องค์กรซ่อนข่มเหง
ผมเห็นประกาศรับสมัครงานของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งทำเลตั้งอยู่ใกล้ทะเล รู้สึกสนใจเพราะภรรยาชอบบรรยากาศทะเล และอยากลองทำงานราชการ จึงลองส่งประวัติไปให้เขาพิจารณา ส่งไป 3 รอบ มีการนัดสัมภาษณ์ online ทุกครั้ง จนครั้งที่ 3 ผมบอกไปตรงๆว่าอยากร่วมงานกับมหาวิทยาลัย จึงมีการนัดสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์อีกครั้งที่อาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ด้านหน้าอาคาร มีป้ายระบุว่าเป็นสำนักงานทนายความ พอผมผ่านการสอบข้อเขียน เขาก็เปิดโอกาสให้ถามข้อสงสัย ผมจึงถามว่า ตกลงสถานที่ทำงาน คือ ที่นี่หรือที่ไหน ทางผู้บริหารองค์กรก็ชี้แจงว่า ทำที่นี่ องค์กรนี้เป็นศูนย์วิจัย ซึ่งเป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัย เดิมก็อยู่ในมหาลัย แต่มันวุ่นวาย แออัด ที่จอดรถก็ไม่ค่อยสะดวก จึงย้ายมาอยู่ตรงนี้ ผมถามต่อว่ามีสวัสดิการอะไรบ้าง เขาก็บอกว่า มีประกันสังคมตามมาตรฐาน และมี outing (พาเที่ยว) ทุกปี
สัปดาห์แรก ก็ได้รับมอบหมายงานเขียนทันที แรกๆ อะไรๆ มันก็ดูดี มาถึงปุ๊บมีการถามขนาดเสื้อ เพื่อจะไปทำเสื้อกีฬาให้ มีการให้พนักงาน 2 คนมาช่วยปฐมนิเทศ คนหนึ่งคือฝ่ายบุคคล (HR; Human Resource) อีกคนเป็นฝ่ายจัดการโครงการ น้องคนหลังมาอธิบายว่า
- ผังองค์กรนี้ แบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายเขียนรายงาน 3 คน ฝ่ายจัดการโครงการ 3 คน และฝ่ายสำนักงาน 3 คน ฝ่ายบริหาร 2 คน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งคู่ คนหนึ่งผู้หญิงเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์วิจัย อีกคนผู้ชาย เป็นศาสตราจารย์ แถมเป็นทนายด้วย
- การลากิจ ต้องแจ้งล่วงหน้า อย่างน้อย 1 สัปดาห์ ไม่อนุญาตให้ลา (รวมทั้งลาป่วย) ในวันจันทร์และวันศุกร์ เพราะมักเป็นวันที่ประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการ
- ถัดไปอีกเดือนจะมีกิจกรรมงานกีฬาสี
- การทำงานล่วงเวลา (OT; Over Time) ต้องแจ้งล่วงหน้า และทำต่อเนื่อง 4 ชั่วโมง ขึ้นไป จึงจะมีสิทธิเบิก และเป็นค่าล่วงเวลาแบบเหมา คือ ไม่ว่าจะทำนานเท่าไร ก็จะจ่ายเพียง 400-800 บาท พิจารณาตามลำดับขั้นของตำแหน่งงาน
- ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องไปเม้ามอยกับบริษัทข้างเคียง
พอปลายสัปดาห์ ฝ่ายบุคคลก็เอาสัญญาจ้างมาให้เซ็น 3 ฉบับ
ฉบับที่ 1 : สัญญาจ้างเหมาบริการ ยาวประมาณ 6 หน้า ระบุระยะเวลาทดลองงาน 4 เดือน ผมถาม HR ว่าทำประกันสังคมให้หรือไม่ น้องแจ้งว่า บริษัทจะทำประกันสังคมให้ หลังผ่านทดลองฝานแล้ว ผมถามต่อว่า ถ้าผ่านแล้วจะมีสัญญาจ้างให้เซ็นใช่ไหม น้องบอกว่าใช่ เป็นสัญญาจ้างรายปี
ฉบับที่ 2 : สัญญาค้ำประกัน ใจความ คือ หากพนักงานทำความเสียหายอะไรให้บริษัท พนักงานคนนั้นหรือผู้ค้ำประกันจะต้องเป็นผู้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น แค่สัญญาฉบับนี้ ก็ทำให้ไม่มีใครกล้าร้องเรียนหรือฟ้องร้องอะไรพวกเขาแล้ว ไม่ใช่ว่า น่าเกรงขามอิทธิพล อำนาจมืดอะไรหรอกครับ โดยทั่วไป ไม่มีใครอยากขึ้นโรงขึ้นศาล ให้มันเสียเงิน เสียเวลา เสียอารมณ์หรอก เค้าเอาเวลาไปทำมาหากินยังดีซะกว่า ด้วยเหตุผลนี้แหละทำให้บริษัทนี้ย่ามใจ
ฉบับที่ 3 : สัญญา PDPA ใจความ คือ ห้ามนำข้อมูลภายในบริษัทไปเปิดเผย
ทุกสัญญา ฝ่ายคู่สัญญาเป็นบริษัท สมมติว่า ชื่อ บริษัท S ละกัน ผมก็เซ็นแล้วแนบสำเนาบัตรประชาชนไปให้ตามที่เขาขอ สัก 3 วัน เขาก็ให้เซ็นสัญญาชุดใหม่อีก แต่เป็นชื่อบริษัท G แต่ก็ไม่เคยให้สัญญาคู่ฉบับคืนผมกลับมาสักฉบับนะ จากนั้นผมก็วุ่นวายเรื่องเอกสารต่างๆ เช่น ใบรับรองแพทย์ ซึ่งเขากำหนดว่า จะต้องเป็น รพ.รัฐเท่านั้น (ห้ามใช้จาก cLinic) และเปิดบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งที่นิยมใช้จ่ายเงินเดือนของหน่วยราชการ นอกจากนี้ รูปติดใบสมัครงาน ยังต้องเป็นรูปที่ถ่ายจากร้านถ่ายรูปรุ่นเก่าด้วย ห้าม print แม้จะใช้กระดาษ photo ก็ไม่ได้ น้อง HR ก็พาไป scan ใบหน้า เพื่อใช้ในการลงเวลาเข้า (8.30 น.) ออก (17.30 น.) งาน
วันแรกผู้บริหารสูงสุด ก็เชิญเข้าห้องไปให้โอวาท เราก็รู้สึกว่า ดูเผินๆ แกคล้ายผู้ใหญ่ มีเมตตา มีการฝากฝังให้พนักงานหนุ่ม 2 คนช่วยดูแลผมด้วย
ระหว่างที่ผมเข้ามาทำงานนี้ น้อง HR ก็ลาออกไป แล้วก็มีพี่คนขับรถเข้ามาอีกคน
ผมลองเลียบเคียงถามแม่บ้าน แกบอกว่า พี่คนขับมาได้ 2 วัน กลับดึกไป 2 วัน แต่ชั่วโมงล่วงเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง เบิก OT ไม่ได้ เขารับไม่ได้ ลาออกไปละ ทำงานสัปดาห์ก็ได้รับเงินโอนค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์ คือ ถ้าพิจารณาในแง่กระแสเงินเข้า มันก็ดี แต่ที่ตกลงกัน คือ พนักงานประจำ ซึ่งจ่ายเป็นรายเดือนนี่หว่า
พอถึงวันที่มีประชุมติดตามโครงการ ฉากภาพสวยหรูที่ผมเห็นด้านเดียวมาตลอด ก็เริ่มได้เห็นอีกด้าน
พฤติกรรมของผู้บริหาร 2 คน กลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่า คนมีการศึกษาเขาทำกัน มีการแสดงพฤติกรรมที่ดูราวกับไม่เคยได้รับการอบรมมารยาท ทั้งตบโต๊ะ โยนเอกสาร ด่าทอคำหยาบคายลอยว่อน
แล้วยังชอบสร้างคำคมประจำวัน (Quotes of the day) เช่น
ªคนที่รู้กฎหมายแล้ว ทำผิดกฎหมายเนี่ย ควรจะรับโทษสัก 3 เท่าของคนทั่วไปที่ไม่รู้กฎหมาย
ªที่นี่ไม่ใช่สถานที่สอนงาน
ªไม่ต้องคิดกังวลเรื่องอนาคตเพราะองค์กรจะคิดให้คุณเอง
ªงานส่งหน่วยราชการ ผมขอเอาแค่ผ่าน ไม่ได้จะเอารางวัล Nobel
ªงาน run ตลอด 24ชั่วโมง ถ้าลูกค้าจะให้แก้งาน แล้วไม่มีคนมาสานต่อ จะจ้างมาให้เต็มofficeทำไม
ตอนนี้ ผมรู้แค่ว่า กฎหมาย ก็เปรียบได้ดั่งศิลปะการต่อสู้ คือ ใช้ป้องกันตัวก็ได้ ใช้รังแกคนอื่นก็ได้
หลังการประชุมผมก็ได้รับมอบหมายโครงการหนึ่งให้ทำ มีการตั้งกลุ่ม Line โครงการ แต่ไม่ให้ผมเข้าร่วม (คล้ายมีเลศนัย หรือกลัวความลับอะรัยหลุดสักอย่าง) ผมถามเหตุผลก็อ้างว่า มีคนประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องแล้ว ถ้าได้ข้อมูลมาเขาจะส่งให้ผมต่อ เพื่อเอาไปเขียนรายงานอีกที ทำงานไปสักพัก ยัยผู้บริหารก็แจ้งกะทันหันว่า จะต้องย้ายเข้าไปทำงานให้มหาวิทยาลัย โดยแต่ละคนก็ขนข้าวของโต๊ะใครโต๊ะมัน เช่น computer mouse keyboard แล้วอุปกรณ์แต่ละอย่างก็มีรหัสแปะติดไว้ คล้ายเป็นรหัสครุภัณฑ์ ต่อจากนี้ ก็จะทำงานวันจันทร์ถึงพฤหัสบดีที่มหาวิทยาลัย ส่วนวันศุกร์จะกลับมาทำงานที่ตึกนี้ เหตุการณ์นี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยหลายอย่าง
« บริษัทมีสิทธิเอาอุปกรณ์ของมหาวิทยาลัยออกมาใช้ข้างนอกได้ด้วยหรือ?
« บริษัทมีสิทธิเอาพนักงานของตนเข้าไปนั่งทำงาน ใช้ไฟฟ้า internet ของมหาวิทยาลัยได้ด้วยหรือ?
« ก่อนนี้ เห็นบอกว่า ในมหาวิทยาลัยวุ่นวาย ไม่ค่อยมีที่จอดรถ ผมขับเข้าไปก็วุ่นจริงๆแหละ เพราะในคณะ เขาให้จอดเฉพาะรถที่มี sticker จึงต้องระเห็จไปจอดหน้าศูนย์หนังสือ ห่างออกไปราว 200 เมตร แล้วให้ย้ายเข้ามาเพื่อ? เมิงจะย้ายไปย้ายมาทำไม? เป็นเผ่าโรฮิงญารึงัยฟระ
วันย้ายไป ไม่เท่าไร วันย้ายกลับมา ผมไม่มีอุปกรณ์ทำงาน จึงทักถามไปในกลุ่ม Line เขาก็ให้พนักงานที่ตั้งครรภ์อยู่คนนึง ไปหา notebook มาให้ยืมใช้ พอเอาอุปกรณ์ให้ผมเสร็จ มีการหันไปเม้ามอยกับพนักงานอีกคนว่า คนนอกยืมของบริษัทได้ด้วยเหรอ..อ้าว นี่กรูเป็นคนนอกหรอกเหรอ
นอกจากนี้ ทางบริษัทนี้ ก็ขยันประชุมปรึกษางานนอกเวลาทำงานปกติซะด้วย อย่างต่ำก็ครึ่งชั่วโมง นานสุดลากไป 3 ชั่วโมง ผมกะลังเดินซื้อของที่ตลาดกับภรรยา ถึงกับต้องไปนั่งประชุม online ในรถ ไหลไปฟังต่อที่หอพัก แล้วบางเรื่องก็ไม่ใช่โครงการที่เรารับผิดชอบ ก็ไม่รู้จะให้เข้าร่วมหาพระแสงอะรัย
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ วันก่อนกีฬาสี ผมไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย ถามพนักงานหลายคน ก็ไม่รู้ (นี่เมิงจะถึงวันจริงพรุ่งนี้แล้วนะเฟ้ย เหลือจะเชื่อ!) แล้วพอกลับบ้าน ผมทำโทรศัพท์มือถือตกพื้น หน้าจอดับ ถึงตอนนั้น ก็ไม่มีร้านซ่อมที่ไหนเปิดแล้ว จึงรอถึงอีกวัน แล้วแจ้นไปหาร้านซ่อม กว่าจะซ่อมเสร็จ ก็เลยเวลาทำกิจกรรมไปแล้ว หลังจากวันนั้น ก็มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่เอามาตี/ด้อยค่า คือ ไม่ยอมร่วมกิจกรรมบริษัท ผลคือผมยังไม่ผ่าน แต่เหลือเวลาให้แก้ตัวอีกครั้งนึงในอีก 2 เดือน
หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการกลั่นแกล้งแบบเป็นขบวนการ เช่น
vวางรองเท้าไว้นอกตู้ (ตู้รองเท้าที่ฝุ่นเขลอะ หนาเป็นนิ้ว ราวกับไม่เคยทำความสะอาดมาหลายปี) ก็ผิด
v แขวนกระเป๋าไว้ที่เก้าอี้ ก็ผิด ทั้งที่ทางเดินออกจะกว้าง
vบางครั้งก็พูดลอยๆ หรือ พิมพ์ใน chat กลุ่ม Line ว่าพวก introvert ไม่เข้าสังคม ควรไปหางานอื่นทำ แล้วก็ดีดผมออกจากกลุ่ม
vให้พนักงานคนนึงมาทวงสัญญาค้ำประกัน นางทำหน้าตาถมึงทึงใส่ บอกว่า ถ้าผมยังชักช้า ไม่ยอมส่งเอกสารให้บริษัท จะทำหนังสือเตือน ทำเอาผมกลัวมาก ไม่ได้กลัวหนังสือเตือนนะ กลัวนางปล่อยยางใส่
vโครงการที่ผมทำก็เอาไปให้คนอื่นทำ (เป็นการกลั่นแกล้งที่ดีนะ ทำให้ภาระน้อยลง)
vให้ผมถอดเทปการประชุมอะรัยสักอย่าง แล้วก็นั่งคุยกันเสียงดัง เล่าอัตชีวประวัติสมัยวัยรุ่น เคยติดเที่ยวติดเหล้า ทำชีวิตเหลวแหลก (เค้าอาจจะอยากสื่อว่า เกือบหลับแต่กลับมาได้ ส่วนผมฟังเรื่องราวไป ก็ไม่ได้จะรู้สึกชื่นชมนะ ออกไปทางสมเพชเวทนาซะมากกว่า) จนฟังเสียงในเทปไม่รู้เรื่อง
นอกจากนี้ ยังเทิดทูนปัญญาประดิษฐ์ (AI; Artificial Intelligence) เป็นอย่างมาก พวกเขา(เหล่าผู้บริหาร)บอกว่า สมัยนี้ ใครใช้ AI ไม่เป็นถือว่า out หรือล้าหลัง แล้วเล่าประสบการณ์ว่า เขาสอนหนังสือ เด็กๆนักศึกษาใช้ AI เผางานมาส่ง เขาก็ตรวจจับได้ไล่ทัน เขาบอกว่า เมื่อก่อนกังวลว่า จะไม่มีคนเขียนเล่มรายงานวิชาการต่างๆ ตอนนี้ไม่กังวลแล้ว เพราะใช้ AI ช่วย อนาคตก็คงจะลดขนาดองค์กร ตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็น ก็เลิกจ้างไป พอคนเขียนเล่มรายงาน ถามว่า แล้วทางบริษัทสนับสนุนหรือไม่ อย่างไร (อย่างที่เราทราบกันว่า AI ตัวดีๆหลายตัว มันจะต้องซื้อ หรือเสียค่าลิขสิทธิ์รายเดือนรายปี) คำตอบที่ได้รับ คือ เห็นตำรวจไหม ปืนน่ะ เขาก็ซื้อเอง หลวงไม่ได้ซื้อให้ แล้วมันก็กลายเป็นอาวุธหรือเครื่องมือที่ติดตัวเราไป พอฟังมาขนาดนี้ ผมก็คิดว่า พวกเมิงน่าจะยุบองค์กรเส็งเคร็งนี้ซะ แล้วก็อยู่กันไปกระหนุงกระหนิง 2 คน อยากทำงานอะรัย ก็ใช้ AI จะได้ไม่สร้างความบรรลัยให้ใครเค้า
หลังผมลาออก ผมได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ที่น่าแปลกคือ ผมร้องเรียนผู้บริหารหญิงที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ผู้บริหารชายอีกคน กลับทำหนังสือมาข่มขู่ให้ผมยุติเรื่องร้องเรียน อ้างว่าทำให้เขาเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ศรี (ยังมีเหลือให้เสียอีกรึ?!) คล้ายกับเค้าสองคนน่าจะมีความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ร่วมที่ไม่ธรรมดา หลังผมออกแล้ว พวกเขาก็ยังคงลงประกาศรับสมัครรอดักเหยื่ออยู่ แถมผู้บริหารชายก็ลงประวัติผลงานต่างๆในสื่อสังคังเยอะแยะ น่าจะลงด้วยนะว่าเอาเปรียบใครมาเท่าไรแล้ว ช่วงหลังก็ย้ายกันออกมากบดานที่สำนักงาน คล้ายโจรที่รอให้เรื่องเงียบ แล้วค่อยกลับไปอาละวาดแบบยิ่งใหญ่ไฟกระพริบอีกครั้ง
หากเรื่องเหล่านี้ เกิดกับท่าน ท่านจะทำอย่างไรครับ อย่างน้อยสิ่งที่ผมทำ มันก็จะกลายเป็นเปิดแผล ให้กับพวกเขาพบกับการติดตามทวงถามความรับผิดชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นของขวัญก่อนเกษียณให้ได้รู้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมโดนรังแกไปตลอดหรอกนะท่าน
ไขปริศนาไม้บรรทัด ทำไมเลข 0 ไม่ชิดขอบ เผยเหตุผลที่หลายคนไม่เคยรู้
เปิดแนวทางเลขมงคล หมอปลาย พรายกระซิบ ลุ้นโชคงวด 1 พฤศจิกายน 2569
จังหวัดไทยที่มีทั้งภูเขา ทะเล และชายแดน มีที่ไหนบ้าง?
พญานาคบวชเป็นพระไม่ได้ เพราะอะไร? พระวินัยเล่าเหตุไว้แบบนี้
ปฏิทินจีนครอบครัวข่าว 3 งวด 1 พ.ย. 69 เปิดเลขเด่นสีแดง จับตาชุด 2 ตัว 3 ตัวรับต้นเดือน
เลขเด็ดปฏิทินจีน งวด 1 พฤศจิกายน 69
รู้จัก 5 สถาบันในไทยที่เปิดสอนวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมจุดเด่นแต่ละแห่ง
เด็กเกิดน้อยลง โรงเรียนขนาดเล็กกำลังหายไปจริงหรือไม่ เมื่อจำนวนเด็กเปลี่ยนแปลง
จากดินแดนหิมะขาวโพลนสู่วันที่ฝนตกมากขึ้น เมื่ออาร์กติกกำลังเปลี่ยนแปลงในโลกที่ร้อนขึ้น
จากพาหุรัด-สำเพ็งถึงสุขุมวิท : ทำไม30ปีที่แล้วช่างตัดสูทส่วนมากเป็นช่างเชื้อสายอินเดียและจีน
เเนวทางเลขเด่น 4 จตุรเทพ จัดให้ 1 พ.ย. 69 (อ.น๊อตตี้, ดุ่ย ภรัณฯ, อ.ไม้เอก และอ.ต้น)
สูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 1/11/69
เปิด 5 มหาวิทยาลัยไทยที่มีรายได้รวมสูงที่สุด ใครครองแชมป์ระดับหมื่นล้าน?
พญานาคบวชเป็นพระไม่ได้ เพราะอะไร? พระวินัยเล่าเหตุไว้แบบนี้
เด็กเกิดน้อยลง โรงเรียนขนาดเล็กกำลังหายไปจริงหรือไม่ เมื่อจำนวนเด็กเปลี่ยนแปลง
สิงคโปร์เผชิญหมอกควันปกคลุมเมือง ท้องฟ้าขมุกขมัว ประชาชนสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น
กะพริบตาทั้งวันได้กี่ครั้ง? คิดจากเวลาตื่น ไม่ใช่ 24 ชั่วโมง
จากพาหุรัด-สำเพ็งถึงสุขุมวิท : ทำไม30ปีที่แล้วช่างตัดสูทส่วนมากเป็นช่างเชื้อสายอินเดียและจีน


