หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

วิธีคิด-ทำ แบบ CEO เปลี่ยนพนักงานธรรมดาให้เหนือกว่าเดิม

หลายคนเข้าใจว่าการที่จะเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นที่ต้องมีความรู้ในการบริหารชนิดที่ว่าจบหลักสูตรเกี่ยวกับการบริหารมา การศึกษาสูง โปรไฟล์ดี แต่เปล่าเลย ความรู้และทักษะในการบริหารสำคัญก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือวิธีคิดและการลงมือทำ!

Ivy League เคยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลกลุ่ม C-suite (ผู้บริหารระดับสูงสุดในองค์กร) ตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ กลับเห็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก Elena Botelho และ Kim Powell ผู้เขียนหนังสือ “The CEO Next Door” เสนอว่า ผู้บริหารที่เก่ง ๆ เขาไม่ได้คิดหรอกว่าตัวเองถูกกำหนดมาเป็นผู้บริหารตั้งแต่แรก

เพราะไม่มีกฎตายตัวว่าผู้บริหารเก่ง ๆ และประสบความสำเร็จ จะต้องเป็นคนที่มีอำนาจมาแต่แรก เป็นคนประเภทชอบเข้าสังคมหมั่นสร้างเครือข่าย หรือโปรไฟล์สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ความคิดข้างต้นทำให้หลายคนมักคิดไปเองว่าตนเองไม่มีทางที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหาร แต่ในทางตรงข้าม คนธรรมดา ๆ ก็สามารถเป็นผู้บริหารที่เก่ง และประสบความสำเร็จได้

เพื่อพิสูจน์ว่าคนธรรมดาก็สามารถเป็นผู้บริหารได้ Elena Botelho และ Kim Powell จึงทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งขึ้น โดยใช้ข้อมูลจากแบบประเมินความเป็นผู้นำกว่า 17,000 รายการจากบริษัท ghSMART ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาให้กับผู้นำ ร่วมกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชิคาโกและมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยคัดเลือกคนระดับผู้บริหารจำนวน 2,600 คนมาวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นผู้บริหาร และดูว่าผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จนั้น เขาทำอะไรกัน

การวิจัยนี้พบว่ามีพฤติกรรมเพียง 4 อย่างเท่านั้น ที่ผู้บริหารส่วนใหญ่มีลักษณะร่วมกัน ฉะนั้น หากคนธรรมดา ๆ สามารถเปลี่ยนชีวิตประจำวันให้ทำได้ 4 ข้อนี้ ก็อาจจะเปลี่ยนตัวเองไปเป็นผู้บริหารที่ทรงพลัง หรือถ้ายังเป็นพนักงาน ก็จะเป็นพนักงานที่เจ๋งกว่าเดิม

1. ตัดสินใจเร็วและเด็ดขาด

ข้อมูลการวิจัยพบว่าผู้บริหารที่ตัดสินใจได้เร็วและเด็ดขาด มีแนวโน้มที่จะทำผลงานที่มีประสิทธิภาพสูงได้ถึง 12 เท่า โดยมี Steve Gorman อดีตผู้บริหารของ Greyhound เป็นตัวอย่างในการศึกษา เมื่อ Gorman เป็นผู้บริหาร Greyhound ในปี 2003 ก็เกิดวิกฤติขาดทุนย่อยยับจนแทบล้มละลาย

สี่เดือนที่ Gorman พยายามประคับประคองบริษัท และฟังผู้บริหารระดับสูงคนอื่น ๆ คิดแผนและยกเลิกแผนการต่าง ๆ ที่จะกอบกู้บริษัท แต่ในที่สุด เขาก็ได้รับข้อมูลบางอย่างจากที่ทีมงานของเขาวิเคราะห์ขึ้นมา มันเป็นจากแผนที่ดาวเทียมของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ที่แสดงให้เห็นว่าแสงสว่างของดวงไฟใน 2 ประเทศ ว่ามันไปกระจุกตัวอยู่ที่ใด ยิ่งดวงไฟมากก็แปลว่าบริเวณนั้นมีคนอยู่อาศัยมาก ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าแผนนี้จะออกหัวหรือก้อย แต่เขาก็ตัดสินใจปรับเส้นทางการเดินรถของ Greyhound ให้ไปตามแหล่งชุมชน ในท้ายที่สุดมันก็ได้ผล!

Gorman ออกจาก Greyhound ในปี 2007 เวลานนั้นรายงานตัวเลขผลประกอบการของบริษัทเป็นมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมันเป็นสองเท่าของมูลค่าในปี 2003 ผู้วิจัยวิเคราะห์ว่าที่ Gorman สามารถกู้บริษัทให้กลับมาได้นั้น ไม่ใช่ว่าเขารู้มาก่อนว่าแผนของเขาจะได้ผล แต่เป็นเพราะเขาตระหนักว่า การตัดสินใจลงมือทำและไม่ตัดสินเองว่าผลลัพธ์มันจะดีหรือไม่ดี มันดีกว่าการไม่ตัดสินใจทำอะไรเลย

2. มีวิธีโน้มน้าวใจคน

ในการเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีส่วนร่วมกับคนรอบข้าง รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจและแรงจูงใจให้พวกเขาตั้งใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผล ซึ่งมันไม่ง่ายเหมือนการพยายามซื้อใจคนด้วยการทำดีด้วย แต่การพยายามให้เป็นที่ยอมรับนั้นสำคัญกว่า เพื่อจูงใจให้พนักงานทำงานออกมาอย่างมีคุณภาพสูงสุด

ซึ่งวิธีที่ผู้บริหารใช้โน้มน้าวใจพนักงาน พวกเขาทำ 3 สิ่งนี้

ถึงกระนั้น ในหลาย ๆ กรณี การโน้มน้าวใจให้ใครทำอะไรสักอย่าง อาจจะดูโหดร้ายและไร้ความปรานี แต่ Willie Pietersen ศาสตราจารย์ด้านการจัดการ ของ Columbia Business School และผู้เขียนหนังสือ Strategic Learning: How to Be Smarter Than Your Competition and Turn Key Insights into Competitive Advantage บอกว่านี่คือกลยุทธ์ที่จะจูงใจให้คนในทีมทำงานให้ด้วยความสามารถที่แท้จริง ความตื่นเต้นในการทำงานคือเบื้องหลังของความคิดที่ยอดเยี่ยม

การโน้มน้าวใจลักษณะนี้ ทำให้ Steve Jobs ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง Apple สามารถสร้างบริษัทให้ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ เพราะเขามีส่วนร่วมกับพนักงาน ในการนำเสนอนวัตกรรมที่เกิดจากความคิดของเขา จนสามารถสร้างสรรค์แนวคิดและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้

3. สร้างความน่าเชื่อถือด้วยผลงานที่เป็นที่ประจักษ์

ข้อมูลจากงานวิจัย พบว่าผู้บริหารที่สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่างต่อเนื่อง และดำเนินการตามแผนงาน สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มโอกาสในการได้งานเพิ่มเป็นสองเท่า! และผู้วิจัยยังพบว่าจากพฤติกรรมทั้ง 4 การสร้างความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ส่งเสริมให้ผู้บริหารแต่ละคนประสบความสำเร็จ และยังเพิ่มโอกาสในการสร้างงานที่ยอดเยี่ยมได้อีกมากมาย

เพราะในทางธุรกิจ คนที่น่าเชื่อถือและมีความสามารถจะเป็นที่ยอมรับของทุกคน อย่างการติดต่องาน ลูกค้าพร้อมที่จะเสี่ยงกับคนที่น่าเชื่อถือและมีความสามารถ กล้าที่จะจ้างงาน ผู้บริหารเหล่านี้จึงเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ตัวอย่างคือ Richard Branson ผู้ก่อตั้ง Virgin Group เมื่อครั้งที่เขาสร้าง Virgin Australia ที่กลายมาเป็นสายการบินขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของออสเตรเลีย เขาเปิดตัวสายการบินนี้ขึ้นมาเพราะความคิดของพนักงานธรรมดาที่ชื่อว่า Brett Godfrey เมื่อ Godfrey เสนอความคิดมา Branson ก็ซื้อไอเดียนี้ทันที เพราะเขาเห็นว่าพนักงานคนนี้เป็นคนที่สง่า มุ่งเน้นในรายละเอียด และขยันทำงาน

Branson เขียนถึงพนักงานคนนี้ในอัตชีวประวัติล่าสุดของเขาว่า “ผมได้เห็นวิธีที่เขาจัดการกับผู้คนอย่างสุภาพ และคนเหล่านั้นก็ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากเขา” เขาจึงประทับใจจรรยาบรรณในการทำงานของพนักงานคนนี้มาก เมื่อ Godfrey แนะนำให้สร้างสายการบินในประเทศออสเตรเลีย Branson bit ในปี 2000 ไม่นาน Virgin Australia ก็เข้าสู่ตลาดการบินอย่างเป็นทางการ โดยมี Godfrey นั่งตำแหน่งผู้บริหาร (ดำรงตำแหน่งจนถึงปี 2010)

4. ปรับตัวตามสถานการณ์

การเดินเรือโดยไม่พึ่งแผนที่มันอาจจะเสี่ยง แต่ก็ควรที่จะลองเสี่ยง เพื่อไปสู่จุดสูงสุดผู้นำจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะนำพาบริษัทให้เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ โดยผู้วิจัยได้ยกตัวอย่าง Kodak, Blockbuster และ Borders ว่าที่บริษัททั้ง 3 ล้มเหลว ก็เพราะผู้นำของพวกเขาไม่ปรับตัวให้ทันโลก

การวิเคราะห์ของพวกเขายังพบว่าผู้บริหารที่เก่งในการปรับตัว ก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจอะไรมากนักกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่จะรู้สึกไม่มั่นใจ เพราะเข้าใจดีว่ามันเสี่ยง แต่ก็ต้องปล่อยอดีต แล้วมุ่งเน้นไปที่อนาคตมากกว่า ตัวอย่างของผู้บริหารที่รู้จักปรับตัว ได้แก่ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของ Amazon อย่าง Jeff Bezos

Amazon.com เปิดตัวในปี 1994 ในตอนนั้น นี่เป็นธุรกิจขายหนังสือเท่านั้น แต่ Bezos เลือกที่จะขยายธุรกิจต่อ จนนำไปสู่การขายเพลงและวิดีโอ แถมเขายังถามลูกค้าอีกว่าต้องการให้บริษัทขายอะไรเพิ่มอีกบ้าง ซึ่งเขาก็ได้รับรายการสินค้าที่ลูกค้าต้องการยาวเป็นหางว่าวเลย Bezos ให้สัมภาษณ์กับ Charlie Rose เมื่อปี 2016

จนมาถึงทุกวันนี้ Amazon กลายเป็นเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้ายันเสื้อผ้า กลายเป็นบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของโลก ไม่เพียงเท่านั้น ยังเสนอที่จะซื้อกิจการรายการโทรทัศน์ Whole Foods และมีแผนที่จะเปิดกิจการจัดส่งสินค้าของตัวเองด้วย ตามรายงานของ The Wall Street Journal วิสัยทัศน์ของ Bezos นี้ทำให้ Amazon เติบโตและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

“เรามีความสุขมากที่ได้ลงทุนกับโครงการใหม่ ๆ ทั้งที่มันเสี่ยง และอาจต้องจะใช้เวลานานถึง 5-7 ปี แต่เพราะบริษัทอื่นหลาย ๆ บริษัทไม่กล้าที่จะเสี่ยงเปลี่ยนแปลงอะไรแบบนี้” Bezos กล่าวกับ Rose “มันเป็นการผสมความคิดของการมองผลระยะยาวและความกล้าที่จะเสี่ยง จึงทำให้ Amazon เป็นบริษัทที่ไม่เหมือนใคร แต่พิเศษกับคนกลุ่มเล็ก ๆ”

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://pluto134340.com/บทความ/13094/
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: Ciphatha
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
อินโดนีเซีย ค้นพบภาพเขียนถ้ำรูปสัตว์ อายุ 45,500 ปี ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเผยสถานะ "ฟิล์ม กับ ลาล่า"ช็อก! ทั้งรายการ “หนุ่ม กรรชัย” ขอตรวจฉี่กลางรายการดวงชะตา แต่ละลัคณาและราศี ตั้งแต่ช่วง 14 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ ดังนี้ไพรวัลย์เปิดศึกฟาดไม่ยั้ง!! โดนโพสต์ด่าหน้าเหมือนเต่า ลั่น! ปลอมทั้งหน้ายังคงไม่เป็นที่ยอมรับ ...ในวัฒนธรรมนี้!เปิดชีวิตเรียบง่าย ของเจ้าชายบรูไน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมถึงห้ามพูด ระเบิด ในสนามบิน ?? พูดเล่น ๆ ก็ติดคุกถ้ามดมาเกาะกันแบบนี้....มันคือการมาทำอะไรกัน ?รู้จัก เทศกาล "ตรุษจีน" วันขึ้นปีใหม่ชาวจีนสัตว์โลกน่าสนใจ : ตั๊กแตนใบไม้ Pseudophyllus titan ตั๊กแตกตัวใหญ่น่ารักๆ ที่ไทยเราก็เจอได้
ตั้งกระทู้ใหม่