หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post แชร์ลิ้ง
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ชะตาชีวิตผู้หญิงจีนโบราณ

 

ภาพถ่ายโดย Angela Roma : https://www.pexels.com/th-th/photo/7363747/

“เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก” แม้ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปอย่างไร คำกล่าวนี้ก็ยังไม่ไกลจากความจริงเลย บทบาทของหญิงชาวจีนยังถูกลดทอนความสำคัญ มายาคติเกี่ยวกับเพศหญิงยังคงสะท้อนให้เห็นในวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ ไปจนถึงกฎเกณฑ์ต่างๆในสังคม

 

ประเทศจีนในอดีต จักรพรรดิ์แห่งราชวงศ์ต่างๆ จะสามารถครองราชสมบัติแทนจักรพรรดิ์พระองค์เดิมได้ จะต้องเป็นพระโอรสที่สืบเชื้อสายจากจักรพรรดิ์พระองค์เดิมโดยตรง การสืบเชื้อสายทางฝ่ายชายหรือบิดานั้น ไม่ได้เกิดเฉพาะในราชวงศ์ หรือสังคมชั้นสูง แต่สังคมทุกชนชั้นยังให้คุณค่ากับลูกชายและหลานชายมากกว่าลูกสาวหรือหลานสาว  สังคมที่ชายเป็นใหญ่ในสมัยก่อนนั้น สืบเนื่องมาจาก สมัยนั้นยังเป็นสังคมเกษตรกรรม ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเหมือนในปัจจุบัน ดังนั้นการทำการเกษตรยังต้องพึ่งพาแรงงานจากผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ครอบครัวไหนมีแรงงานมาก ผลผลิตก็ได้มาก มีเพียงพอเลี้ยงคนในครอบครัวและยังสามารถนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นๆเพื่อสะสมความมั่งคั่งได้อีก ทั้งด้วยสรีระที่แข็งแรง กำยำเอื้อให้ผู้ชายออกไปล่าสัตว์ ทำไร่ไถนา หรือแม้แต่ออกไปสู้รบกับข้าศึกที่เข้ามารุกรานในอาณาเขตของตนได้ดีกว่าผู้หญิง ผู้ชายจึงเป็นฝ่ายหาเลี้ยงครอบครัว ปกป้องภัยอันตรายให้กับคนในครอบครัว ส่วนผู้หญิงรับหน้าที่เลี้ยงดูลูกและรับผิดชอบการบ้านการเรือน ผู้หญิงจะต้องเลี้ยงดูลูกหลานจำนวนมาก เพราะชาวจีนเชื่อว่าการมีลูกมากเป็นเรื่องที่ดี  การกล่าวอวยพรในวาระต่างๆ ของคนจีนจึงปรากฎวลีว่า “ขอให้มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง” 

 

ในมิติของครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคม ตำแหน่งผู้นำหรือหัวหน้าครอบครัวจึงตกเป็นของฝ่ายชายไปโดยปริยาย เพราะถือเป็นฝ่ายที่ดูแลครอบครัว ทำให้ครอบครัวสุขสบาย ส่วนฝ่ายหญิง ตามธรรมเนียมจีนเมื่อออกเรือนแล้วจะต้องไปอยู่กับครอบครัวสามี นอกจากเรื่องการบ้านการเรือนที่ต้องไม่ขาดตกบกพร่อง การดูแลปรนนิบัติเอาใจใส่สามีที่ต้องออกไปทำงานก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ที่ต้องทำ ไม่ใช่เฉพาะแต่ดูแลสามีและลูกหลานของตน แต่รวมไปถึงดูแลครอบครัวของสามีด้วย

 

ครอบครัวคนจีนจึงไม่นิยมให้ลูกหลานที่เป็นผู้หญิงได้รับการศึกษาเท่าไรนัก เพราะถือว่าเรียนไปก็ไร้ประโยชน์ เมื่อแต่งงานออกไปแล้วก็ต้องอยู่บ้านเลี้ยงดูลูกหลาน ไม่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ร่ำเรียนมาอยู่ดี เด็กผู้หญิงในครอบครัวคนจีน จึงมีหน้าที่เพียงช่วยพ่อแม่ดูแลน้อง เรียนรู้งานบ้านและเตรียมตัวเพื่อจะไปเป็นภรรยาที่ดีในอนาคตเท่านั้น ไม่เฉพาะแต่การไม่มีสิทธิเลือกงานที่ตนเองอยากทำ แต่บางครั้งยังไม่มีสิทธิเลือกคู่ครองของตนเองอีกด้วย

 

การแต่งงานของคนจีนในสมัยก่อน ครอบครัวที่มีลูกสาวจะพยายามเลือกคู่ครองที่มีหน้ามีตาในสังคม มีฐานะร่ำรวยเพื่อหวังว่าจะได้เห็นลูกสาวของตนได้อยู่อย่างสุขสบาย และเพื่อให้ได้มาซึ่งสินสอดทองหมั้นที่ฝ่ายชายนำมากำนัลเมื่อมาทำพิธีสู่ขอ ในหลายครั้งที่การแต่งงานไม่ได้เกิดจากความเต็มใจของคู่บ่าวสาว แต่เป็นการเลือกคู่ครองจากการชักนำของแม่สื่อ แม่สื่อ คือ บุคคลที่ทางพ่อแม่ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงไหว้วานให้หาคู่ครองให้แก่บุตรของตน โดยหากแม่สื่อสามารถทำให้คู่ชายหญิงคู่ใดลงเอยกันได้ แม่สื่อก็จะได้ค่าตอบแทนจากผู้ไหว้วานตามแต่ตกลง การแต่งงานของผู้หญิงที่มาจากครอบครัวที่ยากจน พ่อแม่ฝ่ายหญิงมักจะไม่มีทางเลือกมากนัก และมักจะเป็นการแต่งงานเพื่อชดใช้หนี้สินของครอบครัว การแต่งงานจึงเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตของหญิงสาว หากได้คู่ครองที่ดีชีวิตของตนเองและครอบครัวก็จะไม่ลำบาก ลูกสาวจึงถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นกุลสตรี หัวอ่อน เชื่อฟัง กิริยามารยาทอ่อนช้อย จึงจะเป็นที่ถูกใจพ่อแม่ของชายหนุ่ม

 

ค่านิยมและความเชื่อบางอย่างของสตรีจีนในสมัยก่อน ส่วนใหญ่จึงเกี่ยวกับความสวยงาม และคุณสมบัติของศรีภรรยาที่ดี หญิงคนใดที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมก็จะมีโอกาสเลือกคู่ครองได้มากและเป็นที่ต้องการของแม่สื่อมากขึ้น ค่านิยมและต่างๆ เหล่านี้ บ้างก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน บ้างก็เลือนหาย ลดทอนไปตามกาลเวลา หนึ่งในค่านิยมที่แปลกประหลาดสำหรับในยุคปัจจุบัน คือ การรัดเท้าเป็นรูปดอกบัว

 

ในยุคสมัยหนึ่ง ชาวจีนมีความเชื่อว่า ผู้หญิงที่เท้าเล็กสวยเป็นรูปดอกบัวตูม ถือเป็นผู้หญิงทีมีความงามเป็นเลิศ มีเสน่ห์กับเพศตรงข้าม กระตุ้นอารมณ์ทางเพศของฝ่ายชายได้ดี  และเพื่อให้ง่ายต่อการทำเท้าให้เป็นไปตามอุดมคติ จึงมักมีการรัดเท้าเพื่อให้เท้าเล็กแหลมตั้งแต่ยังเล็ก โดยการเอาผ้ารัดเท้าให้แน่นตลอดเวลาจนกระทั่งกระดูกเท้าผิดรูป และได้มาซึ่งเท้าที่เป็นรูปทรงดอกบัวตามต้องการ โดยขนาดที่ถือว่าสมบูรณ์สวยงามที่สุด คือ เท้าที่มีความยาวสามถึงห้านิ้ว การกระทำดังกล่าว สร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่เด็กสาวชาวจีนเป็นอย่างมาก แต่ก็พวกเธอก็ต้องทำตามค่านิยมในสังคม

 

ความเชื่อในเรื่องการรัดเท้าให้เป็นทรงดอกบัว บ้างก็ว่ามาจากพระโพธิสัตว์กวนอิมที่ยืนบนดอกบัว ชาวจีนนับถือองค์กวนอิมเพราะเชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีความเมตตา อ่อนโยนและมีความรักในเพื่อนมนุษย์ ดอกบัวจึงเป็นสัญลักษณ์แทนความสวยงาม บ้างก็ว่ามาจากการที่ขุนนางชั้นสูงในยุคสมัยหนึ่งได้มีโอกาสเดินทางไปดูการแสดง การร่ายรำของหญิงสาวตะวันตกที่มีความอ่อนช้อย งดงามและสังเกตว่าหญิงนางรำชาวตะวันตกนั้น มีเท้าที่เล็กสวยและท่าเดินที่สง่างาม จึงมีอิทธิพลให้สตรีชั้นสูงชาวจีนเริ่มธรรมเนียมการรัดเท้าและหัดเดินเพื่อให้มีท่วงท่าสง่างามดังเช่นที่ขุนนางกล่าวไว้ การรัดเท้านอกจากเพื่อความสวยงามดึงดูดเพศตรงข้าม ยังเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งเพื่อให้ผู้หญิงที่มีเท้ารูปดอกบัวไม่สามารถเดินเหินได้สะดวก ไม่สามารถทำงานต่างๆ ได้เหมือนปกติ จึงมั่นใจได้ว่าผู้หญิงเท้าเล็กจะไม่สามารถเที่ยวเตร่หรือไปทำงานนอกบ้านได้ นอกจากนี้หญิงสาวที่มีฐานะยากจน ก็ไม่สามารถรัดเท้าได้เพราะต้องทำงานหนัก การมีเท้าเล็กแหลมไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ต้องการ ดังนั้นการรัดเท้าจึงเป็นค่านิยมที่ทำกันเฉพาะในวงสังคมของสตรีชั้นสูงหรือหญิงสาวที่มีฐานะ จึงเป็นที่มีของความเชื่อที่ว่าสตรีเท้าเล็กคือผู้หญิงที่มีบุญวาสนา และเป็นเครื่องชี้วัดฐานะทางสังคมของหญิงผู้นั้นอีกด้วย 

 

นอกจากธรรมเนียมการรัดเท้าแล้ว ค่านิยมเกี่ยวกับความสวยงามอีกอย่างหนึ่ง คือ การกำจัดเส้นขนในบริเวณต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ขนอ่อนบนผิวหน้า มีวิธีการกำจัดขนที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในหมู่สตรีชาวจีน คือ การใช้เส้นด้ายสองเส้นหนีบและดึงเส้นขนจากใบหน้า ในสมัยก่อนการกำจัดขนบนใบหน้าจะทำในหญิงสาวที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน เป็นพิธีกรรมที่ต้องทำโดยหญิงชราสูงอายุ มีการเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่กำจัดขน การทำเช่นนี้ ทำให้เจ้าสาวมีใบหน้าสวยงามเกลี้ยงเกลา เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาฝ่ายชาย การกำจัดขนอ่อนบนใบหน้าจึงนิยมทำกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

 

อีกหนึ่งค่านิยมความความงามของสตรีจีนโบราณ คือ ความผอมหรือการมีเอวบางร่างน้อย เพราะให้ความรู้สึกน่าทะนุถนอม มีความเป็นกุลสตรี การควบคุมน้ำหนักของหญิงสาวไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพที่ดีเหมือนในปัจจุบัน แต่เพียงเพื่อความสวยงาม เสริมเสน่ห์ให้กับตนเองเพื่อให้เป็นที่หมายตาของเพศตรงข้าม มีวิธีการในการลดน้ำหนักมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารทีมีคุณสมบัติเป็นยาลดน้ำหนัก การฝังเข็ม การนวด หรือสวมใส่เสื้อรัดเอว ที่คล้ายกับคอร์เซ็ตของผู้หญิงตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นการรัดเท้า การโกนเส้นขนตามจุดต่างๆ หรือการลดน้ำหนักเป็นตัวอย่างของค่านิยมที่สะท้อนให้เห็นถึงความงามของสตรีจีน อันมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากฝ่ายชาย และได้คู่ครองที่เหมาะสมคู่ควร

 

ข้อจำกัดต่างๆ ของผู้หญิงในสังคมจีน ทำให้ผู้หญิงไม่มีบทบาทโดยตรงทางการเมืองหรือมิติอื่นๆ ในสังคมเท่าไรนัก อาชีพที่ได้รับการยกย่องในสังคม เช่น แพทย์ ครู ขุนนาง ทหาร ฯลฯ ผู้หญิงแทบไม่ได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ต่างๆ เหล่านี้เลย ไม่แม้แต่โอกาสที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนให้มีความรู้ทัดเทียมกับผู้ชาย บันทึกทางประวัติศาสตร์ของจีนจึงไม่ค่อยได้ปรากฎเรื่องราวของสตรีเท่าไหร่นัก หากจะมี ก็เป็นเพียงการกล่าวถึงในแง่ที่ว่าสตรีผู้นั้นเป็นชนวนเหตุของปัญหาของฝ่ายชายมากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป การศึกษาเริ่มเข้ามาบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาประเทศ ผู้หญิงชาวจีนมีโอกาสได้รับการศึกษามากขึ้น ผู้หญิงสมัยใหม่มีหน้าที่การงานเลี้ยงดูตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคู่ครองและการแต่งงานอีกต่อไป แต่ธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยมและความเชื่อบางอย่างก็ยังถูกส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น จนทำให้เกิดปัญหาทางสังคมมากมาย ยกตัวอย่าง เช่น จำนวนประชากรหลายพันล้านคน ทำให้รัฐบาลจีนเริ่มคุมกำเนิดประชากรอย่างจริงจัง มาตั้งแต่ปี 1980 มีการออกกฎหมายจำกัดจำนวนบุตรในแต่ละครอบครัวให้มีบุตรได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ส่งผลให้อัตราการทำแท้งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะความเชื่อที่ว่าลูกชายดีกว่าลูกสาว เพราะเชื่อว่าลูกชายจะเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล เมื่อถูกจำกัดให้มีบุตรได้เพียงคนเดียว หากได้ลูกสาว พ่อแม่จึงตัดสินใจทำแท้งเพื่อจะได้มีโอกาสมีลูกได้อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งรัฐแก้กฎหมายให้สามารถมีบุตรต่อครัวเรือนได้สองและสามคนในปัจจุบัน ปัญหานี้จึงคลี่คลายความรุนแรงลงไปบ้าง ปัญหาการฟ้องร้องแบ่งมรดกของลูกสาวลูกชายก็เป็นปัญหาที่เกิดจากค่านิยมชายเป็นใหญ่   พ่อแม่ชาวจีนจะจัดการแบ่งทรัพย์สินให้ลูกสาวตามสมควรเมื่อตอนออกเรือน ดังนั้นตามธรรมเนียมปฎิบัติลูกสาวจึงไม่มีส่วนในทรัพย์สินที่เหลือของตระกูลอีกต่อไป แต่ธรรมเนียมปฎิบัตินี้ก็ไม่ได้กำหนดเป็นข้อกฎหมายอย่างชัดเจน จึงเกิดปัญหาการฟ้องร้องมากมาย

 

จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีข้อจำกัดในการดำรงชีวิตมากมาย ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน  แม้ว่าผู้หญิงจะถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การดำรงชีวิต การทำมาหาเลี้ยงชีพ จนแทบไม่มีบทบาทเด่นในสังคม แต่ผู้หญิงในทุกยุคทุกสมัยก็ยังถือว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จต่างๆ ของผู้ชาย สัญลักษณ์ประจำของลัทธิเต๋าหยินหยาง จึงเปรียบผู้หญิงเป็นสีดำ คือ ดวงจันทร์ เป็นตัวแทนของผู้ถูกกระทำ เยือกเย็น สงบนิ่ง และผู้ชายเป็นสีขาว คือดวงอาทิตย์ มีความร้อนแรง กระตือรือร้น ดังนั้นสัญลักษณ์ หยินหยาง ก็คือ ความสมดุลของจักรวาล คุณสมบัติของหยินหยาง ไม่มีวันเหมือนกันได้แต่รวมกันแล้วจะเกิดความพอดี เปรียบได้กับการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ที่จะขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปไม่ได้นั่นเอง

เนื้อหาโดย: vivianwang
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: vivianwang
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
สยอง! คนงานก่อสร้างเจออนาคอนด้ายักษ์ ตัวใหญ่ยาวมหึมา ในบราซิลเจอ"อนาคอนด้ายักษ์" ยาว ถึง10 เมตรโป๊ะแตก! "กลางรายการ" เน็ตไอดอลสาว "พูดได้ 8 ภาษา" พิธีกรถาม How old are you? กับตอบ I am fine.6 ข้อสงสัยการจากไป ของ ฮารุมะ มิอูระ (Haruma Miura)'จังหวัดที่คนมีความสุขมากที่สุดในประเทศ'ภาพเก่านางเงือกสงขลา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๑"ธนกร" ยืนยัน ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเพราะอวย "บิ๊กตู่"อังลี ดันลูกชาย เมสัน ลี รับบท บรูซ ลี
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
คอมเม้นชาวญี่ปุ่นต่อเงินเดือนของคนไทย!!'จุลจักร จักรพงษ์' ศิลปินไทยคนแรกบนชาร์ตเพลงBillboardเคล็ดลับบูชาเจ้าแม่กวนอิม อย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล และข้อห้ามมีอะไรบ้าง'ท่าอากาศยานดอนเมือง' สนามบินที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย
ตั้งกระทู้ใหม่