หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post แชร์ลิ้ง
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
ตรวจหวย - ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ถ่ายทอดสดผลหวย เวลา 14.30 น.
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

พุทธธรรม กับ การจำแนกคนด้วยฐานคิด 3 ประเภท

พุทธธรรม กับ การจำแนกคนด้วยฐานคิด 3 ประเภท
/////

จงปฏิบัติหนักอย่างสงบเงียบ
แล้วปล่อยให้ความสำเร็จ
เป็นผู้ส่งเสียง

......

เวลากวาดตามองผู้คนในโลกโซเชียล การจำแนกผู้คนโดยแบ่งตามฐานคิด 3 ประเภท เป็นวิธีการที่สะดวกมากในการคัดกรองคนที่ผมจะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยอย่างเหมาะสม

โดยทั่วไปผู้คนในสังคมไทยมีฐานคิด 3 ประเภทคละเคล้ากันไป คือ

หนึ่ง : ฐานคิดแบบ Pre-Modern (ก่อนทันสมัย)
สอง : ฐานคิดแบบ Modern (ทันสมัยนิยม) และสาม : ฐานคิดแบบ Postmodern (หลังทันสมัย)

......

ในที่นี้ผมขอกล่าวเฉพาะการตีความพุทธธรรมตามฐานคิด 3 ประเภทข้างต้นเท่านั้น
แล้วผู้อ่านคงจะเข้าใจได้ว่าการจำแนกตามฐานคิด 3 ประเภทนี้ มันสำคัญอย่างไรต่อการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ "พุทธธรรม" ของตัวเราเองและของผู้อื่น

(1) ฐานคิดแบบ "ก่อนทันสมัย" ที่ทรงอิทธิพลต่อความเข้าใจพุทธธรรม คือระบบความเชื่อแบบไตรภูมิของพุทธศาสนาที่กลมกลืนไปกับความเชื่อเรื่องไสยเวท(ไสยศาสตร์)และพลังเหนือธรรมชาติ

(2) ฐานคิดแบบ "ทันสมัยนิยม" ที่ทรงอิทธิพลต่อความเข้าใจพุทธธรรมคือ ระบบคิดแบบวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์ การเคารพข้อเท็จจริง รวมทั้งการตีความพุทธธรรมแบบเหตุผลนิยมของท่านพุทธทาส

(3) ฐานคิดแบบ "หลังทันสมัย"ที่เป็นที่นิยมในหมู่พวก "หัวก้าวหน้า"ไทย คือ ระบบคิดที่มุ่ง "ถอดรื้อ"อำนาจและโครงสร้างอำนาจในสังคมไทยอย่างเอาเป็นเอาตาย

หลักๆก็คือมุ่งถอดรื้อความเป็นไทย โดยมุ่งถอดรื้อความเป็นชาตินิยม (แล้วแทนที่ด้วยชุดความคิดความเชื่อแบบสากลนิยม)

ตามด้วยมุ่งถอดรื้อสถาบันศาสนา (แล้วแทนที่ด้วยชุดความคิดความเชื่อเรื่องรัฐโลกวิสัย (Secular State) ที่รัฐควรจะถอยออกมาโดยไม่อุปถัมถ์ศาสนาใดๆเลย)

และสุดท้ายจบลงด้วยมุ่งถอดรื้อสถาบันกษัตริย์ (ลดทอนพระราชอำนาจและพระบารมีให้กลายเป็นแค่สัญลักษณ์เฉยๆเท่านั้น หนักสุดคือมุ่งล้มล้างสถาบันกษัตริย์เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ)

จะเห็นได้ว่าฐานคิดแบบ "หลังทันสมัย" นั้นมุ่งเข้าใจพุทธธรรมด้วยการ "ถอดรื้อ" ตัว "พุทธธรรม" โดยตรง

.....

จะเห็นได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศนี้หรือแทบเรียกได้ว่าเกือบทั้งประเทศ คือคนที่มีฐานคิดและโลกทัศน์แบบ "ก่อนทันสมัย" (ฝากชีวิตไว้กับดวง) กับฐานคิดและโลกทัศน์แบบ "ทันสมัยนิยม" (ชะตาชีวิตคนเราต้องลิขิตเองด้วยหนึ่งสมองสองมือด้วยความพากเพียรอย่างยิ่งยวด) ผสมปนเปกันไปในตัวตนของเขาโดยมีสัดส่วนมากน้อยแตกต่างกันไปตามแต่ละปัจเจก

มีคนไทยกลุ่มน้อยเท่านั้นที่หลงไหลเลื่อมใสฐานคิดและโลกทัศน์แบบ "หลังทันสมัย" ล้วนๆ และอุทิศชีวิตทั้งหมดของตนเองเพื่อเผยแพร่ความคิดความเชื่อแบบหลังทันสมัยของตน

คนไทยกลุ่มนี้คือ แกนนำขบวนการความคิดหัวก้าวหน้าไทย(ลิเบอร่าน) หรือขบวนการโพสต์โมเดิร์นไทยที่มุ่งถอดรื้ออำนาจและโครงสร้างอำนาจในสังคมไทยอย่างไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้นนั่นเอง

.....

อันที่จริงมุมมองแบบ Postmodern ที่พวกร่านไทยเชื่อ มันก็มี "ความจริง" ของมันอยู่บ้าง ถ้ามองแบบคนตาบอดคลำช้าง

ฐานคิดแบบ Postmodern จึงไม่ได้ผิดทั้งหมด แต่มันถูกแค่เฉพาะส่วนบางส่วนเท่านั้น

เพียงแต่มันดู "จริงเหลือเกิน" สำหรับคนที่หลงไหลความคิดโพสต์โมเดิร์นโดยไม่สามารถ "เห็น" ความคิดของตัวเองได้กระจ่างแจ้งทั้งข้อดีและข้อจำกัดของความคิดนั้น

พอพวกร่านไทยยึดติดกับโพสต์โมเดิร์นล้วนๆ จุดอ่อนในการมองปัญหาต่างๆของพวกเขาจึงมาจากการ "มโนเอง" มากกว่าดูข้อเท็จจริงแบบพวกโมเดิร์นหรือทันสมัยนิยมอย่างที่เห็นกัน ในโลกโซเชียล

การสถาปนาความเป็นใหญ่ทางอุมการณ์ (Hegemony) จะไม่มีทางเป็นไปได้เลย ถ้ายังไม่สามารถบูรณาการฐานคิดทั้ง 3 ประเภทได้อย่างกลมกลืนและเป็นองค์รวม มาชี้นำประเทศและมหาชนได้

การที่พวก "คนรุ่นใหม่" จะชี้นำประเทศนี้ได้ก็ต่อเมื่อพวกเขามีวิชั่นที่สามารถบูรณาการฐานคิดแบบก่อนทันสมัย ฐานคิดแบบทันสมัยนิยมและฐานคิดแบบหลังทันสมัยมาชี้นำสังคมและมหาชนได้เสียก่อน

พวกเขาจึงจะสามารถ"ได้ใจ" สังคมและมหาชนได้ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเขาทำไม่ได้

เพราะมีแต่ Postmodern Only !
แถมยังเป็นโพสต์โมเดิร์นที่สามานย์ด้วย หาความลึกซึ้งทางความคิดไม่ได้เลย

ส่วนพวกสาวกก็แค่แชร์ตามศาสดาของตัวเองเท่านั้น ความสามารถในการคิด-วิเคราะห์-แยกแยะ แบบพวกโมเดิร์นหรือทันสมัยนิยมก็ยังไม่มีเลย

......

แล้วฐานคิดแบบโมเดิร์นเล่า?

จุดอ่อนของฐานคิดแบบโมเดิร์นนั้นปรากฏชัดเจนในการทำความเข้าใจเรื่องจิตและการเข้าถึงพุทธธรรม

การกระตุ้นให้ผู้คนตั้งคำถาม และคิดหาคำตอบอย่างมีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องดี อย่างน้อยก็ดีกว่าคิดไม่มีเหตุผล

แต่ถ้าเพียงใช้ "ความคิด" และ "เหตุผล" เป็นเครื่องมือ แล้วลดทอนพุทธธรรมให้กลายเป็นวิทยาศาสตร์ นั่นคือสิ่งที่ต้องระวัง

"ความรู้" ในทางพุทธศาสนา มิใช่ความรู้ที่ได้มาด้วย "การอ่าน" ... ตรงนี้คือ อันตรายที่สุดของปัญญาชนพุทธหรือ นักวิชาการพุทธซึ่ง "อ่าน" และ "แตกฉาน" ในคัมภีร์อย่างหาตัวจับได้ยาก

การท่องไตรปิกฏได้ทั้งหมด จดจำคำพระพุทธเจ้าได้ทุกคำ วิเคราะห์ข้อธรรมข้อต่างๆได้อย่างแตกฉาน โดยตัวมันเองไม่ใช่ "เงื่อนไขเพียงพอ" ที่จะเกิดความรู้ (หรือญาณปัญญา) ทางพุทธศาสนา

บางคนอ่านมากอาจนำไปสู่ "กับดักแห่งความหลง" ไปคิดว่าตัวเองรู้ (มากกว่าชาวบ้าน) จับโน่นนี่ไปจินตนาการ ตาม "การปรุงแต่ง" ของจิตตัวเองเท่านั้น

นอกจากนี้ การ "อ่าน" วิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์เสมอไป

อย่างดีมันก็แค่ก็ทำให้เราแค่ "รู้จำ" ข้อความทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เพราะวิทยาศาสตร์เองก็มีกระบวนการซับซ้อนทั้งทางวิธีวิทยา ทั้งทางสังคม ในการตัดสินว่าอะไรเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์

การรู้เพียงจากการ "อ่าน" อาจช่วยให้เปิดหูเปิดตา ความคิดเปิดกว้าง โลกไม่แคบ แต่ก็ต้องตระหนักว่ามันมีข้อจำกัดที่เอามาพูดบางอย่างไม่ได้ และอะไรที่พูดไม่ได้ด้วยข้อจำกัดของการ "อ่าน" ก็พึงรู้ว่าไม่ควรพูดเพราะไม่ได้รู้จริงพอที่จะพูด

ญาณปัญญาในพุทธศาสนา ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากลำพังการคิดหรือการลำดับเหตุผล

ญาณปัญญาถือว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญของพุทธศาสนามากกว่าความรู้

พระพุทธเจ้าเองทรงเลือกที่จะไม่ตอบคำถามแนวความรู้หลายคำถามเพราะเห็นว่าไม่ได้ช่วยให้เกิดญาณปัญญา

ตรงนี้เราต้องชัดว่า อะไรคือที่มาของปัญญาญาณทางพุทธศาสนา และอะไรที่ว่านั้นแตกต่างจากการได้มาของความรู้หรือการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างไร?

หลวงปู่ หลวงตา ท่านไม่เคยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ท่านก็ "เข้าถึง" "หยั่งถึง" ธรรมชาติของจิตได้ ด้วยวิธีการ "ปฏิบัติ" อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อการ "ตื่น" ของจิต

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆและรู้เรื่องศาสนาตะวันออกมากบางคนกลับเป็นคนที่คิดค้นระเบิดปรมาณูสำเร็จและไม่ได้มีญาณปัญญาพอที่จะคำนึงถึงผลที่จะตามมาทางจริยธรรมของสิ่งที่เขาค้นพบ แม้ว่าตนเองจะ "อ่าน" คัมภีร์ศาสนาตะวันออกอย่างแตกฉานก็ตาม

ในเบื้องต้น พุทธศาสนาอาจมีบางมิติที่ดูมีเหตุผลและเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนาอื่นๆ อาจมีนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจพุทธศาสนามากกว่าศาสนาอื่นโดยเฉพาะการค้นคว้าทดลองเรื่อง "การเจริญสติ" อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่เฟื่องฟูมากในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา

แต่นั่นไม่เท่ากับการประกาศว่าศาสนาพุทธ เป็นวิทยาศาสตร์

......

ผมไม่คิดว่าคุณวิเศษเรื่องสัพพัญญูของพระพุทธเจ้าจะเป็นแค่คำอุปมาหรือคำยกย่องธรรมดาเท่านั้น

วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการที่ล้ำเลิศในการเรียนรู้ "ความจริงภายนอก" ด้วยวิธีการเชิงประจักษ์นิยม (Positivism) ก็จริง

แต่วิธีการนี้มันใช้ไม่ได้ผลกับการเรียนรู้ "ความจริงภายใน" (ซึ่งเป็นความจริงเชิงอัตวิสัย) ที่เป็นเรื่องของการเข้าถึงและการให้ความหมาย

สั้นๆ กระบวนการเรียนรู้วิทยาศาตร์ กับกระบวนการเข้าถึงพุทธธรรม มันคนละพรมแดนกัน และไม่อาจลดทอนพรมแดนอื่นลงด้วยวิธีการที่ถนัดในพรมแดนของตนเองได้

วิธีการเข้าถึงพุทธธรรมย่อมไม่อาจใช้ได้ผลในพรมแดนของวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์เช่นกัน และไม่ควรเอามาอวดอ้างแบบ "วิทยาศาสตร์เทียม"โดย "ชาวพุทธ"

อันตรายจึงมีสองด้าน ทั้งจากชาวพุทธที่แอบอ้าง "วิทยาศาสตร์เทียม" เพื่อเชิดชูอัตตาความเชื่อเรื่องพุทธของตนเองด้วยวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์

และจากพวกที่มองพุทธธรรมด้วยอัตตาตัวตนของวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์อย่างเดียวโดยไม่สนใจมิติอื่นๆ

.....

หากพิจารณาในมุมมองของทักษะแบบพหุปัญญา คนเก่งเรื่องจิต กับคนเก่งคณิตศาสตร์ และคนเก่งเรื่องศิลปะการต่อสู้

มันเป็นความเก่งคนละทักษะกัน

แต่มีบ้างเหมือนกันแต่หาได้ยากยิ่ง ที่คนๆหนึ่ง สามารถมีพหุปัญญาที่เก่งในทักษะหลายแขนงในตัวคนๆเดียวแบบ "เรเนซอง แมน" ได้

ทักษะการเข้าถึงพุทธธรรม เป็นทักษะทางจิตประเภทเดียวที่เป็นปัญญาปรมัตถ์

ขณะที่ทักษะประเภทอื่นที่เหลือทั้งหมด (รวมทั้งทักษะทางคณิตศาสตร์ที่เป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์) เป็นปัญญาบัญญัติทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น คนที่จะชี้นำสังคมได้จริง คือคนที่สามารถสังเคราะห์ฐานคิดหรือ โลกทัศน์ 3 ประเภทนี้เข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวมและอย่างบูรณาการเท่านั้น

สุวินัย ภรณวลัย

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/photo/?fbid=4884063474964088&set=a.380997495270731
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: มารคัส
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: Thorsten
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
รูปขันที ตัวจริงในสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลาย มาดูกันว่าต่างจากในหนังอย่างไร"ชัชชาติ" ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศ "ยกเลิกสายไฟลงดิน"เปิดรายได้ "เก๋ไก๋ สไลเดอร์" แค่คลิปเดียว เหลือใช้ทั้งชาติที่นี่คือ "ย่างกุ้ง" ไม่ใช่วันหยุด ทำไมถนน แทบไม่มีรถวิ่ง?ความรู้จากลอตเตอรี่ 1 ใบ"โคตะ มิอุระ" นักมวยชาวญี่ปุ่น คู่ชก "บัวขาว" ถึงประเทศไทยแล้ว"เมกะบางนา" ล่าสุด น้ำท่วมหนักมาก นึกว่าตลาดน้ำเกือบเฮ!สาวโดนฟ้าผ่ากลางทุ่งไม่ตๅย แต่สุดท้ายแม่แทบใจสลายเพจดังจวก! "สลัมเซ็นเตอร์" ขายอยู่ใต้สะพาน สภาพแบบนี้จำแทบไม่ได้! ธงธง น้ำตาตก ลงรูปสมัยยังเล่นลิเกหลอกแม่ยก ชีวิตผ่านมาเยอะมากอย่าสักแต่ว่าไหว้...คุณรู้จักเทพดีพอหรือยัง"นารากร" โวย!! โดนไล่ลงจากรถไฟฟ้า บอกขัดข้อง แล้วจะให้ไปทางไหน?จับตัวได้แล้ว!! ฝรั่งหนุ่มล่า "ปลานกแก้ว" อ้าง ไม่รู้อยู่ในเขตอุทยานฯ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ความรัก, ประสบการณ์ชีวิต
นิยามความรักใต้พิภพที่เคยมีมา!แชร์ประสบการณ์ไปเที่ยวกลางคืนอย่างไรให้ ”มีคนไปส่ง”กาแฟหน้า มทร.ขอนแก่น ร้านอื่นครึ่งวันก็ง่วงร้านนี้สามวันสามคืนก็ไม่ง่วง แฮร่จะรู้ได้ยังไงว่าเขาชอบเรา?
ตั้งกระทู้ใหม่