หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ไททันโนโบอา (Titanoboa) พญานาคา ดึกดำบรรพ์ มันเป็นนักล่าแห่งโลกดึกดำบรรพ์ที่น่าหวาดหวั่น

 

ไททันโนโบอา (Titanoboa) 

พญานาคา ดึกดำบรรพ์

มันเป็นนักล่าแห่งโลกดึกดำบรรพ์ที่น่าหวาดหวั่น ด้วยลำตัวที่สามารถยาวได้ถึงสิบห้าเมตรและน้ำหนักที่อาจมากเกือบหนึ่งตันครึ่ง ทำให้ไททันโนโบอากลายเป็นหนึ่งในสัตว์เลื้อยคลานที่น่าเกรงขามที่สุด เท่าที่เคยอาศัยอยู่ในโลกใบนี้

โลกในยุคพาลีโอซีนตอนต้น 

เมื่อ 60 – 58 ล้านปีก่อน คือช่วงเวลาที่เผ่าพันธุ์ของไททันโนโบอาดำรงชีวิตอยู่ พวกมันเคยอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ โดยฟอสซิลของงูยักษ์ชนิดนี้ถูกขุดพบครั้งแรกในเหมืองถ่านหินเคอเรยอน ที่ ลา กูเอจิรา ประเทศโคลัมเบีย 

ซึ่งจากชิ้นส่วนของฟอสซิลที่ขุดพบ ประมาณการได้ว่า เมื่อยังมีชีวิต เจ้าของฟอสซิลนี้ มีความยาวถึง 12.8 เมตร และหนักราว 1,135 กิโลกรัม ซึ่งด้วยความใหญ่โตของมัน ทำให้มันถูกเรียกว่า ไททันโนโบอา ซึ่งแปลตรงตัวว่า งูหลามยักษ์

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสัตว์จำพวกงูจะมีการเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนตลอดชีวิตของมัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดว่า งูชนิดนี้อาจเติบโตจนมีความยาวได้ถึงสิบห้าเมตรและหนักเกินกว่า 1,500 กิโลกรัม ซึ่งนั่นจะทำให้มันเป็นนักล่าที่น่าเกรงขามที่สุดของอเมริกาใต้ในยุคนั้นและยังครองตำแหน่งงูที่ใหญ่ที่สุด ยาวที่สุดและหนักที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลกด้วย

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้งูยักษ์เกิดขึ้นมาได้นั้น ก็เนื่องมาจากสภาพอากาศในยุคพาลีโอซีนที่อบอุ่นขึ้นกว่าเดิม ทำให้สัตว์เลื้อยคลานสามารถเติบโตขยายขนาดจนกลายเป็นสัตว์ยักษ์ได้ โดยในยุคนี้ นอกจากงูยักษ์แล้ว ยังมีเต่ายักษ์ที่มีขนาดเท่ารถยนต์และจระเข้ยักษ์หลายชนิดที่ยาวถึงเจ็ดเมตร

ในยุคที่ไททันโนโบอาดำรงชีวิตอยู่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาใต้เป็นป่าดงดิบเหมือนเช่นป่าอเมซอนในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์คิดว่า งูยักษ์ชนิดนี้น่าจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในลำน้ำมากกว่าบนบก เนื่องด้วยน้ำจะช่วยพยุงขนาดร่างกายที่ใหญ่โตของมันได้และยังทำให้สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังสามารถพรางตัวใต้น้ำยามที่จะล่าเหยื่อด้วย 

โดยเหยื่อของไททันโนโบอา ได้แก่ ปลาขนาดใหญ่และสัตว์ในกลุ่มจระเข้โบราณอย่าง เซอเรคอนนิซูคัส และอาคีรอนทีซูคัส ที่มีความยาวหกถึงเจ็ดเมตรและถือเป็นนักล่าที่น่าเกรงขามอีกพวกหนึ่ง 

แต่เมื่อเทียบกับ ไททันโนโบอาที่โตเต็มที่แล้ว พวกมันก็เป็นแค่อาหารคำโตเท่านั้น โดยนักวิทยาศาสตร์คิดว่า ไททันโนโบอาน่าจะล่าเหยื่อด้วยการซุ่มโจมตีและใช้ขากรรไกรที่ทรงพลังงับเหยื่อก่อนจะกลืนลงท้อง แทนการใช้ลำตัวรัดจนเหยื่อขาดใจแล้วจึงกลืนลงไปแบบงูอนาคอนดาและงูหลามในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ทำให้อุณหภูมิโลกเริ่มลดลง ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงและได้ส่งผลให้งูยักษ์กับสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ต้องสูญพันธุ์ไป 

อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ของทวีปอเมริกาใต้ เช่นตอนในของป่าดงดิบลุ่มแม่น้ำอเมซอน สภาพแวดล้อมยังคงเป็นดังที่เคยเป็นเมื่อหลายสิบล้านปีก่อน จึงเป็นไปได้ว่า งูยักษ์อาจยังคงสืบทอดเผ่าพันธุ์ของมันและรอวันที่จะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ก็เป็นได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

ไททันโอโบอา แซร์อาโฮนเอนซิส (ชื่อวิทยาศาสตร์: Titanoboa cerrejonensis, ชื่อย่อ: ไททันโอโบอา (Titanoboa)) เป็นชื่องูขนาดใหญ่ที่ไม่มีพิษ ในวงศ์ Boidae ที่ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว ถูกค้นพบโดยคณะนักวิทยาศาสตร์สาขาบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต

นักบรรพชีวินวิทยาเชื่อว่า ไททันโอโบอา มีรูปร่างลักษณะและมีพฤติกรรมคล้ายงูอนาคอนดาซึ่งปัจจุบันพบในป่าดิบชื้นในทวีปอเมริกาใต้ โดยหากินในน้ำ ซึ่งอาหารได้แก่ จระเข้และปลาขนาดใหญ่ มีลักษณะคล้ายคลึงกับงูอนาคอนดา แต่ทว่ามีความยาวกกว่ามาก โดยมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 13.5 เมตร และอาจยาวได้ถึง 15 เมตร หนักถึง 2.6 ตัน โดยชื่อของมันเป็นภาษาลาติน แปลได้ว่า "งูยักษ์จากแซร์อาโฮน" (Titanic boa from Cerrejon) ซึ่งมาจากชื่อเมืองแซร์อาโฮน ในประเทศโคลอมเบีย ซึ่งเป็นที่ค้นพบซากฟอสซิลของมันเป็นครั้งแรก

ขนาดสัมพัทธ์ของ ไททันโอโบอา กับมนุษย์ยุคใหม่, Gigantophis, งูเหลือม, และ งูอนาคอนดาเขียว.
ซากฟอสซิลของไททันโอโบอา ที่ค้นพบเป็นกระดูกสันหลัง จำนวน 180 ชิ้น คาดว่าน่าจะเป็นของงูทั้งหมด 12 ตัว ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2007 ซึ่งกระดูกสันหลังนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากระดูกสันหลังของงูอนาคอนดาไม่มากนัก
จากการวิเคราะห์อายุชั้นหิน พบว่า ไททันโอโบอา มีชีวิตอยู่เมื่อราว 58 ถึง 60 ล้านปีก่อน ในสมัยพาลีโอซีนตอนกลางถึงตอนปลาย เป็นช่วงหลังจากเหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีน ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบชื้น มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 32- 90 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของป่าดิบชื้น และสอดคล้องกับสภาพอากาศ ที่คาดว่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศปริมาณมาก 
โพสท์โดย: man
อ้างอิงจาก: YouTube
วิกิพีเดีย Titanoboa
https://generalmenmen.blogspot.com/
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: man
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
13 VOTES (4.3/5 จาก 3 คน)
VOTED: ไทยเฉย, yuri boyka, ชตระกูล ศรีสวัสดิ์
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ค่าโดยสารแพงมากชาวลาวไม่Happy!!รถไฟลาว-จีนจุดธูป 16 ดอกกลางแจ้ง แก้ชีวิตติดขัด เปิดทางนำโชคลาภคืบหน้า! จ่ายเงินเยียวยาประกันสังคม ม.33 - 39 - 40 แล้วกว่า “1 แสนล้านบาท” เตรียมตั้งกองทุนคุ้มครองแรงงาน "นอกระบบ" เพิ่มสิทธิประโยชน์ ม.40คอมเม้นชาวต่างชาติ : ถ้าต้องเลือก..ไทย กับ ฟิลิปปินส์ ประเทศไหนน่าไปเที่ยวมากกว่ากันอย่าหาทำ!! เมื่อเอาลุงตู่ ผสมกับ "เจนนี่ BLACKPINK" ผลออกมา เห็นแล้วแทบร้องไห้ฮาเสาร์!จะไท่ยอมเห็นภาพนี้คนเดียวฟาดหน้าแหก อายแทน #พิมรี่พาย"ขอบคุณนะที่กล้าสอนหนู"ผู้ใหญ่ทุกสาขาอาชีพสามีในฝันกับชีวิตจริงต่างกัน!!อย่างฮาต้นพิมเสนทั้งต้น มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ทั่วทุกๆส่วน สุดยอดสรรพคุณทางยาสมุนไพรมากมาย
กระทู้อื่นๆในบอร์ด รวมสาระบทความแบ่งปั่นกัน
รักษามะเร็งด้วยกัญชา เรื่องสมุนไพรที่ยังต้องหาข้อถกเถียงกันต่อไปออกกำลังกายยังไงให้เพิ่มความสูงเหมือนคนอื่นรักแท้ในหมู่เกย์ ไม่มีจริง จริงหรือไม่ ?จากความเชื่อเรื่องจริงเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ของผู้ชายที่ผู้หญิงต้องรู้
ตั้งกระทู้ใหม่