ข้อมูล จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีบนอินเตอร์เน็ต
ระบุว่า ยางลบ อเมริกันเรียก eraser อังกฤษเรียก rubber คือเครื่องเขียนชนิดหนึ่ง
ใช้สำหรับลบรอยดินสอหรือปากกาที่เขียนบนวัสดุ เช่น กระดาษ
ดินสอส่วนมากจึงมักจะมียางลบติดมาด้วยเพื่อใช้ควบคู่กัน
วิธีใช้ ใช้ยางลบถูไปมาบนรอยดินสอที่ไม่ต้องการ การทำงานลบรอยคือ เนื้อยางลบเสียดสีไปกับรอยดินสอที่ติดบนกระดาษ โดยกระดาษเสียหายน้อยมาก เพราะยางลบมีความนุ่ม ยืดหยุ่น ยิ่งลบมากเท่าไรเนื้อยางลบก็หดหายไปเรื่อยๆ แต่ที่ยางลบไม่สามารถลบปากกาได้นั้นเพราะปากกาใช้น้ำหมึกที่เขียนแล้วซึมลง ในเนื้อกระดาษ ไม่ได้เหลือค้างไว้อย่างรอยดินสอ จึงติดแน่นกว่า ยางลบจึงลบไม่ออก แต่ยาง ลบชนิดแข็งจะขูดเอาผิวหน้าของกระดาษออกไปจนลบหมึกออก หากลบแรงไปบางทีกระดาษขาดเลยก็มี
ยางลบนั้นทำมาจากยางเป็นหลัก ยางที่ว่าคือยางพารา แต่สำหรับยางลบที่ใช้งานเฉพาะทางก็อาจผลิตด้วยไวนิล พลาสติก หรือยางธรรมชาติอื่นๆ ก็ได้ ส่วนมากจะพบเป็นสีขาว แต่ก็สามารถผลิตให้เป็นสีอื่นๆ ได้แล้วแต่ส่วนผสมของวัสดุ
ประวัติ ยางลบที่ปลายดินสอ ผู้คนในสมัยก่อนใช้ขนมปังสีขาวที่ไม่มีขอบเพื่อลบรอยดินสอแกรไฟต์และถ่านหิน ซึ่งวิธีนี้บางครั้งยังมีการใช้อยู่โดยศิลปินสมัยใหม่
ในปีค. ศ.1770 วิศวกรชาวอังกฤษชื่อ เอ็ดเวิร์ด แนร์น (Edward Nairne) ได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดค้นยางลบที่ทำจากยางเป็นคนแรก ต้นตอมาจากการที่เอ็ดเวิร์ดไปหยิบก้อนยางแทนที่จะเป็นขนมปังมาถูรอยดินสอโดย ไม่ได้ตั้งใจ และค้นพบคุณสมบัติในการลบของยาง จากนั้นจึงเริ่มผลิตยางลบออกขาย และมีการรายงานว่ายางลบของเขามีราคา 3 ชิลลิงต่อครึ่งลูกบาศก์นิ้ว ซึ่งแพงมากในสมัยนั้น
อย่างไรก็ตาม ยางลบก็ไม่ได้ทำให้เกิดความสะดวกสบายไปมากกว่าขนมปัง เนื่องจากยางลบในขณะนั้นเน่าเสียและย่อยสลายได้เหมือนขนมปัง ต่อมาในปี ค.ศ.1839 ชาร์ลส์ กูดเยียร์ (Charles Goodyear) ค้นพบกระบวนการวัลคาไนเซชั่น (vulcanization) ซึ่งเป็นวิธีการรักษายางและทำให้เป็นวัสดุที่คงทนถาวร ยางลบชนิดนี้จึงเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ.1858 ไฮเมน ลิปแมน (Hymen Lipman) จากฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา จดสิทธิบัตรในการติดยางลบเข้ากับปลายดินสออีกข้างหนึ่งเป็นครั้งแรก แต่ในภายหลังถูกยกเลิกเนื่องจากเป็นเพียงการนำอุปกรณ์สองชนิดประกอบเข้าด้วย กัน มากกว่าที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่
ประเภทของยางลบในท้องตลาดมี หลายเกรด ตามชนิดของวัสดุและคุณภาพ มีตั้งแต่ราคาก้อนละไม่กี่บาทมีสกรีนลาย เนื้อไม่ค่อยดีเพราะทำให้กระดาษเสีย ขึ้นมาจนถึงยางลบทั่วไปสีขาวขุ่น เนื้อค่อนข้างแข็ง มีขี้ยางลบเป็นขุยๆ ผงๆ ราคาปานกลาง
ยางลบชนิดที่ มีการพัฒนาขึ้นมาให้ไม่มีขี้ยางลบ คือ ชนิด non dust เนื้อจะเหนียว ถ้าตั้งใจลบดีๆ ขี้ยางลบจะติดกันออกมาเป็นเส้นยาวๆ ได้ และชนิดที่เขียนว่า พลาสติก อีเรเซอร์ (Plastic Eraser) เป็นประเภทเนื้อเหนียว ลักษณะคล้ายชนิดไร้ฝุ่น non dust ยางลบที่ดีมีราคาแพงมีลักษณะคือ เนื้อเหนียว ลบสะอาด ออกแรงน้อย
Credit : clipmass
วิธีใช้ ใช้ยางลบถูไปมาบนรอยดินสอที่ไม่ต้องการ การทำงานลบรอยคือ เนื้อยางลบเสียดสีไปกับรอยดินสอที่ติดบนกระดาษ โดยกระดาษเสียหายน้อยมาก เพราะยางลบมีความนุ่ม ยืดหยุ่น ยิ่งลบมากเท่าไรเนื้อยางลบก็หดหายไปเรื่อยๆ แต่ที่ยางลบไม่สามารถลบปากกาได้นั้นเพราะปากกาใช้น้ำหมึกที่เขียนแล้วซึมลง ในเนื้อกระดาษ ไม่ได้เหลือค้างไว้อย่างรอยดินสอ จึงติดแน่นกว่า ยางลบจึงลบไม่ออก แต่ยาง ลบชนิดแข็งจะขูดเอาผิวหน้าของกระดาษออกไปจนลบหมึกออก หากลบแรงไปบางทีกระดาษขาดเลยก็มี
ยางลบนั้นทำมาจากยางเป็นหลัก ยางที่ว่าคือยางพารา แต่สำหรับยางลบที่ใช้งานเฉพาะทางก็อาจผลิตด้วยไวนิล พลาสติก หรือยางธรรมชาติอื่นๆ ก็ได้ ส่วนมากจะพบเป็นสีขาว แต่ก็สามารถผลิตให้เป็นสีอื่นๆ ได้แล้วแต่ส่วนผสมของวัสดุ
ประวัติ ยางลบที่ปลายดินสอ ผู้คนในสมัยก่อนใช้ขนมปังสีขาวที่ไม่มีขอบเพื่อลบรอยดินสอแกรไฟต์และถ่านหิน ซึ่งวิธีนี้บางครั้งยังมีการใช้อยู่โดยศิลปินสมัยใหม่
ในปีค. ศ.1770 วิศวกรชาวอังกฤษชื่อ เอ็ดเวิร์ด แนร์น (Edward Nairne) ได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดค้นยางลบที่ทำจากยางเป็นคนแรก ต้นตอมาจากการที่เอ็ดเวิร์ดไปหยิบก้อนยางแทนที่จะเป็นขนมปังมาถูรอยดินสอโดย ไม่ได้ตั้งใจ และค้นพบคุณสมบัติในการลบของยาง จากนั้นจึงเริ่มผลิตยางลบออกขาย และมีการรายงานว่ายางลบของเขามีราคา 3 ชิลลิงต่อครึ่งลูกบาศก์นิ้ว ซึ่งแพงมากในสมัยนั้น
อย่างไรก็ตาม ยางลบก็ไม่ได้ทำให้เกิดความสะดวกสบายไปมากกว่าขนมปัง เนื่องจากยางลบในขณะนั้นเน่าเสียและย่อยสลายได้เหมือนขนมปัง ต่อมาในปี ค.ศ.1839 ชาร์ลส์ กูดเยียร์ (Charles Goodyear) ค้นพบกระบวนการวัลคาไนเซชั่น (vulcanization) ซึ่งเป็นวิธีการรักษายางและทำให้เป็นวัสดุที่คงทนถาวร ยางลบชนิดนี้จึงเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ.1858 ไฮเมน ลิปแมน (Hymen Lipman) จากฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา จดสิทธิบัตรในการติดยางลบเข้ากับปลายดินสออีกข้างหนึ่งเป็นครั้งแรก แต่ในภายหลังถูกยกเลิกเนื่องจากเป็นเพียงการนำอุปกรณ์สองชนิดประกอบเข้าด้วย กัน มากกว่าที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่
ประเภทของยางลบในท้องตลาดมี หลายเกรด ตามชนิดของวัสดุและคุณภาพ มีตั้งแต่ราคาก้อนละไม่กี่บาทมีสกรีนลาย เนื้อไม่ค่อยดีเพราะทำให้กระดาษเสีย ขึ้นมาจนถึงยางลบทั่วไปสีขาวขุ่น เนื้อค่อนข้างแข็ง มีขี้ยางลบเป็นขุยๆ ผงๆ ราคาปานกลาง
ยางลบชนิดที่ มีการพัฒนาขึ้นมาให้ไม่มีขี้ยางลบ คือ ชนิด non dust เนื้อจะเหนียว ถ้าตั้งใจลบดีๆ ขี้ยางลบจะติดกันออกมาเป็นเส้นยาวๆ ได้ และชนิดที่เขียนว่า พลาสติก อีเรเซอร์ (Plastic Eraser) เป็นประเภทเนื้อเหนียว ลักษณะคล้ายชนิดไร้ฝุ่น non dust ยางลบที่ดีมีราคาแพงมีลักษณะคือ เนื้อเหนียว ลบสะอาด ออกแรงน้อย
Credit : clipmass

เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
96 VOTES (4/5 จาก 24 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ไทยเด้ง หลวงพี่โต้ง งวด 1 พ.ย. 2569 ถอดใบแนวทางเลขเขียนมือ แยกชุด 3 ตัว เลขวงกลม และเลขวิ่ง
เครื่องบินโดยสารโดนพายุลูกเห็บถล่มใส่จนหน้าเละ
เพื่อนเจ้าสาวถูกเพื่อนเจ้าบ่าวรุมแกล้งในงานแต่งจนเจ็บปางตาย
10 เลขขายดี "สลากใบแดง" งวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
อาแป๊ะ เปิดแนวทางเลขเด็ดรัฐบาลไทย งวด 1 พ.ย. 69 เผยชุดเลขสามตัวและสองตัว
บริษัทที่มียอดการทำกำไรมากที่สุด อันดับ 1 ของประเทศไทย
หมู่บ้านที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่ไหน
สรุปเส้นทางความสำเร็จและเงินรางวัลสะสม "ภราดร ศรีชาพันธุ์" ตำนานมือ 9 ของโลกผู้พลิกประวัติศาสตร์เทนนิสไทย
เปิด 10 อำเภอที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่ราคาประเมินเริ่มเพียง 10,000 บาทต่อไร่
เหรียญเงินบาทไทยที่ถูกผลิต น้อยที่สุด และหายากมาก ที่สุดในปัจจุบัน
รู้จักศัพท์ใหม่ Last Boss คืออะไร? ทำไมกลายเป็นคำปริศนาในคดีบุ๋ม ปนัดดา
เปิดอันดับโรงเรียนรัฐบาลสอบเข้า ม.1 ยากที่สุด ปี 2569Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
บริษัทที่มียอดการทำกำไรมากที่สุด อันดับ 1 ของประเทศไทย
อาแป๊ะ เปิดแนวทางเลขเด็ดรัฐบาลไทย งวด 1 พ.ย. 69 เผยชุดเลขสามตัวและสองตัว
เครื่องบินโดยสารโดนพายุลูกเห็บถล่มใส่จนหน้าเละ
ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?
อินฟลูเอนเซอร์ไลฟ์สดประสบการณ์การรับประทานอาหารที่กลายเป็นไวรัลเนื่องจากความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าอาหารสูงถึง 1.6 ล้านเยน