หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ประสบการณ์จิตเหนือโลกของหลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล (5)

ประสบการณ์จิตเหนือโลกของหลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล (5)
/////

ต้นเดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ. 2520

พระเยื้อนเดินเท้ามาถึงสังขละบุรีในตอนบ่ายแก่ๆ ทันได้ยินเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นในตอนสายวันนี้พอดี

... หญิงมอญแม่ลูกอ่อนคนหนึ่งกำลังซักผ้าอยู่ที่ริมแม่น้ำซองกาเรีย
ลูกชายของนางยังเล็กอยู่ นางจึงปล่อยให้ทารกน้อยของนางคลานไปคลานมาอยู่ใกล้ๆ

นางเผลอไปหน่อยเดียว ลูกน้อยของนางก็พลัดตกแม่น้ำ นางตกใจมากหวีดร้องเสียงดัง มองหาทารกเท่าไรก็หาไม่พบ เพราะกระแสน้ำไหลแรงด้วย

พวกชาวบ้านพอได้ยินเสียงร้องของให้ช่วยจากหญิงมอญนางนั้นจึงรีบกระโดดลงน้ำเพื่อออกไปช่วยค้นหาทารกน้อย

และได้พบเด็กน้อยนอนหงายลอยไปตามน้ำ ที่คอของทารกมีลูกอม(ลูกประคำหนึ่งเม็ด) ของหลวงพ่ออุตตมะห้อยติดอยู่ ....

นี่คือเหตุการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับอภินิหารของวัตถุมงคลของหลวงพ่ออุตตมะแห่งวัดวังก์วิเวการาม อำเภอสังขละบุรี

ชาวบ้านที่สังขละบุรีอยู่กับหลวงพ่ออุตตมะจนชินกับความพิเศษต่างๆซึ่งหลวงพ่ออุตตมะมีมากดุจผู้วิเศษ ผู้คนที่นี่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมอญล้วนนับถือบูชาหลวงพ่ออุตตมะดุจ 'เทพเจ้า' หรือเจ้าชีวิตของชาวมอญ

เพราะหลวงพ่ออุตตมะเหมือนมีญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ข้างหน้าว่าจะเป็นไปอย่างไร และชี้แนะผู้คนที่นี่ว่าควรจะไปทางไหน จะอยู่กันอย่างไร แต่ตัวหลวงพ่ออุตตมะเองไม่เคยพูดจาโอ้อวด ท่านปล่อยให้อะไรต่ออะไรค่อยๆเป็นไปเอง เพียงแต่ท่านคอยดูแลคอยควบคุมเอาไว้ไม่ให้หลุดนอกกรอบเท่านั้น

สำหรับชาวบ้านที่นี่ถ้าเกิดเจ็บป่วย เดือดร้อนทุกข์กายทุกใจเมื่อไหร่ พวกเขาจะนึกถึงหลวงพ่ออุตตมะก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อไปขอให้ท่านช่วย

.....

หลวงพ่ออุตตมะ (พ.ศ.2453-2549) เดิมชื่อว่า เอหม่อง ท่านเกิดในปี พ.ศ. 2453 เป็นบุตรคนโตของครอบครัวเชื้อสายมอญในประเทศพม่า ท่านบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 18 ปี ศึกษาภาษาบาลีและพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นโท แล้วจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยตั้งใจว่าจะบวชไม่สึกจนตลอดชีวิต

หลังจากสอบเปรียญธรรม 8 ประโยคซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ในประเทศพม่า ในปี พ.ศ. 2484 ตอนท่านอายุ 31 ปีแล้ว หลวงพ่ออุตตมะหันมาเป็นพระนักปฏิบัติทุ่มเทให้กับการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ตลอดจนวิชาไสยศาสตร์และพุทธาคมจนเจนจบภายในเวลาไม่ถึงสองปี จากนั้นท่านจึงออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ จนเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกทางจังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2486

จากนั้นท่านก็ออกธุดงค์อยู่แถวแม่ฮ่องสอน ตาก เชียงราย น่าน และกาญจนบุรีอยู่หลายปี ก่อนที่ท่านจะมาปักหลักที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวกระเหรี่ยงชาวมอญที่นั่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 เป็นต้นมา

.......

พระเยื้อนปลื้มใจที่ได้มาเจอหลวงพ่ออุตตมะสมความปรารถนา ส่วนหลวงพ่ออุตตมะก็เหมือนรอคอยการมาของพระหนุ่มอย่างพระเยื้อนเช่นกัน

เพราะชาวบ้านที่นี่มีน้อยคนนักที่จะมีภูมิธรรมสูงพอที่จะเป็นคู่สนทนาเกี่ยวกับกระบวนการปฏิจจสมุปบาทอันเป็นข้อธรรมที่ลึกซึ้งกับหลวงพ่ออุตตมะเหมือนอย่างพระเยื้อนได้

หลวงพ่ออุตตมะได้เมตตาอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทให้พระเยื้อนฟังว่า ...

โลกนี้มีภพภูมิต่างๆหลายภพภูมิซ้อนกันอยู่เยอะแยะไปหมด

โดยที่แต่ละภพภูมิต่างถูกจำแนกด้วยกรรม

ถ้าทำกรรมชนิดนี้ จะอยู่ในภพภูมิชนิดนี้ ถ้าทำกรรมชนิดนั้น จะอยู่ในภพภูมิชนิดนั้น

อย่างพวกเราอยู่ในภพภูมิของมนุษย์ ก็เพราะเราเคยทำกรรมดีมาก่อน เราเคยถือศีล 5 ในชาติใดชาติหนึ่งมาก่อน แล้วมันเกิดผลขึ้นมาในชาตินี้ ให้ผลมาเป็นมนุษย์

คนที่คุ้นเคยกับการถือศีล ๕ มาก่อนในอดีตชาติ ชาตินี้จึงเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีศีล

แต่บางคนแค่เคยถือศีลนิดๆหน่อยๆในอดีชาติ พอมันให้ผลมาเป็นคน แต่จิตใจยังคุ้นเคยกับความเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นเปรตบ้างจากชาติก่อนๆ อย่างนี้ก็มี

สิ่งที่ข้ามภพภูมิได้ คือจิตเท่านั้น
เพราะจิตนี้เร็วกว่าแสงอีก
พระพุทธเจ้ารู้ว่า จิตนี้เร็วกว่าแสง ข้ามมิติ ข้ามภพภูมิได้
ถ้าอยากรู้ อยากเห็น ก็ใช้จิตข้ามไปรู้ ข้ามไปเห็นได้

แต่ต่อให้ข้ามภพภูมิมาได้ เที่ยวรู้เที่ยวเห็นภพภูมิต่างๆได้
ที่สุดจะพบว่าไม่ว่าภพภูมิใด ก็ทุกข์ทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ก็ทุกข์ทั้งสิ้น
มีความเกิดทีไร ก็มีความทุกข์ทุกที มีความทุกข์ร่ำไป

ในคืนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
ปฐมยาม ท่านระลึกชาติได้ ท่านรู้อดีต เกิดเป็นโน้น เกิดเป็นนี้
เกิดเป็นพญานาค เกิดเป็นโน้นเป็นนี้ ภพภูมิต่างๆมีจริงๆ

ในยามที่สอง ท่านได้ จุตูปปาตญาณ ครวนี้ท่านไม่ได้ดูตัวเองแล้วตอนนี้ ดูคนอื่นก็เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายล้วนเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้เอง

ยามที่หนึ่ง ท่านเห็นตัวเอง เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ
นั้น ภพภูมิต่างๆ มันมีอยู่ แต่คนเราไม่เห็นเอง

ยามที่สอง ท่านเห็นคนอื่น เวียนตายเวียนเกิด อยู่ในภพภูมิต่างๆ
ท่านเห็นชัดเจนเลยว่า เกิดทีไรก็เป็นทุกข์ทุกที

ความเกิดนี้มาจากไหน?

ท่านเห็นว่าเกิดทีไร ก็ทุกข์ทุกที มีชาติก็มีทุกข์

แล้วความเกิดมาจากไหน?
... มีภพ ก็มีชาติ

พอยามที่สาม ท่านเริ่มมาสาวตรงนี้แล้ว

ยามที่หนึ่ง กับยามที่สอง ท่านเห็นแล้วว่า เกิดทีไรทุกข์ทุกที ไม่มีที่ไหนไม่ทุกข์

ความเกิดคือ การได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มา ก็ได้ทุกข์มาด้วย

ชาติคือความได้มาซึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาจากไหน?
... มาจากภพ

ภพคืออะไร?
... ภพมีสองอัน

อันหนึ่งเรียกว่า อุปัตติภพ หรือภพโดยการเกิด
แต่ในอุปัตติภพยาวๆ อันหนึ่ง เรามีกรรมภพด้วย

คือมีภพอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า กรรมภพ

ภพจึงมีสองอย่างคือ อุปัตติภพ กับ กรรมภพ

กรรมภพคือการทำงานของใจ

สังเกตเห็นหรือไม่ว่าจิตใจเราเดี๋ยวก็ปรุงดี เดี๋ยวก็ปรุงชั่ว
กายของเราโดยอุปัตติภพเป็นมนุษย์ แต่บางครั้งจิตของเราเป็นสัตว์นรก

คือโดยกำเนิดเราเป็นมนุษย์ แต่ภพที่จิตมันปรุงขึ้นเป็นขณะๆ
อาจจะเป็นเปรตเพร่ะความโลภ ขณะใดโลภ ขณะนั้นเป็นเปรต

ขณะใดยึดถือแต่ความคิดความเห็นตัวเองก็เป็นอสุรกาย
นี้เป็นภพย่อยๆ ในอุปัตติภพที่เป็นภพใหญ่

ภพย่อยๆนี่คือการทำงานของจิต
ภพใหญ่ก็คือ สิ่งที่จิตไปปรุงขึ้นมา สร้าง "กรรม" ขึ้นมา

ภพมาจากไหน?
... ภพมาจากอุปาทาน

อุปาทานก็คือ ตัณหาที่แรงกล้า มีความอยากที่แรงกล้า จิตจะทำงาน จิตจะดิ้นรนทุรนทุราย

อุปาทานคือตัณหาที่แรงกล้า มาจากไหน?
... ก็มาจากตัณหาธรรมดา พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่าตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน

ตัณหา อุปาทาน จริงๆ ก็คือ โลภะด้วยกันทั้งคู่ แต่ว่าระดับไม่เท่ากัน

ตัณหามาจากไหน?
... มาจากเวทนา

พอเรากระทบความสุข เราก็อยากได้
กระทบความทุกข์ เราก็อยากให้หายไป
พอเกิดความอยาก จิตก็เกิดการดิ้นรน เรียกว่า ภพ

พอดิ้นรน มันก็มี 'เรา' ขึ้นมา มี 'กู' ขึ้นมา มี 'ชาติ' ขึ้นมา

จิตมันทำงานอย่างนี้ กระบวนการทำงานของจิตมันเป็นแบบนี้

ตอนตรัสรู้พระพุทธเจ้าท่านสาวมาถึงปฏิจจสมุปบาท
เห็นกระบวนการทำงานของรูปธรรมกับนามธรรม

ปฏิจจสมุปบาท มี 12 ขั้นตอน
ทั้ง 12 ขั้นตอนก็ล้วนแต่ รูปธรรมกับนามธรรม นั่นแหละ

พระพุทธเจ้าท่านเห็นรูปธรรม นามธรรม หนีไม่พ้นการเห็นรูปนาม
ท่านเห็นตนเอง เกิดๆ ตายๆ
ท่านเห็นคนอื่น เกิดๆ ตายๆ
รู้ว่าเวียนตายเวียนเกิด มีแต่ทุกข์ มีชาติก็มีทุกข์

ยามสุดท้าย พระพุทธเจ้าท่านมาสาวเอาเลยว่าต้นตอของความทุกข์มาจากไหน?

มีความอยากก็มีความทุกข์ ความอยากมาจากเวทนา
เวทนาคือความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้สึกเฉยๆ

เวทนามาจากไหน?
เวทนามาจากผัสสะ การกระทบอารมณ์
อาศัยผัสสะ ก็เกิดเวทนา

ผัสสะเกิดได้อย่างไร?
เกิดได้เพราะมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอายตนะ
ถ้าไม่มีตา ก็มองไม่เห็น ไม่มีการกระทบอารมณ์ทางตา
ไม่มีหู ก็ไม่ได้ยินเสียง ไม่กระทบอารมณ์ทางหู ไม่ได้ยินเสียง
ไม่มีใจ ก็ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไม่กระทบอารมณ์ทางใจ

เพราะอาศัยอายตนะนั่นเอง ทำให้มีผัสสะได้

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีขึ้นมาได้เพราะอะไร?
เพราะมีรูปธรรม นามธรรม
ฉะนั้นนามรูป จึงเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ

ตาเรามองเห็นได้เพราะอะไร?
เพราะรูปกับนาม

มีจักษุประสาท มีเส้นประสาทตา มีจอรับภาพ มีอะไรอย่างนี้
มีประสาทรับ มีวัตถุ มีรูป มีแสงที่เข้ามากระทบตา นี่ก็เป็นรูป เป็นวัตถุ

มีนามธรรม คือความรู้สึกทางตาเกิดขึ้น นี่เป็นนาม

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานขึ้นมาได้ ก็เพราะมีรูปนาม
ฉะนั้นนามรูป เป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาได้อย่างไร?
มาได้เพราะมีนามรูป

นามรูปมาได้อย่างไร?
นามรูปมาได้เพราะวิญญาณนี้หยั่งลงไป

เมื่อวิญญาณหยั่งลงไป
นามรูปถึงปรากฎขึ้น

ถ้าไม่มีความรับรู้เกิดขึ้น ความรู้สึกว่ามีกายก็ไม่มี ความรู้สึกนึกคิดต่างๆก็ไม่มี

อาศัยความรับรู้เกิดขึ้น ร่างกายก็มีอยู่ ความรับรู้ ความรู้สึกนึกคิดทางใจก็เกิดขึ้นมาได้

ถ้าไม่มีความรับรู้เลย ไม่มีวิญญาณ นามรูปก็ไม่ปรากฎ
ถึงมีรูปได้ แต่ไม่ปรากฎถ้าไม่มีความรับรู้

พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป

อะไรเป็นปัจจัยของความรับรู้ของวิญญาณ?
... สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดความรับรู้วิญญาณ

สังขารคือความปรุง
ความปรุงมีหลายอย่าง ความปรุงชั่ว ความปรุงดี และความปรุงไม่ดีไม่ชั่ว

สังขารคือความปรุงเกิดขึ้น ทำให้เกิดวิญญาณ

เรื่องนี้ต้องเห็นด้วยการภาวนา คือต้องภาวนาจนเห็นในภาวะอันหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย

ความปรุงแต่งเกิดขึ้นมาในความไม่มีอะไรเลย
พอความปรุงแต่งเกิดขึ้นมา แสงสว่างอันหนึ่งจึงเกิดขึ้น

แสงสว่างนี้คือเป็นความรับรู้ เป็นการรู้อย่างบริสุทธิ์

ความรับรู้นี้พอเข้าถึงละเอียดลงไป เป็นแสงสว่างหรือจิตนั่นเอง
ที่แสดงตัวออกมา สว่างออกมาจากความไม่มีอะไร

แสงสว่างนี้กระทบเข้ากับรูปธรรม รูปธรรมก็ปรากฎ
กระทบเข้ากับนามธรรม นามธรรมก็ปรากฎ

ต้องภาวนาถึงจะเห็นจริงๆ
ความปรุงอันนี้เกิดขึ้นมาปรุงดี ปรุงชั่ว
เกิดขึ้นแล้วก็สว่างขึ้นมา วิญญาณมันหยั่งลงในรูปในนามได้
อาศัยความปรุงมันเกิดขึ้น

ความปรุงมาจากไหน? ทั้งๆที่เดิมไม่มีอะไรเลย

ความปรุงมาจากอวิชชา มาจากความไม่รู้ของจิตในเรื่องอริยสัจ
ความไม่รู้ของจิต ความโง่ของจิตตัวนี้ พวกเรามีมาตั้งแต่เกิด มีอยู่แล้ว
ทุกคนเกิดมาด้วยความโง่ เกิดมาด้วยความไม่รู้ เพราะไม่รู้ถึงเกิดมา

เพราะความไม่รู้ จิตถึงปรุง
ถ้าเมื่อไหร่รู้แจ้งอริยสัจ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง

หลังจากนั้นความปรุงแต่งมีมั้ย?
... มี

เพราะว่าสังขารขันธ์ยังมีอยู่ ขันธ์ยังทำหน้าที่ของขันธ์ มันปรุงนะ แต่ไม่ปรุงจิต

คือความปรุงแต่งมีอยู่ แต่ไม่ปรุงจิต

ขันธ์ทำหน้าที่ของแต่ละขันธ์
แต่ละขันธ์ทำหน้าที่ของตนเอง สังขารไม่เข้ามาปรุงจิต
ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนไม่มี

สัญญาไม่เข้าไปหมายว่า จิตมีตัวมีตน
เวทนาทำหน้าที่ของเวทนา
รูปก็ทำหน้าที่ของรูป
จิตก็ทำหน้าที่ของจิต
ต่างคนต่างทำหน้าที่ไม่ก้าวก่ายกัน

อันนี้มันเป็นสภาวะที่พระอรหันต์ท่านดำรงอยู่
ขันธ์ท่านทำงาน คือยังมีขันธ์ ไม่ใช่ไม่มีขันธ์

พระอรหันต์มีปีติได้มั้ย? ... มีได้

มีความสังเวชได้มั้ย? ... สังเวชได้ คือมีธรรมสังเวชได้

ถึงอวิชชาจะเอาอะไรอีก

ปฏิจจสุมุปบาทมันก็จบที่อวิชชานี่แหละ

เพราะอวิชชามีอยู่นะ ความปรุงแต่งก็มีอยู่
เพราะความปรุงแต่งมีอยู่ วิญญาณ ความรับรู้อารมณ์อยู่

ตัวนี้เป็นความรับรู้ทางใจ ความรับรู้ทางใจอันนี้
พอมันกระทบเข้ากับรูปธรรม รูปธรรมก็ปรากฎ
กระทบเข้ากับนามธรรม นามธรรมก็ปรากฎ

มีรูปมีนาม แต่จิตยังไม่เข้าไปยึดถือ
เกิดขึ้นมาเฉยๆ เป็นวิบากเฉยๆ เป็นขันธ์วิบากเฉยๆ

มีรูป มีนาม แล้วก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานขึ้นมาได้
มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานได้

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีอยู่แล้วนั้น ยังไม่เป็นชาติหรอก
ยังไม่เป็นเรานะ เป็นสมบัติของโลกอยู่

แต่พอมีกิเลส ตัณหาขึ้นมา ก็ไปหยิบฉวย ไปคว้าขึ้นมา
เป็นของเราขึ้นมาแล้ว เป็นชาติ

ฉะนั้นร่างกายนี้ แต่เดิมก็เป็นร่างกายอยู่อย่างนี้
พอเกิดความดิ้นรนทางใจขึ้นมา
นี่คือร่างกายเราขึ้นมา มีชาติ เป็นของเราขึ้นมา
เป็นของเราขึ้นมา ก็เท่ากับไปแบกความทุกข์เข้ามาไว้
มีชาติก็มีทุกข์ เพราะอะไร?

เพราะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือรูปนามนั่นแหละคือตัวทุกข์

การที่โดดเข้าไปหยิบฉวยเอา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาเป็นของเราขึ้นมา ก็คือไปหยิบเอาตัวทุกข์ขึ้นมา

นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท"

.......

สามวันต่อมา พระเยื้อนกราบลาหลวงพ่ออุตตมะเพื่อจาริกธุดงค์ไปต่อที่ด่านเจดีย์สามองค์ พระเยื้อนตั้งใจว่าจะมาเยือนด่านเจเย์สามองค์ก่อนแล้วค่อยเดินทางกลับวัดบูรพารามไปรับใช้หลวงปู่ดูล์อีก

เมื่อพระเยื้อนเดินเท้ามาถึงด่านเจดีย์สามองค์ พระเยื้อนเลือกปักกลดใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นแล้ว มีชาวบ้านวัยกลางคนแวะมาสอดส่องพระเยื้อนอยู่พักหนึ่งแล้วเดินจากไป

ตกดึกคืนนั้น ขณะที่พระเยื้อนกำลังนั่งภาวนาอยู่ในกลด อยู่ดีๆพระเยื้อนก็มี 'ตัวรู้' ผุดขึ้นมาบอกให้พระเยื้อนลุกออกไปเดินจงกรมนอกกลดเดี๋ยวนี้ พระเยื้อนจึงออกมาเดินจงกรมนอกกลดได้ไม่ถึงห้านาที

พระเยื้อนก็ได้ยินเสียงปืนจากปืนหลายกระบอกระดมยิงไปที่กลดของพระเยื้อนท่ามกลางความมืดในป่า

เมื่อเวลาผ่านไปใกล้สว่าง พระเยื้อนจึงกลับไปนั่งภาวนาอยู่ในกลดตามเดิม รุ่งเช้ามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งแห่มาดูพระเยื้อนที่กลดด้วยความประหลาดใจว่าทำไมพระเยื้อนถึงไม่เป็นไร

ตอนบ่ายชาวบ้านวัยกลางคนเดียวกับเมื่อวานก็มาสอดส่องพระเยื้อนอีกแล้วจากไป ค่ำนั้นพระเยื้อนมี 'ตัวรู้' มาบอกอีกให้ย้ายไปปักกลดที่อื่น พระเยื้อนจึงย้ายกลดไปปักในที่ที่ห่างจากที่เดิมราวๆ 300 เมตร

ตกดึกคืนนั้น มีคนกลุ่มหนึ่งถืออาวุธสงครามโผล่มาตรวจค้นบริเวณที่พระเยื้อนปักกลดเมื่อวานแต่ไม่พบร่องรอยของพระเยื้อนราวกับพระเยื้อนหายตัวไปเฉยๆพร้อมกลด หลังจากคนติดอาวุธกลุ่มนี้ค้นหาพระเยื้อนโดยรอบแต่ไม่พบจึงยกกำลังกลับไปฝั่งพม่าแบบงงๆ

รุ่งเช้า พระเยื้อนย้ายกลดกลับมาปักที่เดิมใต้ต้นไม้ใหญ่แล้วนั่งภาวนาต่อในกลด ปรากฏว่าตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงมีชาวบ้านวนเวียนมาดูรอบๆกลดที่พระเยื้อนนั่งภาวนาอยู่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตรแกมประหลาดใจ

พระเยื้อนรู้ดีว่าถ้าขืนอยู่ที่นี่ต่อไปคืนนี้ท่านคงไม่รอดแน่ พระเยื้อนจึงตัดสินใจจาริกธุดงค์ต่อทันที โดยเดินเท้าออกจากหมู่บ้านนั้นในตอนบ่ายโมงตรง คราวนี้พระเยื้อนตัดสินใจเดินเข้าไปในป่าทึบและเดินหลงอยู่ในป่าทึบนั้นเกือบสามชั่วโมง ตอนนั้นเองที่พระเยื้อนได้ยินเสียงนกหวีดดังขึ้น พร้อมกับมีทหารในเครื่องแบบอาวุธครบมือตรูกันเข้ามาควบคุมตัวพระเยื้อนแต่คุยกันไม่รู้เรื่อง

พระเยื้อนถูกกองกำลังต่างชาติคุมตัวไปสอบสวนในค่าย ทีแรกนายทหารต่างชาติยังระแวงว่าพระเยื้อนอาจเป็นสายลับที่ฝ่ายตรงข้ามส่งมาในคราบนักบวช จึงจับพระเยื้อนกักขังในที่คุมขังเป็นเวลาสี่คืน โดยไม่ให้อาหารและน้ำทานเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่พระเยื้อนก็ยังอยู่ภาวนาในห้องขังอย่างสงบ ไม่แสดงความหวั่นไหววิตกใดๆออกมาทั้งสิ้น นายทหารต่างชาติคนนั้นถึงเชื่อว่าพระเยื้อนเป็นพระจริงและปล่อยตัวพระเยื้อนไป

ก่อนปล่อยตัวพระเยื้อน นายทหารต่างชาติผู้นั้นเตือนพระเยื้อนว่าห้ามเดินย้อนกลับไปทางเก่าเด็ดขาด ไม่เช่นน้นอาจโดนกับระเบิดเสียชีวิตได้

เมื่อไม่มีทางเลือกพระเยื้อนจึงจำต้องเดินธุดงค์เข้าไปในป่าลึกฝั่งพม่าแทน

หลังจากเดินหลงอยู่ในป่าเป็นเวลาสิบกว่าวัน พระเยื้อนเหมือนถูกบางสิ่งดึงดูดให้เดินมาเจอถ้ำเร้นลับแห่งหนึ่ง ถ้ำเร้นลับแห่งนี้พระเยื้อนรู้ด้วยจิตเองว่าเรียกว่า "ถ้ำเขาห้ายอด"

พระเยื้อนเดินเข้าไปข้างในถ้ำผ่านเส้นทางลับเพราะบริเวณหน้าถ้ำถูกปิดตายด้วยหินผาที่อุดอยู่จากการระเบิด

ภายในถ้ำพระเยื้อนพบโครงกระดูกที่นั่งในท่าขัดสมาธิเพชร แต่ฝ่ามือซ้ายวางทับฝ่ามือขวา

โครงกระดูกร่างนี้ผิดจากมนุษย์ทั่วไป เพราะนอกจากกระดูกซี่โครงจะเชื่อมติดกันเป็นแผงแล้ว กระดูกนิ้วมือนิ้วเท้ายังยาวกว่ามนุษย์ปกติมาก

พระเยื้อนนั่งกรรมฐานต่อหน้าโครงกระดูกนี้ที่พระเยื้อนรับรู้ด้วยใจว่าเป็นโครงกระดูกของพระมหาโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ราวกับต้องการรับการถ่ายทอดคำสอนจากจิตสู่จิต

"สภาพธรรมเหนือความปรุงแต่ง
การจะปฏิบัติจนจิตเข้าใจถึงสภาพธรรมที่เหนือความปรุงแต่ง
จะกระทำได้
ด้วยการลืมตาตื่นออกจากโลกของความคิดฝันปรุงแต่ง
แล้วหันมาเผชิญกับปรมัตถธรรม
ที่กำลังปรากฏด้วยจิตที่เป็นกลาง
พ้นจากความหลงยินดียินร้าย
แม้แต่กับกิเลส บาปธรรม

ไม่เพ่งจ้อง และไม่เผลอเติมความปรุงแต่งลงในการรับรู้
นี้คือวิถีที่จะรีดกระแสความคิดปรุงแต่งให้เรียวเล็กจนขาดลง

เมื่อกระแสของความคิดปรุงแต่งขาดลง
สภาพธรรมที่พ้นจากความปรุงแต่งก็จะปรากฏออกมาเอง ..."

พระเยื้อนนั่งกรรมฐานอยู่ในถ้ำเร้นลับแห่งนี้เป็นเวลาสามวันสามคืน ก่อนออกจากถ้ำ คราวนี้ทุกอย่างเปิดโล่งหมด พระเยื้อนเดินทางมาโผล่ที่ฝั่งไทยโดยสวัสดิภาพ

พระเยื้อนบอกกับตนเองว่าสิ้นสุดการจาริกธุดงค์ของเขาแล้ว

ถึงเวลาที่เขาต้องกลับไปรับใช้หลวงปู่ดูลย์ผู้เป็นคุรุของเขาที่วัดบูรพารามแล้ว

- จบ -

สุวินัย ภรณวลัย

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/photo/?fbid=4731931756843928&set=a.380997495270731
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: มารคัส
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ว้าว! บางจากลดราคาน้ำมัน 20 บาท เงื่อนไขอย่างไร เริ่มเมื่อไหร่ เข้ามาเช็คด่วนทิดกาโตะ..พ่อค้าออนไลน์ขายดีสุดๆแห่เก็บป้ายหาเสียง 'ชัชชาติ' หลังปิดหีบเลือกตั้ง เหตุมีคนร้องเรียนทำป้ายหาเสียงเป็นผ้าไวนิลมีเจตนาแฝงนำไปรีไซเคิลทำ 'กระเป๋า-ผ้ากันเปื้อน'⁉️เตือนสาวๆ อย่ามาส์กหน้า ตอนกลางคืนแอนนาเผยแชทแตงโม ส่งหาแก๊งเพื่อนว่า “มึ ง ยุ่ ง กับเฟส_ทำไม _ยังอยู่”‼️มนุษย์ผัวฟัง!!มีlซ็กส์ เลียปลาเค็มด้วย #เมียต้องการอย่าเห็นแก่ตัว"ยายแฟง" “คังคุไบ” เมืองไทย ผู้สร้าง รพ.กลาง แต่แรกใช้ชื่อ รพ.หญิงหาเงินชาวเน็ตแห่เปิดวาร์ป! "เรยะ ชิโนโนเมะ" นักแสดงหนุ่ม lอวี แดนปลาดิบ"เก็บทรงไม่อยู่"สาวๆร้านอาหารเกือบหัวใจวาย "เมื่อป้อง ณวัฒน์"มาขอเปลี่ยนเสื้อที่หลังร้าน"รูปเงาพระธาตุเหนือเมืองเชียงใหม่"สธ. แนะ ให้ความรู้ "โรคฝีดาษลิง" หวังประชาชนเรียนรู้แต่ไม่ตื่นตระหนก พร้อมให้ สธ. ติดตามพัฒนาการของโรคอย่างใกล้ชิดเรือนจำในเปรู! จับโป๊ะนักโทษ ให้คนนอกใช้ 'นกพิราบส่งกัญชา'ทนายตั้ม เปิดแชทลับ บังแจ็ค ส่งขู่ วัน อยู่บำรุง อุ้ย! กลัวจังต้องการอะไรเหรอร้านสะดวกซื้อสุดเสียวของจีน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ความรัก, ประสบการณ์ชีวิต
"คนชั่วไม่สมควรให้อภัย" บทเพลง เพื่อการบำบัด เพลงบัลลาดแห่งทศวรรษการเลือกคู่ครองของมนุษย์มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไหมครับรักนะแต่มองไม่เห็นอนาคตอยากมีบุตรแต่ไม่เห็นตั้งครรภ์
ตั้งกระทู้ใหม่