หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

6 แนวทางในการสอนบุตรหลานใช้โซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัย

“คนสมัยนี้เลี้ยงลูกด้วยมือถือ” นี่เป็นภาพที่เราเห็นกันอย่างชินตาที่สุด ว่าเด็ก ๆ ในยุคสมัยนี้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ยังตัวน้อย ๆ โดยผู้ปกครองเลือกที่จะทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้กับเด็กเพื่อให้เด็กมีอะไรทำ ไม่ก่อความวุ่นวายใด ๆ ผู้ปกครองจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น ระหว่างนั้นเด็กก็จะหมกมุ่นอยู่กับโทรศัพท์ เพราะเข้าใจว่าโทรศัพท์มือถือก็คือของเล่นอย่างหนึ่ง จากนั้นก็ไถดูคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียที่มีทั้งดีและไม่ดี ยิ่งใช้ก็ยิ่งติด และถ้าผู้ปกครองไม่ควบคุมการเล่นโทรศัพท์ของบุตรหลานเลย อาจเลยเถิดไปถึงขั้นเสพติด ถึงเวลานั้นก็ยากเกินเยียวยา

ผลของการวิจัยต่าง ๆ ค่อนข้างชัดเจนว่าโซเชียลมีเดียไม่ได้เหมาะสำหรับเด็ก และเป็นเรื่องแย่มาก ๆ หากไร้การควบคุมหรือคำแนะนำใด ๆ จากผู้ใหญ่ ในเมื่อโซเชียลมีเดียอาจเป็นโทษต่อเด็กมากกว่าเป็นคุณ พ่อ แม่ ผู้ปกครองทั้งหลายจึงควรใส่ใจดูแลบุตรหลานของท่านให้ดี

โซเชียลมีเดียมีทั้งประโยชน์และโทษ นั่นหมายความว่าเราไม่ได้ห้ามผู้ใหญ่ว่าห้ามเอาโซเชียลมีเดียให้เด็กใช้เด็ดขาด แต่อะไรที่มากเกินไปมันก็ไม่ดี และที่สำคัญ อะไรที่มันไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กมันก็ไม่ดีเช่นกัน รอให้พวกเขาโตอีกสักหน่อยค่อยผ่อนปรนให้พวกเขามากขึ้นก็ยังไม่สาย ในเวลานี้ ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนยังพยายามตัดขาดชีวิตตัวเองออกจากสื่อโซเชียลมีเดีย เพราะคิดว่ามันเป็นพิษต่อชีวิตของตนเองมากเกินไป แล้วทำไมคุณถึงยังกล้าที่จะปล่อยบุตรหลานของตนเองให้อยู่กับสื่อโซเชียลมีเดียตามลำพังโดยไม่มีการควบคุมดูแลหรือแนะนำอะไรเลยล่ะ

 

1. เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ไม่ควรมีบัญชีโซเชียลเป็นของตนเอง
จริง ๆ แล้ว ตามกฎข้อบังคับของโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่าง ๆ มักจะมีการกำหนดอายุของผู้ที่จะสมัครบัญชีว่าจะต้องอายุไม่ต่ำกว่า 13 ปี โดยจะกำหนดให้ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลวันเดือนปีเกิด เพื่อคัดกรองไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี สร้างบัญชีส่วนตัวได้ ถ้าจะสร้างจะต้องระบุว่ามีผู้ปกครองหรือผู้ที่จัดการบัญชี แต่ที่น่าสนใจก็คือ เด็กสมัยนี้ฉลาดพอที่จะปลอมแปลงวันเดือนปีเกิดของตนเอง พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องดูแลเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิดด้วย เนื่องจากมีกฎหมายที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเด็ก โดยเป็นกฎหมายที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็ต้องปฏิบัติตามเช่นกัน

 

2. อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นบนโซเชียลมีเดียอาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป
เด็กนั้นยังมีประสบการณ์น้อย เมื่อพวกเขาได้ยินได้เห็นอะไรก็มักจะเชื่อว่ามันแบบนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรอธิบายให้ลูกฟังเสมอว่าทุกอย่างที่เห็น โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียอาจไม่ใช่เรื่องที่เเกิดขึ้นจริงเสมอไป ทุกอย่างสามารถคัดเลือก จัดฉาก หรือโกหกหลอกลวงได้ทั้งนั้น

อย่างภาพผู้หญิงสวย ๆ ที่เด็กพบเห็นก็ต้องอธิบายว่ามันมีตั้งแต่การเลือกนางแบบ มีมุมกล้อง มีการจัดแสง การตัดแต่งรูปภาพ มีแอปฯ ช่วย อื่น ๆ อีกสารพัด เพื่อลดปัญหาเด็กเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ บนโลกออนไลน์ หรือกังวลกับความงามตนเองแล้วด้อยค่าตัวเองจนขาดความมั่นใจ หรือการเลียนแบบความงามแบบผิด ๆ ใช้วิธีที่อันตราย หรือการเห็นคนอื่น ๆ มีข้าวของแพง ๆ ใช้แล้วอยากมีบ้าง ก็พยายามแบบผิด ๆ เพื่อให้มีตาม

 

3. ควบคุมระยะเวลาในการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กเล็ก ไม่ควรเกินวันละ 2 ชั่วโมง
เด็กเล็ก ๆ เป็นวัยที่มีพัฒนาการการเติบโตสูง พวกเขาควรใช้ชีวิตด้วยการออกไปวิ่งเล่น เข้าสังคมกับเพื่อน ๆ วัยเดียวกัน ซึ่งการที่เด็กติดโซเชียลมีเดีย นั่งเล่นนั่งดูทั้งวันก็ส่งผลต่อพัฒนาการทางร่างกาย อาจทำให้เด็กป่วยบ่อย ร่างกายไม่แข็งแรง นอนหลับยาก สมาธิสั้น ผลต่อพัฒนาการทางจิตใจ เด็กสับสนกับสังคมโลกเสมือนจนแยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม ลุ่มหลงในโลกจอมปลอม ผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ อารมณ์ร้อน ขี้หงุดหงิด รอคอยไม่เป็น ผลต่อพัฒนาการทางสังคม เข้ากับใครไม่ได้ แอนตี้สังคม ขาดมนุษยสัมพันธ์ และผลกระทบต่อการเรียน

เด็กควรมีพัฒนาการต่าง ๆ ไปตามวัยแบบที่พวกเขาควรจะได้รับ แต่ถ้าเด็กหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย เวลาที่เด็กหมดไปกับโซเชียลมีเดีย ยิ่งมากเท่าไรก็สัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพทั้งกายและจิตใจของเด็กเพิ่มขึ้นด้วย พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรจำกัดระยะเวลาการใช้โซเชียลมีเดียของบุตรหลาน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน 

 

4. สร้างกฎการใช้โทรศัพท์มือถือ แบบที่ทุกคนในบ้านต้องปฏิบัติตาม ไม่มีข้อยกเว้น
เด็กเรียนรู้และเลียนแบบจากตัวอย่างที่เห็น หากพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเป็นตัวอย่างที่ให้กับเด็กได้ ก็มีแนวโน้มว่าเด็กจะปฏิบัติตาม ยิ่งถ้าสามารถสร้างกฎของครอบครัวที่เกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ทุกคนในครอบครัวต้องปฏิบัติตาม เช่น ห้ามใช้โทรศัพท์ระหว่างกินข้าว ห้ามนำโทรศัพท์มือถือมาวางที่โต๊ะอาหาร หากทุกคนในบ้านเคารพกฎ ปฏิบัติตามกฎเป็นอย่างดี ไม่มีใครได้รับข้อยกเว้นอะไรเป็นพิเศษ มันก็จะทำให้ผู้ใหญ่พูดคุยกับเด็กได้ง่ายขึ้น พวกเขาจะไม่มีคำอ้างว่า “ทีพ่อแม่ยัง…เลย”

 

5. ใส่ใจและสังเกตเด็กหลังจากการเล่นโซเชียลมีเดียเสมอ
ผู้ใหญ่อาจใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเด็ก หรือจะเรียกมาคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเลยก็ได้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับการเล่นโซเชียลมีเดีย มีความรู้สึกแย่บ้างไหม ถ้ามีคือเรื่องอะไร พบเจอคนแปลก ๆ ไม่ชอบมาพากลบ้างไหมในขณะที่เล่น หรือเข้าไปดูอะไรมาบ้าง แล้วเด็กเลียนแบบพฤติกรรมแปลก ๆ มาหรือเปล่า ควรดูด้วยว่าบุตรหลานของตัวเองติดตามใครบ้าง ลองถามพวกเขาดูว่าคนที่พวกเขาติดตามทำให้พวกเขารู้สึกอย่างไร ถ้าเด็กมีปัญหา มีความรู้สึกแย่ ๆ หรือไปติดพฤติกรรมไม่ดีมาจากบัญชีไหน ก็ให้เลิกติดตามบัญชีนั้น ๆ

 

6. สอนวิธีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัยให้กับเด็ก
เพราะไม่มีทางที่ผู้ปกครองจะห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงก็เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เด็กอยู่ในสายตาตลอดเวลา เด็กเองก็อยากมีอิสระและทำอะไรตามลำพัง การเข้มงวดแบบผิดวิธีอาจทำให้เด็กเก็บกดจนเตลิด ฉะนั้น จึงควรสอนให้เด็ก “รู้เท่าทันการใช้โซเชียลมีเดีย” สอนพวกเขา “ใช้โซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัย” เช่น เปิดการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว (ที่เป็นไปได้ทั้งหมด) เน้นย้ำเรื่องการโพสต์หรือแบ่งปันข้อมูลส่วนตัวลงบนโซเชียลมีเดีย อย่าเชื่ออะไรใครง่าย ๆ แม้จะเป็นคนรู้จัก และควรบอกผู้ใหญ่หากมีการติดต่อกับคนที่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว เป็นต้น

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://cipatha.com/บทความ/5226/
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: Ciphatha
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
กระทู้ที่มีคอมเม้นต์ล่าสุด
เมนูขนลุก!!แวบแรกที่เห็นคิดว่าใช่แน่ๆ
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ป้ายเดียวทรงพลัง! แค่ไม่กี่วัน ได้ลูกค้าแล้ว จาก "How to แก้คนมาจอดขวางหน้าบ้าน" กลายมาเป็นบริการรับฝากรถสุดหลอน! เมื่อหนุ่มตกปลาได้ แต่ปลากับร้องออกมาเป็นเสียงเด็ก งานนี้หลอนจนต้องปล่อยกลับลงน้ำโทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) เผยกลลวงใหม่ล่าสุด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างตัวเป็น..⁉️นักวิจัยคาดว่า ต้นสนไซเปรส "Alerce Milenario" ในชิลี คือต้นไม้ที่มีอายุมากที่สุดในโลก‘บังแจ็ค’ เผย กู้ข้อมูลมือถือ ’แตงโม’ ได้ 100 % แล้ว รับรองถ้าเห็นข้อมูลจะตกใจ!!เหมือนจนคิดว่าหมาจริงๆ!เมื่อชายชาวญี่ปุ่นทุ่มเงิน2ล้านเยนตัดชุดสุนัขพันธุ์คอลลี่ เพื่อสานฝันที่อยากจะเป็นหมาสักครั้งในชีวิตเมนูขนลุก!!แวบแรกที่เห็นคิดว่าใช่แน่ๆกฎหมายสเปนใหม่สุดทึ้ง"lยส ไม่เท่ากับ เ_็ด"ได้นะ31จังหวัดเปิดแมส"กล้าถอดไหม?"มันฝรั่งที่มีหน่องอกออกมา ยังทานได้มั้ย ?
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
วิธีเพิ่มค่าไตให้กลับมาทำงานปกติ??รักษาหายได้หรือไม่ ไตเสื่อม-วาย??เอิ่ม.. เกาหลีเหนือ หลังจากพบผู้ติดเชื้อโควิดประมาณ 3 ล้านคน ตอนนี้ประกาศชัยชนะเหนือโควิดไปแล้วจ้าทึ่งทั่วโลก : ไข่มุกถ้ำที่หาดูยาก ที่ประเทศเวียตนาม
ตั้งกระทู้ใหม่