หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

พระพุทธรูปใต้ดินเชียงแสน เคยเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองในอดีตจึงมีซากโบราณสถานเต็มไปหมด!

พระพุทธรูปใต้ดิน
เชียงแสนเป็นชื่อของอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโขง และเคยเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองในอดีต ด้วยเหตุนี้พื้นที่กว่าครึ่งของอำเภอแห่งนี้ จึงมีซากโบราณสถานและวัดวาอารามปรากฏอยู่มากมาย

ในตำนานสิงหนวัติได้กล่าวไว้ว่า“พระเจ้าสิงหนวัติ ราชโอรสของพระเจ้าเทวกาล กษัตริย์เมืองนครไทยเทศ(ไทยในนครยูนนาน)ได้อพยพครอบครัวมาสร้างเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัตินครขึ้นหรือเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแล่นที่นี่”

ต่อมาในปี พ.ศ.๑๐๘๘ ในรัชสมัยของพระเจ้ามหาไชยชนะเมืองนี้ได้ล่มไป จนกลายเมืองหนองหล่ม ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
ในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนกล่าวว่า“ท้าวลาวจักราช ซึ่งถือกำเนิดมาจากโอปาติกะหรือ

เกิดขึ้นมาเอง แล้วสร้างเมืองขึ้นปกครองเอง แต่เมืองนี้มีหลายชื่อ เช่น เมืองหิรัญนคร เมืองเงินยางหรือเมืองเงินยัง เมืองหิรัญนครเงินยางชัยบุรีศรีเชียงแสน

เมืองดังกล่าวได้ตั้งอยู่มาจนถึงสมัยของพระเจ้าเม็งรายมหาราช จนได้ไปตีเมืองหริภุญชัย(ลำพูน)ได้สำเร็จ แล้วไปสร้างเมืองกุมกาม ในระยะนี้เองเมืองหิรัญนครเงินยางคงจะกลายเป็นเมืองร้าง เพราะพระเจ้าเม็งรายฯโปรดให้เจ้าแสนภู พระราชนัดดาไปทำการบูรณะ

แต่ในหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๑ กล่าวไว้ว่า“พระเจ้าแสนภูทรงสร้างเมืองเชียงแสน เมื่อ พ.ศ.๑๘๓๑ ในเขตแคว้นเมืองหิรัญนครเงินยางเดิม”

ส่วนหนังสือ“ชินกาลมาลีปกรณ์” มีข้อความว่า“พระเจ้าแสนภูทรงสร้างเมืองเชียงแสนขึ้น เมื่อ พ.ศ.๑๘๗๑ เหมือนพงศาวดารโยนก”
ราชวงศ์ของพระเจ้าแสนภูได้ครอบครองเมืองเชียงแสนสืบต่อกันมานานหลายสมัย โดยเฉพาะช่วงปลายราชวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองเชียงแสนต้องเป็นรัชทายาทเท่านั้น และผู้ที่จะขึ้นครองเมืองเชียงใหม่นั้น บังคับให้มาอยู่ที่เมืองเชียงแสนก่อน ดังนั้นเมืองเชียงแสนจึงมีความสำคัญมาตลอด จนกระทั่งพม่าได้ยกกองทัพมาตีเชียงแสนไว้ในอำนาจ เมื่อปี พ.ศ.๒๑๐๑ ในสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง ตั้งแต่นั้นมาเมืองเชียงแสนได้กลายเป็นสมรภูมิรบอยู่เสมอ เริ่มจากปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีและมาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ โปรดฯให้กรมหลวงเทพหริรักษ์(พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ พ.ศ.๒๓๐๒-๒๓๔๘) พระนามเดิม ตัน เป็นพระโอรสลำดับที่ ๑ ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ กับ เจ้าขรัวเงิน ทรงประสูติในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.๒๓๐๒ ทรงเป็นพระเจ้าหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๓๔๘ พระชันษา ๔๗ ปี ทรงเป็นต้น ราชสกุลเทพหัสดิน) และพระยายมราช ยกกองทัพไปขับไล่พม่าออกจากเชียงแสนได้สำเร็จ จึงได้ทำลายใบเสมาและเผาเมืองเสีย เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกหวนกลับมาตั้งมั่นได้อีก

บรรดาวัดวาอารามหลายแห่งถูกทิ้งให้รกร้าง บ้างก็ผุพังทลายไปตามกาลเวลา หนึ่งในจำนวนที่กล่าวมี วัดพระธาตุผาเงาหรือวัดสบคำรวมอยู่ด้วย ซึ่งได้ตั้งอยู่ที่บ้านสบคำ ห่างจากที่ว่าการอำเภอเชียงแสน ๓ กิโลเมตร บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงตรงข้ามกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
พื้นที่เดิมของวัดสบคำได้ถูกกระแสน้ำในแม่น้ำโขงเซาะตลิ่งพังลงเรื่อยๆ จนเหลือที่เพียงเล็กน้อย ทำให้พระภิกษุสามเณรและชาวบ้านคุ้มวัดสบคำพากันหวั่นวิตกว่า ในไม่ช้าวัดสบคำคงจะต้องถูกกระแสน้ำโขงเซาะทำลาย เช่นเดียวกับวัดอื่นๆหลายสิบวัดที่พังทลายลงไปอยู่ใต้แม่น้ำโขง จึงมีการเรียกประชุมและลงมติให้ย้ายวัดไปตั้งในที่แห่งใหม่ตรงบริเวณเชิงเขา ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางและอยู่ในเขตหมู่บ้าน ชาวบ้านเรียกที่แห่งนั้นว่า ถ้ำผาเงา แต่ก่อนนั้นเคยเป็นถ้ำและเป็นสถานที่เก็บโบราณวัตถุมากมาย ปากถ้ำเลยถูกปิดตายมานาน ต่อมาได้กลายมาเป็นที่ตั้งของ“พระธาตุผาเงา”ในปัจจุบัน

ครั้นถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๙ มีศรัทธากลุ่มหนึ่งร่วมใจกัน ทำการแผ้วถางป่าบริเวณเชิงเขาดอยคำ ซึ่งยังเป็นป่ารกชัฏ เพื่อมิได้ให้ผู้ใดมาจับจองครอบครองกรรมสิทธิ์ คงสงวนสถานที่แห่งนี้ไว้ให้เป็นประโยชน์ส่วนรวมของชาวบ้าน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ในป่ารกทึบแห่งนี้เต็มไปด้วยซากโบราณวัตถุโบราณสถานมากมาย จึงมีชิ้นส่วนของโบราณวัตถุกระจายอยู่กลาดเกลื่อน นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้พบชิ้นส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ชำรุดเหลือแค่ครึ่งองค์(หน้าตักประมาณ ๔ วา)ทุกคนเชื่อว่า คงเป็นพระประธานของวิหารโบราณ คณะศรัทธาได้ร่วมหารือกันว่า น่าจะมีการบูรณปฏิสังขรณ์ให้สมบูรณ์ สมกับที่เคยเป็นพระประธานมาก่อน เพื่อเป็นสิ่งสักการะของบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งปวง และจะได้ช่วยกันทำนุบำรุงรักษาสืบไป
พระอาจารย์แม้น โชติโก(หลวงพ่อแม้น)แห่งวัดบ้านสันธาตุได้มาชี้บอกสถานที่จะสร้างเสนาสนะสงฆ์ กำหนดเขตที่เป็นพุทธาวาสและสังฆาวาส เพราะท่านเป็นผู้ชำนาญในการนี้และได้สั่งให้ยกพระพุทธรูปที่ล้ม ขึ้นตั้งก่อนสิ่งอื่นใด

ค่ำคืนวันจันทร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๙ นายจันทา พรมมา ผู้มาร่วมบุกเบิกแต่แรกได้ฝันไปว่า มีพระภิกษุรูปกายสูงใหญ่ ผิวคล้ำ จมูกโด่งเหมือนแขก พาดสังฆาฏิ เดินไปเดินมาที่บริเวณพระธาตุผาเงามาบอกว่า ก่อนที่จะยกชิ้นส่วนองค์พระประธานขึ้น ควรนิมนต์พระสงฆ์ ๘ รูปมาประกอบพิธีสวดถอนก่อน แล้วจะพบกับสิ่งสำคัญยิ่งกว่านี้

รุ่งเช้านายจันทาได้บอกให้คณะศรัทธาสร้างศาลพระภูมิ บูชาข้าวพระพร้อมกับนิมนต์พระสงฆ์ ๘ รูปมาสวดอุทิศผลบุญกุศลและแผ่เมตตาไปให้หลวงพ่อที่มาบอกกล่าว จากนั้นก็ใช้รอกยกพระพุทธรูปที่ล้มขึ้นพร้อมกัน ปรากฏว่าพระพุทธถูกยกขึ้นอย่างง่ายดาย

วันเสาร์ที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ชาวบ้านสบคำได้ร่วมใจกันจัดผ้าป่าสามัคคีขึ้น เพื่อหาทุนทรัพย์บูรณะซ่อมแซมเสนาสนะสงฆ์ จากนั้นไปติดต่อนายช่างมาทำการก่อสร้าง ต่อเติมแขนขาของพระพุทธรูปที่ชำรุด

วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ คณะศรัทธาช่วยกันทำการบูรณะปรับพื้นที่ ด้วยการขุดตอไม้ขนาดใหญ่ที่มีรากซอนไซ เกาะเกี่ยวกับก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีอยู่มากมาย ขณะที่ช่วยกันงัดแงะเอาก้อนหินออกจากใต้พื้นดิน จนสามารถเคลื่อนย้ายตอไม้ออกไปแล้ว ทุกคนต่างก็พบกับสิ่งอัศจรรย์ใจ นั่นคือ ภายใต้ตอไม้นั้น มีอิฐโบราณก่อเรียงกันไว้เป็นแนวอย่างมีระเบียบ เมื่องัดหินออกก็พบมีหน้ากากสวมทับองค์พระพุทธรูปไว้ พอหน้ากากแตกก็เห็นเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก ถูกซุกซ่อนอยู่ด้วยวิธีที่แยบยล ณ ภายใต้ชุกชีพระประธานใหญ่นั่นเอง

พระพุทธรูปที่ถูกขุดพบครั้งนี้เป็นพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยล้านนายุคต้นๆ คือ พุทธลักษณะมีพระวรกายและพระอุระอวบอ้วน คล้ายพระพุทธรูปเชียงแสนรุ่นแรกๆพระพักตร์ค่อนข้างยาวรี ขมวดพระเกศาโต จมูกโด่ง คาดสังฆาฏิสวยงาม

การฝังก็กระทำอย่างศรัทธา โดยก่ออิฐทับถมไว้อย่างแน่นหนามีกำแพงแก้วล้อมรอบสี่ด้าน ก่อนที่จะพบเศียร เขาก่ออิฐทับปูเป็นแท่น แล้วนำหินขนาดคนเดียวยกไม่ไหวเรียบทับไว้ เพื่อลวงตามิให้เห็นและสร้างพระประธานองค์ใหญ่นั่งทับไว้อีก แสดงว่าไม่ใช่คนธรรมดาสร้างไว้ ผู้สร้างต้องเป็นชนชั้นเจ้าเมืองอย่างแน่นอน สันนิษฐานว่า เมื่อหมดอายุกาลของเขาไปแล้วไม่ปรารถนาให้คนรุ่นหลังได้รักษาอย่างมั่นคง ดังที่เขาเคยรักษาไว้ จึงทำเช่นนี้

พระพุทธรูปองค์นี้จากหลักฐานที่ปรากฏ หลังจากตกแต่งรอบองค์และฐานแล้ว จึงพบว่าถูกฝังอยู่ใต้ฐานพระประธานใหญ่ภายในวิหารเป็นพระปูนปั้นโบราณลงรักปิดทองอย่างดีก่อนเอาลงฝัง เชื่อต้องผ่านพิธีสำคัญ ด้วยมีแจกันดอกไม้ทำด้วยดินเผาตั้งไว้ข้างหน้า องค์พระพุทธรูปถูกครอบแผ่นดินเผา ที่แต่งให้โค้งเว้าเข้ารูป สนิทแนบพอดีกันทุกส่วนเหมือนเป็นปลอกหุ้มไว้ทั้งองค์ รอบนอกมีหินเผาก้อนใหญ่น้อยขนาดต่างๆปะปนกับเนื้อดิน เหนือพระเศียรมีการนำก้อนหินเรียงอำพรางไว้อย่างหนาแน่นด้วยความตั้งใจ และต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก ผู้มีอำนาจและบารมีเท่านั้นที่จะบงการเช่นนี้ได้ เชื่อว่าหลังจากทำการฝังพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แล้ว จึงได้ลงมือก่อแท่นแก้วหรือฐานชุกชีทับ แล้วจึงก่อสร้างพระพุทธรูปประธานขนาดหน้าตัก ๔ วา บนตำแหน่งที่ฝังองค์พระพุทธรูปอีกที ซึ่งเป็นการสร้างด้วยเจตนาที่จะซ่อนเร้นให้พ้นจากการขุดคุ้ยภายหลัง ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีได้คำนวณอายุของพระพุทธรูปองค์นี้ สันนิษฐานว่า คงประมาณ ๗๐๐-๑,๓๐๐ ปี คณะกรรมการวัดพระธาตุผาเงาลงมติเป็นเอกฉันท์ ขนานนามพระพุทธรูปโบราณองค์นี้ว่า“หลวงพ่อผาเงา”

พระอาจารย์รูปหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องกายทิพย์ ได้ติดต่อกับเทวดาที่สถิตรักษาพระพุทธรูปโบราณองค์นี้ ทำให้ทราบความว่า วัดพระธาตุผาเงานี้ สมัยโบราณมีชื่อเรียกว่า“วัดผาพิงค์” เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.๔๕๘ โดยเจ้าผู้ครองนครเชียงแสน

สำหรับพระพุทธรูปโบราณที่ขุดพบนั้นเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มีอานุภาพมาก มีชื่อเดิมว่า “พระร่วง” รายละเอียดมีบันทึกอยู่ในศิลาจารึก ซึ่งปัจจุบันถูกฝังอยู่ในบริเวณวัดพระธาตุผาเงา แต่บอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ใด เพราะยังไม่ถึงเวลาอันสมควร

ข่าวการพบพระพุทธรูปโบราณที่วัดพระธาตุผาเงาได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้บรรดาพุทธศาสนิกทั่วทุกสารทิศ แตกตื่นมาชมบารมีและกราบไหว้กันทุกวัน ปรากฏพบว่ามีอภินิหารแปลกๆเกี่ยวองค์พระพุทธรูปหลายอย่าง เช่น ตลอดระยะเวลา ๓ เดือนแรก หลังจากที่ได้ขุดพบพระพุทธรูปโบราณ นายมานิต ปิยานนท์ โฆษกวัดและมีหน้าที่คอยต้อนรับผู้มีจิตศรัทธา เล่าให้พังว่า วันหนึ่งน้ำพุทธมนต์ที่ตั้งไว้ที่เชิงเทียนตรงหน้าพระพุทธรูป ซึ่งผ่านการทำพิธีโดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ เกิดมีไม่พอกับความต้องการของคลื่นมหาชน ที่หลั่งไหลมากราบไหว้กันเนืองแน่น และต้องการตักน้ำพุทธมนต์นี้กลับไปเป็นสิริมงคล

นายมานิต ได้คิดในใจว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ตุ่มมังกรขนาดใหญ่มาใส่น้ำพุทธมนต์ สำหรับสนองความต้องการของผู้ที่มากราบไหว้ ตนเองก็ไม่มีเวลาปลีกตัวไปหาซื้อ เลยครุ่นคิดอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งวัน

พอตกเย็นปรากฏว่ามีรถบรรทุกตุ่มมังกร เดินทางมาจากจังหวัดราชบุรีวิ่งเข้ามาในวัดพระธาตุผาเงา และแจ้งความประสงค์ว่า มีความศรัทธาถวายตุ่มมังกรขนาดใหญ่ให้ หลังจากได้ไปกราบไหว้บูชาหลวงพ่อพระธาตุผาเงาแล้ว ได้ถวายตุ่มมังกรขนาดกลางอีกใบหนึ่งด้วยความศรัทธา

พระอาจารย์คำแสน คัมภีโร ผู้ดำเนินการสร้างวัดครั้งแรก ได้จดบันทึกปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อผาเงาไว้มากมาย หนึ่งในจำนวนที่ได้บันทึกไว้ ได้แก่ ผู้มองไม่เห็น เมื่อท่านได้เดินทางไปนมัสการหลวงพ่อผาเงา บางท่านคงแปลกใจเมื่อได้เห็นรูปแขวนอยู่รูปหนึ่งและมีคำบรรยายอยู่ข้างล่างว่า“ผู้มองไม่เห็นพระพุทธรูปครั้งแรก” ภาพที่ปรากฏอยู่ในรูปนั้น คือ น.ส.คำนวล ใจวงศ์ บ้านอยู่ในเขตสุขาภิบาลเวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงรายนั่นเอง

สืบเนื่องมาจากเมื่อประมาณกลางเดือนเมษายน ๒๕๑๙ เธอได้ไปนมัสการหลวงพ่อผาเงา ในขณะที่เธอได้นมัสการอยู่นั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็เกิดขึ้นกับเธอ คือ ขณะที่มองดูหลวงพ่อผาเงาอยู่นั้น ปรากฏว่ามืดไปหมด แต่มีแสงสาดลงมาอย่างสวยงาม เธอได้ถามพ่อแม่ที่มาด้วยว่าเห็นพระพุทธรูปไหม ทุกคนได้เห็นพระพุทธรูปทั้งหมด แต่ทำไมเธอมองไม่เห็น ทั้งที่มองออกมาด้านนอก ปะรำที่ประดิษฐานหลวงพ่อผาเงานั้นแสงแดดยังสว่างจ้า เธอตั้งใจมองอยู่หลายครั้งก็ยังเหมือนเดิม ทำความผิดหวังให้แก่เธอมาก หลังจากกลับไปแล้ว เธอคิดอยู่ทุกขณะว่า เธอคงเป็นคนหยาบช้าสามานย์ เคยทำบาปทำกรรมมามากกระมัง เธอพร้อมด้วยพ่อแม่ได้หวนกลับมานมัสการอีกครั้ง คราวนี้เธอมองเห็นหลวงพ่อผาเงาอย่างชัดเจน เหมือนอย่างที่ทุกคนเห็นด้วยความดีใจ เธอจึงเล่าให้อาตมาฟังอย่างละเอียด หลังจากนั้นอาตมาได้ขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

อาตมาได้ทราบจากคำบอกเล่าของผู้ที่มานมัสการว่า มีอยู่หลายคนที่มองไม่เห็นเหมือนกัน คนที่ได้ดูรูปเธอแล้วมักถามปัญหานี้กับอาตมาว่า เพราะเหตุใดเธอจึงมองไม่เห็น อาตมาก็เคยตอบเสมอว่า อย่างนี้เราไม่น่าจะถือว่าเธอเป็นคนบาป เพราะเธอไม่เห็นเพียงครั้งแรกเท่านั้น แต่ต่อมาภายหลังเธอก็มองเห็นชัดเจนทุกประการ คงเป็นเพียงอภินิหารที่หลวงพ่อแสดงเท่านั้นเอง ผู้ที่มองไม่เห็นนั้นมีลักษณะอาการไม่เหมือนกัน บางคนมองไม่เห็นแต่ไม่มืด บางคนมองเห็นควันเต็มไปหมด บางคนมองแล้วเกิดความกลัว แต่เขาเหล่านั้นไม่ยอมให้ถ่ายรูป จึงไม่นำมากล่าวในที่นี้

ถ่ายรูปติดราวกับปาฏิหาริย์
ในขณะที่อาตมาพูดคุยอยู่กับแขกที่มานมัสการหลวงพ่อนั้น มีชายคนหนึ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางตื่นเต้น ในมือถือกล่องกระดาษขนาด ๖ คูณ ๔ นิ้วเข้ามาหา หลังจากกราบหลวงพ่อ แล้วก็กราบลงตรงหน้าอาตมา พร้อมกับพูดขึ้นว่า“ผมนำรูปนี้มาถวายท่านอาจารย์” อาตมาก็รับเอามาเปิดออกพร้อมกับหยิบรูปออกมาดู ปรากฏว่ารูปที่ถ่ายมานั้นเป็นรูปสีที่สวยงาม รวมทั้งหมด ๙๙ รูป หลังจากนั้นเขาก็แนะนำตัวเองว่า ชื่อ นายบุญเทียม เจริญธาราไชย อยู่ที่ถนนนเรศ กรุงเทพฯ โยมเล่าให้ฟังว่า

เมื่อวันพุธที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๐ ได้มานมัสการหลวงพ่อผาเงาและได้ถ่ายรูปหลวงพ่อไป รูปทั้งหมดติดหลวงพ่อผาเงารูปเดียวเท่านั้น นอกนั้นฟิล์มเสียหมดเลย แสดงว่าหลวงพ่อผาเงาองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์ และอัศจรรย์ที่สุดจึงได้อัดรูปทั้งหมด ๙๙ รูป ถวายให้วัดเพื่อเป็นพุทธบูชา เงินที่ได้จากการบูชามอบให้ทางวัด เพื่อนำมาบูรณะวัดสืบไป

คุณบุญเทียมได้เล่าต่อไปอีกว่า หลังจากเขาถ่ายรูปมาจากที่อื่นได้ครึ่งม้วน แล้วก็ถ่ายรูปหลวงพ่อ นอกนั้นไปถ่ายที่อื่นต่อจนหมดฟิล์ม ก็นำไปให้ทางร้านเขาล้าง พอนายช่างเขาดึงฟิล์มออกมาก็พูดว่า“นี่คุณถ่ายรูปเละหมดแล้วคุณไปถ่ายได้อย่างไรรูปคงเสียหมดแล้วซิ” แต่หลังจากล้างฟิล์มออกมาแล้วปรากฏว่า รูปหลวงพ่อผาเงารูปเดียวเท่านั้นที่ใสแจ๋ว และชัดเจนที่สุดซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก คุณบุญเทียมได้มอบฟิล์มนั้นไว้เป็นหลักฐานด้วย นี่ก็เป็นปาฏิหาริย์อันหนึ่ง ที่คุณบุญเทียมเองยอมรับว่าอัศจรรย์จริงๆ

เรื่องการแสดงอภินิหารนี้บางคนอาจจะเชื่อ และบางคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่ใครจะว่าอย่างก็ตาม เรื่องที่อาตมานำมากล่าวนี้ มีหลักฐานยืนยัน และขอพูดด้วยความสัตย์ตามที่ได้ประสบมา สำหรับผู้นำเอารูปหลวงพ่อไปจะเป็นผลดียิ่งขึ้น อาตมาขอฝากคาถาดังนี้ คือ ว่านะโม ๓ จบ แล้วกล่าวว่า“สนติโตวิปุมโม” ๓ หน จะเป็นมงคลนักแล

วัดพระธาตุผาเงาได้จดทะเบียนกับกรมศาสนา ยกฐานะวัดร้างเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ให้ถูกต้องตามกฎของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๒

ภายในวัดพระธาตุมีเนื้อที่ ๒๔๓ ไร่ ซึ่งเป็นเขตโบราณสถานที่กรมศิลปากรสำรวจไว้ ๑๔๓ ไร่ บริเวณวัดครอบคลุมภูเขาดอยคำทั้งหมด อันเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์เจ็ดยอด ที่ปรักหักพังเหลือแค่ฐาน

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: ตูบสุดหล่อ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
10 VOTES (5/5 จาก 2 คน)
VOTED: maddog2565, Thorsten
กระทู้ที่มีคอมเม้นต์ล่าสุด
โรงเรียน คือที่ที่ดีที่สุดจริงหรอ
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
หนุ่มสะดุ้งแรง!! เดินมาไม่มีอะไร พอมองขึ้นไปเท่านั้นแหละ"เรื่องวุ่นๆ ของวัยรุ่นอินเดีย" กระโปรงแดงชอบเสื้อส้ม เสื้อส้มชอบเสื้อขาว เสื้อขาวชอบเสื้อดำเพจสลิ่ม ซัดแรง "ชัชชาติ" คุณหลอกดาว ไหนบอก 20 บาทตลอดสาย"เต้ กันตนา" พูดถึง "ขุน ชานนท์" บอก "ให้ไปอยู่ในที่ชอบที่ชอบ"ต่ำสุดในรอบปี!! ราคาน้ำยาง เดือนเดียว ลดไป 16 บาทชาวเน็ตจวก "ณเดชณ์" ซื้อห่อหมก "ม้า อรนภา" ลั่น สลิ่มแห่งชาติชาวเน็ตเผยภาพ "ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น" เมื่อ 2 ปีก่อน จำแทบไม่ได้!!หลายคนยังไม่รู้!! สาเหตุที่ "เป๊ก ผลิตโชค" ต้องศัลยกรรมทั้งหน้าวัยรุ่น 16 ปี ใช้กัญชา หลอนหนัก ใช้มีดปาดคอตัวเองวิจารณ์ยับ! ข้าราชการ จัดโครงการไปทะเล ลั่น "ไม่หนีร้อนก็หนีรัก ส่วนเราหนีงาน"พ่อชาวจีน อดหลับอดนอน ติววิชาคณิตให้ลูก สุดท้ายร้องไห้หนักมากสาวมือใหม่ แชร์ประสบการณ์ "หัดทำสวนทุเรียน" ไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อซื้อที่ดินมา มีกำแพงให้ แต่มีเศษแก้วแบบนี้ แก้ยังไงดี?
ชายชาวญี่ปุ่นทำ USB Stick ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของคนเกือบครึ่งล้านหายไป เพราะเขาเมา..🥴🥃"น้ำตาลทรงกรวย" น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ที่ได้จากการกลั่นจากพืชแล้วอัดให้เป็นรูปทรงกรวย!!ชื่อชาวพม่าที่ขึ้นต้นว่า หม่องโน่น หม่องนี่ หมายความว่าอะไร!??ก็ไม่ได้ทิ้งนะคะเเค่เเขวนๆเหน็บๆเอง 🤣
ตั้งกระทู้ใหม่