เรื่องในสภาที่ยังไม่จบ โดย สิริอัญญา วันอังคารที่ 7 กันยายน 2564
เรื่องในสภาที่ยังไม่จบ
โดย สิริอัญญา
วันอังคารที่ 7 กันยายน 2564
ขณะที่บทความนี้ลงตีพิมพ์ ผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจคงรู้หมู่จ่ากันไปแล้ว ซึ่งผลที่ออกมาก็ต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง คือลงมติไม่ไว้วางใจสำเร็จหรือไม่สำเร็จ และถ้าสำเร็จนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ต้องพ้นจากตำแหน่งในทันทีที่มีการลงมติ จากนั้นก็จะเป็นการฟอร์มคณะรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป
แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็คาดหมายได้แน่นอนว่าจะมีการเช็คบิลล้างบางกันเป็นการใหญ่ นั่นคือการปรับคณะรัฐมนตรี และอาจมีผลกระทบไปยังพรรคพลังประชารัฐอย่างรุนแรงด้วย และในกรณีที่ไม่สำเร็จนี้ย่อมแน่นอนว่าเดิมพันต่อรองย่อมสูงมาก การปรับคณะรัฐมนตรีจึงส่งผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่และนำไปสู่การยุบสภาต่อไป
ในขณะเดียวกัน บรรดาสารพัดม็อบต่าง ๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวขับไล่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะยังคงเคลื่อนไหวต่อไปถ้าหากพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงอยู่ในตำแหน่ง และเมื่อประสานเข้ากับความเดือดร้อนทุกข์เข็ญอดอยากจากวิกฤตโคบ้าก็อาจก่อตัวเป็นแนวร่วมประชาชาติ และยกระดับเป็นการปฏิวัติประชาชาติที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างขนานใหญ่ก็ได้
แต่เรื่องหนึ่งที่จะยังไม่จบแน่นอนก็คือ เรื่องการซื้อ ส.ส. ให้ลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ข่าวดังในช่วงเวลาก่อนลงมติ คือเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2564 และเป็นข่าวครึกโครมดังสนั่นไปทั่วโลกด้วย เพราะจำเลยถูกระบุว่าเป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้ปฏิเสธไปแล้ว
เหตุที่ยังไม่จบก็เพราะว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ใช้อำนาจมีคำสั่งให้สอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ซึ่งจะต้องมีการสอบข้อเท็จจริงกันต่อไป โดยมีภาพฉาวที่แพร่หลายไปทั้งบ้านทั้งเมือง เป็นหลักฐานสำคัญเบื้องต้น
เป็นภาพของชายฉกรรจ์นับสิบคนแต่งกายในชุดดำคล้าย ๆ กับชุดหน่วยติดตามบุคคลสำคัญ แต่ละคนหิ้วและลากกระเป๋าคนละ 2 ใบ เดินเข้าไปในบริเวณสภาผู้แทนราษฎร และหลังจากนั้นก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแถลงกล่าวหาว่าเป็นการนำเงินเข้าไปเพื่อซื้อ ส.ส.
แม้มีการปฏิเสธแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธภาพดังกล่าวได้ โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีคนเป็นจำนวนมาก ย่อมมีผู้รู้เห็นจำนวนมากว่าขบวนของกลุ่มชายชุดดำดังกล่าวขนและลากกระเป๋าจำนวนหลายใบไปที่ชั้นใดของสภาผู้แทนราษฎร และชั้นนั้นเป็นที่ทำการของใคร หรือเป็นที่รับรองในระหว่างการประชุมสภาของใคร และมีใครเกี่ยวข้องบ้าง รวมทั้งหลังจากนั้นกระเป๋าเหล่านี้ได้นำออกไปไหน และใครรับของในกระเป๋านั้นไป
ดังนั้นเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ก็จะตั้งต้นจากภาพดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร และก่อให้เกิดความสงสัยโดยทั่วไป
การสอบข้อเท็จจริงก็ย่อมได้ข้อมูลหรือความจริงในไม่ช้าว่ากลุ่มชายชุดดำนั้นเป็นใคร หรือเป็นทีมงานของนักการเมืองคนใด รถที่ขนชายชุดดำมาที่สภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นรถของใคร มากันกี่คัน
และเมื่อชายชุดดำมาถึงสภาผู้แทนราษฎรแล้วได้ยกขบวนไปที่ห้องใดของสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นก็จะรู้ชัดว่าห้องนั้นเป็นห้องรับรองหรือห้องทำงานของใคร ซึ่งเรื่องนี้ย่อมมีพยานบุคคลรู้เห็นจำนวนมาก
จากนั้นก็จะนำไปสู่การสอบข้อเท็จจริงว่าของในกระเป๋านั้นเป็นอะไร เพราะที่มีการปฏิเสธทางโซเชียลมีเดียว่าเป็นเอกสารที่ใช้ในการอภิปรายตอบฝ่ายค้าน ก็ย่อมบ่งชี้ว่าใครเป็นผู้ตอบชี้แจงฝ่ายค้านที่ต้องใช้เอกสารดังกล่าว ก็จะรู้ตัวผู้เป็นเจ้าของหรือที่เกี่ยวข้องกับกระเป๋าจำนวนมากนั้น
ที่สำคัญก็คือการชี้แจงตอบฝ่ายค้านนั้นจะเป็นการใช้เอกสารที่คณะทำงานจัดเตรียมให้ เป็นกระดาษพิมพ์เรียบร้อยอย่างมากก็ไม่เกิน 7 แผ่น เพื่อให้รัฐมนตรีใช้ตอบชี้แจงฝ่ายค้าน ไม่จำเป็นต้องขนเอกสารจำนวนมากมายนับสิบกระเป๋ามาที่สภา
และจะนำไปสู่การสอบข้อเท็จจริงต่อไปว่าของในกระเป๋านั้นเป็นอะไรกันแน่ และในช่วงนั้นมี ส.ส. คนใดเข้าไปในห้องนั้น ใครเป็นผู้มอบของในกระเป๋านั้นให้แก่ ส.ส. เหล่านั้น
และถ้าข้อเท็จจริงชัดว่ากระเป๋านั้นไม่ได้บรรจุเอกสาร และไม่ได้ใช้เอกสารนั้นในการชี้แจงฝ่ายค้าน และมี ส.ส. คนใดเข้าไปในห้องนั้น เข้าไปแล้วถืออะไรออกมา ข้อเท็จจริงก็จะส่อเค้าว่าจะเป็นประการใด
ถ้าผลการตรวจสอบว่าเป็นเพียงการนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการชี้แจงฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเรื่องนี้ก็จะจบลง แต่ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อประการใดก็เป็นเรื่องของแต่ละคน
แต่ถ้าผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นว่า มีการขนเงินจำนวนมากหลายกระเป๋าและมีการนำเงินนั้นจ่ายให้แก่ ส.ส. ก็จะสมอ้างกับข่าวที่ว่ามีการใช้เงินซื้อ ส.ส. ในการลงคะแนนเสียง
ถ้าเป็นเช่นนี้เรื่องก็จะไม่จบ เพราะย่อมเป็นการกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อดำเนินการเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็มีอำนาจพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่งได้ และยังเกี่ยวข้องด้วยการทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการต่อไปอีกสถานหนึ่ง
ผลที่สุดจะเป็นอย่างไรนั้นยากจะคาดเดา แต่แค่เป็นข่าวเรื่องนี้ก็เสื่อมเสียและเสียหายต่อระบบรัฐสภาอย่างรุนแรงแล้ว และเป็นความรับผิดชอบของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องทำความจริงให้ปรากฏ มิฉะนั้นสภาพไร้น้ำยาหรือสีเทาก็จะติดตัวไปจนวันตาย.



