เปิดจังหวัด OTOP ขึ้นทะเบียนมากที่สุด จากภูมิปัญญาชุมชน สู่ของดีสร้างรายได้
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า OTOP แล้วพบเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะคำว่า “OTOP” เป็นคำที่คนไทยคุ้นเคยมานาน หลายคนเคยซื้อของฝากจากชุมชน เคยเห็นผ้าทอ อาหารแปรรูป งานจักสาน หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรติดเครื่องหมาย OTOP แต่เชื่อหรือไม่ว่า หากถามว่า จังหวัดใดมีผลิตภัณฑ์ OTOP ขึ้นทะเบียนมากที่สุดในข้อมูลของกรมการพัฒนาชุมชน คำตอบอาจไม่ใช่จังหวัดที่หลายคนคาดคิด
คำตอบคือ จังหวัดเชียงใหม่
แต่เพื่อความถูกต้อง ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก่อนว่า ข้อมูลที่ใช้จัดอันดับนี้เป็นข้อมูลการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ OTOP ช่วงปี 2559–2562 ไม่ใช่การจัดอันดับจำนวนผลิตภัณฑ์ล่าสุดของปี 2569
จากข้อมูลของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ในช่วงปี 2559–2562 ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์ OTOP ขึ้นทะเบียนรวม 186,356 ผลิตภัณฑ์ โดยจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่
อันดับ 1 จังหวัดเชียงใหม่ 6,501 ผลิตภัณฑ์
อันดับ 2 จังหวัดบุรีรัมย์ 5,700 ผลิตภัณฑ์
อันดับ 3 จังหวัดอุบลราชธานี 5,409 ผลิตภัณฑ์
ตัวเลขดังกล่าวมาจากข้อมูลของกรมการพัฒนาชุมชนโดยตรง จึงสามารถใช้ยืนยันได้ว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์ OTOP ขึ้นทะเบียนมากที่สุดในฐานข้อมูลชุดดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากนำตัวเลขนี้ไปเขียนว่า “เชียงใหม่มีสินค้า OTOP มากที่สุดในประเทศไทยในปี 2569” จะไม่ถูกต้อง เพราะจำนวนผลิตภัณฑ์มีการขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา
หลักฐานที่น่าสนใจคือข้อมูลแผนพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งระบุว่า จำนวนผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดเพิ่มขึ้นจาก 6,501 ผลิตภัณฑ์ในปี 2562 เป็น 7,192 ผลิตภัณฑ์ในปี 2564 และ 7,308 ผลิตภัณฑ์ในปี 2565 ขณะที่ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2566 ระบุไว้ที่ 7,984 ผลิตภัณฑ์
จึงเห็นได้ชัดว่า ตัวเลข OTOP ของแต่ละจังหวัดไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่
OTOP ไม่ได้หมายถึงของฝากเพียงอย่างเดียว
คำว่า OTOP ย่อมาจาก One Tambon One Product หรือหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แนวคิดสำคัญคือการนำภูมิปัญญา วัตถุดิบ ทักษะ และเอกลักษณ์ของคนในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างรายได้
กรมการพัฒนาชุมชนกำหนดผลิตภัณฑ์ OTOP ออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อาหาร, เครื่องดื่ม, ผ้าและเครื่องแต่งกาย, ของใช้/ของตกแต่ง/ของที่ระลึก และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร
พูดง่าย ๆ ก็คือ OTOP ไม่ได้มีเฉพาะขนม ของกิน หรือของฝากที่เราเห็นตามตลาดเท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่อาหารพื้นบ้านไปจนถึงงานหัตถกรรม เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของแต่งบ้าน และผลิตภัณฑ์สมุนไพร
1. อาหาร ของกินจากชุมชนที่เพิ่มมูลค่าได้
สินค้า OTOP ประเภทอาหารครอบคลุมตั้งแต่ผลผลิตทางการเกษตรที่นำมาจำหน่าย ไปจนถึงวัตถุดิบที่ผ่านการแปรรูป และอาหารกึ่งสำเร็จรูปหรือสำเร็จรูป
ตัวอย่างที่กรมการพัฒนาชุมชนยกไว้ เช่น น้ำผึ้ง ข้าวสาร ข้าวกล้อง หมูแดดเดียว หมูยอ แหนม ไส้อั่ว กะปิ กุ้งแห้ง น้ำปลา ปลาร้า รวมถึงอาหารแปรรูปอย่างกล้วยฉาบ กล้วยอบ มะขามปรุงรส ทุเรียนทอด ข้าวแต๋น น้ำพริก และอาหารอีกหลายชนิด
สิ่งสำคัญคืออาหารเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการนำของที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาวางขาย แต่เป็นการนำวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานต่าง ๆ เพื่อให้สามารถจำหน่ายในตลาดได้กว้างขึ้น
จากของกินที่เคยทำรับประทานกันในครอบครัว จึงสามารถพัฒนาเป็นสินค้า สร้างรายได้ให้ผู้ผลิต และต่อยอดไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้
2. เครื่องดื่ม ภูมิปัญญาที่ถูกพัฒนาให้เข้ากับตลาด
OTOP ยังครอบคลุมเครื่องดื่มทั้งประเภทที่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ ตามหลักเกณฑ์ของกรมการพัฒนาชุมชน
ตัวอย่างเช่น น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร กาแฟ ชา ขิงผง และเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่นต่าง ๆ
จุดที่น่าสนใจคือวัตถุดิบซึ่งอาจมีราคาธรรมดาเมื่อขายในรูปแบบวัตถุดิบ สามารถมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อผ่านการแปรรูป มีบรรจุภัณฑ์ มีแบรนด์ และมีเรื่องราวของชุมชนอยู่เบื้องหลัง
3. ผ้าและเครื่องแต่งกาย เสน่ห์ที่บอกตัวตนของแต่ละพื้นที่
อีกประเภทหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดีคือ ผ้าและเครื่องแต่งกาย
ไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าทอ ผ้าพื้นเมือง เสื้อผ้า กระเป๋า ผ้าพันคอ หรือเครื่องประดับ ล้วนสามารถสะท้อนความเป็นท้องถิ่นได้
สำหรับเชียงใหม่ ยิ่งเห็นภาพได้ชัด เพราะจังหวัดมีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้เกิดผ้าท้องถิ่นที่มีรูปแบบ เทคนิค และลวดลายแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า เชียงใหม่มีผลิตภัณฑ์ผ้าสินค้า OTOP 1,746 ผลิตภัณฑ์ ในข้อมูลปี 2566 และถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย โดยพื้นที่ที่มีผลิตภัณฑ์ผ้าโดดเด่น ได้แก่ สันกำแพง แม่ริม เมืองเชียงใหม่ สันทราย แม่แจ่ม และฮอด
เรื่องนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนสินค้า แต่ยังสะท้อนความหลากหลายของภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
4. ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก งานฝีมือที่มีเรื่องราว
OTOP อีกกลุ่มใหญ่คือของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก
กรมการพัฒนาชุมชนแบ่งกลุ่มนี้ออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ ไม้ จักสานและถักสาน ดอกไม้ประดิษฐ์และวัสดุจากเส้นใยธรรมชาติ โลหะ เซรามิกและเครื่องปั้นดินเผา เคหะสิ่งทอ และกลุ่มอื่น ๆ
ลองนึกภาพตั้งแต่ตะกร้าจักสาน กระติบข้าว เสื่อ งานไม้แกะสลัก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องปั้นดินเผา ภาชนะ เครื่องใช้ในบ้าน ไปจนถึงของประดับตกแต่ง
สิ่งเหล่านี้มีจุดร่วมที่สำคัญคือ นำทักษะและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่มาสร้างมูลค่า
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ งานไม้แกะสลักบ้านถวาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนเคยนำเสนอเป็นหนึ่งในผลงาน OTOP ที่มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม โดยมีผลงานไม้แกะสลักขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาผลิตเป็นเวลานานและมีมูลค่าสูง
นี่จึงเป็นอีกด้านหนึ่งของ OTOP ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง
สินค้าเหล่านี้ไม่ได้แข่งขันกันด้วยราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยฝีมือ ความประณีต เอกลักษณ์ และเรื่องราวของท้องถิ่น
5. สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ก็อยู่ในโลก OTOP
อีกกลุ่มที่หลายคนอาจไม่ทราบก็คือ สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร
กรมการพัฒนาชุมชนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ยาจากสมุนไพร เครื่องสำอางสมุนไพร และวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน
ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือนที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ
อย่างไรก็ตาม สินค้าแต่ละประเภทไม่ได้หมายความว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายได้โดยไม่มีข้อกำหนด หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาต ผู้ผลิตก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องด้วย
แล้วทำไมสินค้า OTOP จึงเลี้ยงปากท้องคนในชุมชนได้?
นี่อาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของเรื่อง
เพราะเบื้องหลังสินค้า OTOP หนึ่งชิ้นไม่ได้มีเพียงคนทำสินค้าเพียงคนเดียว
หากเป็นอาหาร อาจมีเกษตรกรปลูกวัตถุดิบ คนแปรรูป คนบรรจุสินค้า คนออกแบบบรรจุภัณฑ์ คนขาย และผู้ขนส่ง
หากเป็นผ้าทอ ก็มีทั้งคนปลูกหรือจัดหาวัตถุดิบ คนย้อมสี คนทอ คนตัดเย็บ คนออกแบบ และผู้จำหน่าย
หากเป็นงานจักสาน ก็มีคนเตรียมวัสดุ ช่างฝีมือ คนตรวจคุณภาพ คนบรรจุ และคนทำตลาด
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เงินจากสินค้าเพียงหนึ่งชิ้นสามารถกระจายไปสู่คนหลายอาชีพในชุมชน
นี่เป็นเหตุผลที่ OTOP มีความหมายมากกว่าการขายของฝาก
มันคือการพยายามนำสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ความรู้ หรือทักษะ มาสร้างเป็นรายได้
เชียงใหม่จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
หากย้อนกลับไปดูข้อมูลของเชียงใหม่ จะพบว่าฐานผลิตภัณฑ์ OTOP มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลแผนพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า ปี 2560 มีผลิตภัณฑ์ OTOP จำนวน 4,571 ผลิตภัณฑ์ เพิ่มเป็น 5,672 ผลิตภัณฑ์ในปี 2561 และ 6,501 ผลิตภัณฑ์ในปี 2562 ก่อนเพิ่มเป็น 6,525 ผลิตภัณฑ์ในปี 2563, 7,192 ผลิตภัณฑ์ในปี 2564 และ 7,308 ผลิตภัณฑ์ในปี 2565
ข้อมูลชุดเดียวกันยังระบุว่า ในช่วงปี 2560–2565 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีจำนวนมากของเชียงใหม่ ได้แก่ ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้/ของตกแต่ง/ของที่ระลึก และอาหาร ตามลำดับ
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นภาพว่า จุดแข็งของเชียงใหม่ไม่ได้มีเพียงการท่องเที่ยวหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังมีฐานเศรษฐกิจชุมชนจากสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นจำนวนมาก
OTOP ไม่ใช่เพียงของเก่า แต่ต้องปรับตัวให้ทันโลก
สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมคือ ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับ OTOP ไม่ได้หยุดอยู่กับการอนุรักษ์ของเดิมเพียงอย่างเดียว
เพราะสินค้าชุมชนจะอยู่รอดได้ในระยะยาว จำเป็นต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ด้วย
สินค้าต้องมีคุณภาพ
บรรจุภัณฑ์ต้องน่าสนใจ
มีมาตรฐานที่เหมาะสม
สามารถขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้
และที่สำคัญต้องมีเรื่องราวที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าไม่ได้ซื้อสินค้าเพียงชิ้นหนึ่ง แต่กำลังซื้อสิ่งที่มีตัวตนและมีที่มา
กรมการพัฒนาชุมชนเองก็มีระบบประเมินและจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ตามศักยภาพ ตั้งแต่กลุ่มที่มีศักยภาพสู่ตลาดสากล ไปจนถึงกลุ่มที่ยังต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม
ดังนั้น OTOP ที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงสินค้าที่ผลิตแบบเดิมตลอดไป แต่สามารถนำภูมิปัญญาเดิมมาผสมกับการออกแบบ เทคโนโลยี และการตลาดสมัยใหม่ได้
สิ่งที่คนไทยอาจมองข้าม
ผู้เขียนเห็นว่า เรื่อง OTOP เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่เราคิด
บางครั้งเราเดินทางไปต่างจังหวัด ซื้อของฝากกลับบ้านหนึ่งถุง แล้วก็นำไปรับประทานหรือมอบให้ญาติ โดยไม่ได้คิดเลยว่าสินค้าชิ้นนั้นมีคนอยู่เบื้องหลังกี่ชีวิต
ข้าวแต๋นหนึ่งถุงอาจเป็นรายได้ของกลุ่มแม่บ้าน
ผ้าทอหนึ่งผืนอาจเป็นรายได้ของช่างฝีมือที่ใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์กว่าจะทำเสร็จ
ตะกร้าสานหนึ่งใบอาจเป็นทักษะที่ผู้สูงอายุในชุมชนถ่ายทอดให้ลูกหลาน
และผลิตภัณฑ์สมุนไพรหนึ่งชิ้นอาจเกิดจากการนำพืชที่ชุมชนปลูกเองมาเพิ่มมูลค่าด้วยกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์
เมื่อมองในมุมนี้ OTOP จึงไม่ใช่เพียง “สินค้า”
แต่คือ อาชีพ ภูมิปัญญา และรายได้ของคนในพื้นที่
ผู้เขียนมองว่า
การบอกว่า “เชียงใหม่มีผลิตภัณฑ์ OTOP ขึ้นทะเบียนมากที่สุด” สามารถพูดได้อย่างมีหลักฐาน หากระบุให้ชัดว่าเป็นข้อมูลการขึ้นทะเบียนในช่วงปี 2559–2562 ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนระบุไว้ที่ 6,501 ผลิตภัณฑ์
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการแข่งขันว่าใครมีจำนวนมากที่สุด คือการถามต่อว่า สินค้าเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้และรักษาภูมิปัญญาของชุมชนได้มากเพียงใด
ผู้เขียนมองว่า ในยุคที่สินค้าจากทั่วโลกสามารถส่งถึงบ้านได้เพียงปลายนิ้ว ความได้เปรียบของสินค้า OTOP ไม่ได้อยู่ที่การทำให้เหมือนสินค้าจากโรงงานใหญ่ แต่ควรอยู่ที่การทำให้ผู้บริโภครู้ว่า สินค้าชิ้นนี้มาจากไหน ใครเป็นคนทำ และมีเรื่องราวอะไรอยู่เบื้องหลัง
เพราะสิ่งที่โรงงานขนาดใหญ่เลียนแบบได้ยากที่สุด ไม่ใช่บรรจุภัณฑ์หรือรูปลักษณ์ของสินค้า แต่คือ ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชุมชน
หากสามารถรักษาจุดนี้เอาไว้ พร้อมพัฒนาคุณภาพ การออกแบบ มาตรฐาน และช่องทางการขายให้ทันสมัย สินค้า OTOP ก็มีโอกาสเดินทางจากตลาดเล็ก ๆ ในตำบล ไปสู่ตลาดระดับประเทศและตลาดต่างประเทศได้
และเมื่อสินค้าหนึ่งชิ้นขายได้มากขึ้น คนที่ได้รับประโยชน์ก็ไม่ได้มีเพียงเจ้าของแบรนด์ แต่ยังรวมถึงเกษตรกร ช่างฝีมือ ผู้ผลิต ผู้แปรรูป คนในครอบครัว และคนอื่น ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต
นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนมองว่า OTOP ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “ของฝากประจำจังหวัด” แต่ควรมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ
เชียงใหม่จึงน่าสนใจไม่ใช่เพียงเพราะมีตัวเลขผลิตภัณฑ์ OTOP ขึ้นทะเบียนสูง แต่เพราะตัวเลขเหล่านั้นสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของคน วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้าได้
สุดท้ายแล้ว ของดีของประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่เฉพาะในห้างใหญ่หรือร้านแบรนด์ดัง แต่อาจอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีคนรุ่นเก่ากำลังสอนลูกหลานทอผ้า สานตะกร้า ทำอาหาร หรือแปรรูปสมุนไพรอยู่ทุกวัน
และตราบใดที่สินค้าจากชุมชนยังมีคนซื้อ คนทำก็ยังมีแรงที่จะทำต่อ
เพราะการซื้อสินค้า OTOP ที่มีคุณภาพ ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อของชิ้นหนึ่งกลับบ้าน แต่อาจเป็นการช่วยให้ภูมิปัญญาหนึ่งอย่าง อาชีพหนึ่งอาชีพ และรายได้ของอีกหลายครอบครัว ยังคงอยู่ต่อไปได้
แหล่งที่มาของข้อมูล :
-
กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย — ข้อมูลภาพรวม OTOP ระบุว่า ในช่วงปี 2559–2562 มีผลิตภัณฑ์ OTOP จำนวน 186,356 ผลิตภัณฑ์ และจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ เชียงใหม่ 6,501 ผลิตภัณฑ์ บุรีรัมย์ 5,700 ผลิตภัณฑ์ และอุบลราชธานี 5,409 ผลิตภัณฑ์
-
แผนพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ — ระบุข้อมูลจำนวนผลิตภัณฑ์ OTOP ของเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2560–2566 โดยปี 2562 มี 6,501 ผลิตภัณฑ์ ปี 2565 มี 7,308 ผลิตภัณฑ์ และข้อมูลเดือนมิถุนายน 2566 มี 7,984 ผลิตภัณฑ์
-
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ — ระบุว่า เชียงใหม่มีผลิตภัณฑ์ผ้าสินค้า OTOP 1,746 ผลิตภัณฑ์ในข้อมูลปี 2566 และเป็นจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์ผ้า OTOP มากที่สุดในประเทศไทย
-
OTOP BIG DATA กรมการพัฒนาชุมชน — ข้อมูลการแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์ OTOP ออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้/ของตกแต่ง/ของที่ระลึก และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร
-
OTOP BIG DATA กรมการพัฒนาชุมชน — ข้อมูลหลักเกณฑ์การจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ OTOP และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามศักยภาพ
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
วัยรุ่นญี่ปุ่นใช้เวลาใน SNS น้อยที่สุดในบรรดา 24 ประเทศ
มนต์เสน่ห์แห่งหยดสีอำพัน จากปลาใกล้เน่าสู่อัญมณีคู่ครัวไทย
5 อำเภอเมืองบนดอยของไทย ที่ระดับความสูงสร้างเสน่ห์ต่างจากพื้นราบ
เปิด 5 โรงเรียนเฉพาะทางที่สอบเข้ายาก ที่นั่งน้อยแต่คนแห่สมัคร ใครอยากเข้าเตรียมตัวให้ดี
จังหวัดไหนมีธุรกิจจีนมากที่สุดในไทย กรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 แต่เงินลงทุนสูงสุดอยู่ที่ระยอง
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
เช็กก่อนเปย์ ! 7 ของขวัญที่ตามความเชื่อโบราณ “ไม่ควรซื้อให้แฟน”
เปิด 5 อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1,000 ล้านบาท
ย้อนเวลา 13,000 ปี... ปริศนา "หญิงโบราณแห่งถ้ำลอด" และร่องรอยมนุษย์ยุคแรกในประเทศไทย
สัญญาณเตือนจากหลังคาโลก เมื่อหิมาลัยเปลี่ยนไป ชีวิตเบื้องล่างจะอยู่อย่างไร
ปิดตำนานพระราม 2 M82 เปิดแล้ว หลังรอคอยกว่า 50 ปี
หนุ่มแกร็บขับกลับกว่า 30 กม. คืนกระเป๋าทหารสหรัฐฯ ที่แหลมฉบัง
ความหมายของคำว่า"บ่วง"
5 มหาวิทยาลัยไทยที่ดูสวยหรูเหมือนอยู่ต่างประเทศ



