ต่างชาติซื้อห้องชุดพุ่งกระฉูด ไม่ได้น้อยลง
อย่าเข้าใจผิดว่าต่างชาติซื้อห้องชุดน้อยลง จนต้องออกมาตรการประเคนให้ซื้อหนักขึ้นกว่านี้ ดร.โสภณ เผย ต่างชาติซื้อห้องชุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทำ “นิวไฮ” นับแต่เกิดโรคระบาดโควิด-19 เมื่อปี 2563
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ณ กลางปี 2567 ต่างชาติซื้อห้องชุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสูงสุดถึง 2,885 หน่วย หรือคาดการณ์ว่าทั้งปี น่าจะมีผู้ซื้อรวมกันถึง 5,770 หน่วย สูงสุดนับแต่เกิดโรคระบาดโควิด-19 โดยในปี 2563 – 2566 มีการขายห้องชุดให้ชาวต่างชาติเพียง 1,017, 1243, 4,203 และ 5,036 หน่วยตามลำดับ ดังนั้นในปี 2567 จึงมีการเติบโตมากกว่าปี 2566 ถึง 13%
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
อย่างไรก็ตามจำนวนห้องชุดที่ซื้อในปี 2562 กลับยังมีมากกว่าปัจจุบัน คือในปี 2562 มีชาวต่างชาติซื้อห้องชุดถึง 6,557 หน่วย ในขณะที่ ณ ปี 2567 ซึ่งคาดว่าทั้งปีจะมีชาวต่างชาติซื้อห้องชุด 5,770 หน่วย ซึ่งถือว่าสูงสุดนับแต่เกิดโรคระบาดโควิด-19 มา ก็ยังน้อยกว่าสถิติเดิม ทั้งนี้คงเป็นเพราะเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกตกต่ำลง ที่สำคัญรัฐบาลจีนยังควบคุมการนำเงินตราออกนอกประเทศ เป็นต้น
ที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลธนาคารอาคารสงเคราะห์ระบุว่า “ผลการศึกษาออกมาว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ของคนต่างชาติไตรมาส 2 ของปี 2567 ปรับตัวลดลง 6.2% และ 17.7% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 3,342 หน่วย 11.8% มูลค่า 14,874 ล้านบาท 21.1% ของยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด” ดร.โสภณ ขอย้ำว่าการโอนกรรมสิทธิ์ ณ ห้วงเวลาหนึ่งๆ ไม่ใช่กิจกรรมการขาย-การตลาดของห้วงเวลานั้นๆ ผู้ที่โอนกรรมสิทธิ์ปีนี้ คงจองซื้อที่อยู่อาศัยมา 3 ปี, 2 ปี, 1 ปี หรือ 6 เดือนที่ผ่านมา เพียงแต่มาโอนในปัจจุบันเท่านั้น การที่ยอดการโอนลดลง คงเป็นเพราะพวกชาวต่างชาติซื้อห้องชุดในห้วงเวลาที่ตกต่ำในช่วงโควิด-19 คือปี 2563-2565 แต่เพิ่งมาโอนในขณะนี้เท่านั้น
ส่วนการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เป็นยอดจองซื้อในปัจจุบัน ณ กลางปี 2567 ที่สำรวจ โดยพบว่า มีห้องชุดขายกันอยู่ 97,813 หน่วย ขายไปแล้ว 17,306 หน่วย โดยในจำนวนนี้ 2,885 หน่วย ซื้อโดยชาวต่างชาติ คิดเป็น 16% ของทั้งหมด และห้องชุดเหล่านี้ มีมูลค่า 76,355 ล้านบาท โดยต่างชาติซื้อไปถึง 18,205 ล้านบาท คิดเป็น 23% ของมูลค่าห้องชุดทั้งหมดที่มีการขาย นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาก ดร.โสภณกล่าวว่าสาเหตุเป็นเพราะกำลังซื้อคนไทยลดลงในขณะนี้ สัดส่วนที่ต่างชาติซื้อจึงสูงเพิ่มขึ้น
สำหรับพื้นที่ที่มีต่างชาติซื้อห้องชุดมากที่สุด คือพื้นที่ในเขตรัชดา-ลาดพร้าว โดยมีต่างชาติซื้อถึง 1,024 หน่วย จาก 2,012 หน่วย รวมมูลค่าประมาณ 4,031 ล้านบาท หรือคิดเป็น 51.7% ของมูลค่าที่ขายได้ทั้งหมดในทำเลนี้ แต่ทำเลที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดคือทำเลใจกลางเมือง โดยมีต่างชาติซื้อถึง 895 หน่วย จาก 3,730 หน่วย รวมมูลค่าประมาณ 10,373 ล้านบาท หรือคิดเป็น 27.7% ของมูลค่าที่ขายได้ทั้งหมดในทำเลนี้ กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าชาวต่างชาตินิยมซื้อที่อยู่อาศัยในเขตใจกลางเมืองเป็นสำคัญจึงไม่จำเป็นที่จะอนุญาตให้ชาวต่างชาติซื้อห้องชุดได้ในพื้นที่ทั่วไป
สำหรับระดับราคาที่ต่างชาตินิยมซื้อคือ 6.31 ล้านบาทโดยเฉลี่ย ซึ่งสูงกว่าราคาที่คนไทยทั่วไปซื้อ ณ ราคาประมาณ 4.5 ล้านบาท สำหรับในรายละเอียดจะพบว่า หน่วยขายที่ต่างชาติซื้อมักเป็นระดับราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 985 หน่วย รองลงมาคือระดับราคา 3-5 ล้านบาท จำนวน 752 หน่วย อย่างไรก็ตามระดับมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ต่างชาติซื้อมากที่สุดมีราคาตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป
การนี้แสดงว่าประเทศไทยควรกำหนดราคาขั้นต่ำที่ต่างชาติพึงซื้อได้ เช่น ระดับราคาไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท เพื่อไม่ให้คนต่างชาติมาแย่งซื้อที่อยู่อาศัยจากคนไทย เพราะจะทำให้ราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ในประเทศตะวันตกไม่ได้กำหนดราคาขั้นต่ำที่ต่างชาติจะซื้อที่อยู่อาศัยได้ เพราะราคาที่อยู่อาศัยของประเทศเหล่านั้นมีราคาสูงอยู่แล้ว แต่ในประเทศที่ราคาที่อยู่อาศัยถูกกว่าประเทศตะวันตก มีข้อกำหนดเรื่องราคาขั้นต่ำที่จะให้ต่างชาติซื้อได้ เช่น อินโดนีเซียกำหนดไว้ประมาณ 10 ล้านบาท มาเลเซียกำหนดไว้ประมาณ 15 ล้านบาท
ยิ่งกว่านั้น ดร.โสภณ เสนอว่าหากรัฐบาลมีนโยบายต่อผู้ซื้อชาวต่างชาติดังต่อไปนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างยิ่ง
- เก็บภาษีซื้อร้อยละ 10-20 ของราคาตลาด โดยในยุโรป ฮ่องกง และสิงคโปร์เก็บประมาณร้อยละ 10-20, ร้อยละ 30 และ ร้อยละ 60 ตามลำดับ เพื่อเป็นการจูงใจ ไทยจึงอาจเก็บในอัตราที่ต่ำกว่าบ้าง
- เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 1 ของราคาตลาด ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก ก็เก็บภาษีนี้ในอัตรา 1-3% ของราคาตลาดหรือตามราคาประเมินราชการ ซึ่งในต่างประเทศ ราคาประเมินราชการไม่ต่างจากราคาตลาด
- เก็บภาษีกำไรจากการขายต่อร้อยละ 10-20 ของราคาตลาด เช่นในสหรัฐอเมริกาก็เก็บประมาณร้อยละ 20 ในไต้หวันอาจเก็บสูงถึงร้อยละ 40 เป็นต้น
- เก็บภาษีมรดก เช่น ร้อยละ 10 ของมูลค่ากองมรดกตามราคาตลาด ส่วนในต่างประเทศเก็บในอัตราร้อยละ 20-50
รัฐบาลยังควรกำหนดมาตรการเพิ่มเติม เช่น การกำหนดให้ชาวต่างชาติที่ซื้อบ้านหรือห้องชุดในไทย จะขายต่อได้ก็ต่อเมื่อผ่านไปเกิน 3 ปีแล้ว เพื่อป้องกันการเก็งกำไร รวมทั้งการกำหนดให้ชาวต่างชาติสามารถกู้เงินซื้อบ้านจากสถาบันการเงินในไทยได้เพื่อให้ต่างชาติสะดวกในการซื้อมากขึ้น แต่อนุญาตให้กู้ได้ไม่เกิน 50% ของราคาตลาดเพื่อกระตุ้นการเงินในประเทศและป้องกันผลประโยชน์ของสถาบันการเงินและผู้ถือหุ้นที่ปล่อยกู้
มาตรการเหล่าจะทำให้ประเทศไทยมีเงินทุนมาพัฒนาประเทศมากขึ้น
เบื้องหลัง Poltergeist หนังผีปี 1982 เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเป็นตำนาน
เปิดเหตุผล ทำไมเรา "ไหว้ครู" ในเดือนมิถุนายน
ทำไมลิฟต์มักมีกระจก เหตุผลจริงไม่ได้มีไว้แค่ส่องหน้า
จังหวัดที่มีห้องว่างในโรงแรมมากที่สุด มีจำนวนผู้เข้าพักน้อยที่สุดในไทย
คณะที่คนสมัครมากสุดใน TCAS69 ไม่ใช่แพทย์ อันดับจริงน่าคิดกว่าที่คาด
มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับหนึ่ง
มารู้จัก "หัวท้าวยายม่อม" พืชพื้นบ้านที่ซ่อนแหล่งแป้งชั้นดีของขนมไทย
พนักงานกะดึกร้านสะดวกซื้อ ทำอะไรบ้างตอนคนส่วนใหญ่หลับ
แม่น้ำที่ใสสะอาดและมีคุณภาพน้ำดีที่สุด ที่ไหลผ่านเขตแดนของประเทศไทย
เเนวทางเลขมงคล "พญาคันคาก" 16/6/69
กะเพราหมูสับ ทำไมถึงเป็นเมนูสิ้นคิดที่คนไทยสั่งซ้ำไม่เบื่อ
มีเพียง 3 ประเทศในโลก ที่ลงแข่งในกีฬาโอลิมปิกครบทั้ง 53 ครั้ง
แม่น้ำที่ใสสะอาดและมีคุณภาพน้ำดีที่สุด ที่ไหลผ่านเขตแดนของประเทศไทย




