หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

ศาลอาญานัดพร้อมจำเลยคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

ศาลอาญานัดพร้อมจำเลยคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและจำกัดการเข้าถึงห้องพิจารณา

 

15 มีนาคม 2564 ศาลอาญานัดพร้อมประชุมคดีที่เกิดจากการชุมนุม #19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งมีการแยกฟ้องเป็นสองสำนวนคดี คดีคือคดีหมายเลขดำที่ อ. 287/2564 มีจำเลย 4 คน ได้แก่ทนายอานนท์ นำภา พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือหมอลำแบงค์ และสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งจำเลยทั้งหมดถูกฟ้องคดีต่อศาลตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และข้อหาอื่นๆ และทั้งหมดถูกตุมขังระหว่างการพิจารณาคดี 

 

ส่วนอีกสำนวนคดีหนึ่งคือคดีหมายเลขดำที่ อ. 539/2564 ซึ่งมีจำเลยถูกฟ้องรวม 18 คน ในจำนวนนี้มีสามคนคือ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุลหรือรุ้ง จตุภัทร์ บุญภัทรรักษาหรือไผ่ และภาณุพงศ์ จาดนอกหรือ ไมค์ ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี ขณะที่จำเลยคนอื่นๆอีก 14 คน ซึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้รับการประกันตัวในชั้นพิจารณา ขณะที่ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ เดอะบอตทอมบลูส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยที่ไม่ถูกฟ้องข้อหาตามมาตรา 112 ถูกควบคุมตัวมาจากเรือนจำเนื่องจากเขาถูกฝากขังในชั้นสอบสวนจากคดีวางเพลิงพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ 

 

ศาลนัดพิจารณาคดีในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ อ. 539/2564 ก่อนในช่วงเช้า จากนั้นจึงพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ อ.287/2564 ในช่วงบ่าย แต่ในการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนจำเลยของทั้งสองคดีต่างอยู่ในห้องพิจารณาด้วยกันเนื่องจากจะมีการรวมสำนวนคดีทั้งสองคดีเข้าด้วยกันเพราะมีมูลเหตุแห่งคดีจากเหตุการณ์เดียวกัน สำหรับวันนี้จำเลยมาศาล 20 คน ยกเว้นอรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่จากกลุ่มขอนแก่นพอกันทีซึ่งมาศาลไม่ได้เพราะติดการพิจารณาคดีอื่นที่จังหวัดขอนแก่นและจำเลยอีกคนหนึ่งซึ่งคุณพ่อเพิ่งเสียจึงขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาคดีลับหลังไปก่อน   

 

สำหรับการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณศาลวันนี้ถือว่ามีความเข้มงวดเป็นพิเศษแม้จะไม่มีกลุ่มกิจกรรมใดประกาศไปชุมนุมหรือแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ศาลอาญาก็ตาม โดยมีการตั้งจุดคัดกรองเข้าพื้นที่ศาลสองจุด จุดแรกอยู่นอกอาคารศาล จะมีตำรวจศาลคอยสอบถามวัตถุประสงค์ที่มาศาลในวันนี้ จากนั้นจึงขอดูบัตรประชาชนเพื่อจดชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้ที่มาศาล

 

ที่หน้าอาคารศาล ยังมีการกั้นแผงเหล็กและเปิดช่องทางให้มีพื้นที่พอเดินเข้าแค่ 1 คน มีการกั้นพื้นที่ตรงบันไดสำหรับสื่อมวลชน ที่หน้าประตูทางเข้าอาคารศาลมีเครื่องตรวจวัดอุณหภูแต่ขณะที่ผู้สังเกตการณ์เดินผ่านไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่คอยยืนดูเครื่องวัดอุณหภูมิแต่อย่างใด เมื่อเดินเข้าไปในอาคารศาลจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสัมภาระของผู้ที่มาศาล และตรวจบัตรประชาชนโดยเสียบเข้ากับ card reader ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ศาลดำเนินการตามปกติอยู่แล้ว ต่างจากการตั้งจุดคัดกรองนอกอาคารศาล

 

เวลาประมาณ 09.10 น. ที่หน้าห้องพิจารณาคดี 701 มีเจ้าหน้าที่ศาลอาญา และตำรวจศาล 3 นายประจำการที่หน้าห้องพิจารณาคดี คอยคัดกรองให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีเข้าไปในห้องพิจารณาคดี เช่น ทนายความ จำเลย ญาติ ทั้งนี้ผู้แทนจากสถานทูตต่างประเทศสามารถเข้าไปสังเกตการณ์ได้ และห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเข้าไปในห้องพิจารณาคดี ประชาชนที่สนใจหรือมาให้กำลังใจจำเลยต้องรออยู่ที่นอกห้องพิจารณาคดีโดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าบริเวณดังกล่าวสามารถใช้โทรศัพท์ได้ แต่ห้ามถ่ายภาพ และห้ามถ่ายทอดสด (live)

 

ที่หน้าห้องพิจารณาคดีแต่ละห้อง จะมีข้อกำหนดศาลอาญา เรื่อง มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ติดเอาไว้ที่หน้าประตู โดยข้อกำหนดดังกล่าว ระบุห้ามผู้มีอุณหภูมิเกิน 37.5 องศาเซลเซียสเข้าไปในพื้นที่ศาล และในการพิจารณาคดี อนุญาตให้เฉพาะคู่ความและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปในห้องพิจารณาเท่านั้น อย่างไรก็ตามในการพิจารณาคดีบางคดีเช่นคดี 112 ของบัณฑิต ซึ่งศาลเพิ่งอ่านคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 ไม่ได้มีการห้ามผู้มาให้กำลังใจเข้าห้องพิจารณาแต่อย่างใด 

 

เวลาประมาณ 09.26 น. ตำรวจศาลนำแผงเหล็กมาตั้งที่หน้าประตูห้องพิจารณาเพื่อกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในห้องพิจารณาคดี อย่างไรก็ตามนักการทูตอย่างน้อย 8 คน ที่ส่งหนังสือมาขอสังเกตการณ์คดีสามารถเข้าไปในห้องพิจารณาคดีได้

 

เวลาประมาณ 09.36 น. จำเลยในคดีได้แก่ ปนัสยา พริษฐ์ จตุภัทร์ ภาณุพงศ์และไชยอมร ถูกควบคุมตัวมาถึงหน้าห้องพิจารณาคดี จำเลยทั้งหมดมีโอกาสทักทายกับผู้มาให้กำลังใจที่รออยู่หน้าห้องครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกนำตัวเข้าห้องพิจารณา จากนั้นในเวลา 09.51 น. อานนท์ สมยศและปติวัฒน์ก็ถูกนำตัวมาที่ห้องพิจารณา และได้ทักทายผู้มาให้กำลังใจก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีเช่นกัน ส่วนจำเลยอื่นๆที่ได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดีก็ทยอยมาถึงและเข้าไปในห้องพิจารณาคดี

 

เวลาประมาณ 11.25 น. มีเสียงตะโกนของพริษฐ์ดังออกมาจากในห้องพิจารณา โดยพริษฐ์ได้ขึ้นไปยืนบนม้านั่งสำหรับบุคคลทั่วไป หันหลังไปกับบัลลังก์ผู้พิพากษา หันหน้าไปทางผู้บุคคลที่อยู่ในห้องพิจารณาคดี และอ่านข้อความที่ทำการจดบันทึกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มีใจความสำคัญ เป็นการตั้งคำถามต่อศาลทำนองว่า เหตุใดจึงต้องจองจำความจริงไว้ เหตุใดจึงปฏิเสธไม่ให้ประกันตัว แต่ไม่ว่าอย่างไร ความจริงย่อมเป็นความจริง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม และจะขอทรมานตัวเองโดยการอดข้าว เพื่อประท้วงถึงความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะอดข้าวไปจนกว่าศาลที่เคารพจะคืนสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวแก่ผู้ถูกกล่าวหาคดีมาตรา 112 รวมไปถึงคดีทางการเมือง และขอให้ประชาชนลุกสู้เพื่อประเทศเราไม่ต้องมีมาตรา 112 ไม่ต้องมีนักโทษการเมือง ไม่มีเผด็จการ ขอให้สามข้อเรียกร้องบรรลุไปได้ ตอนท้ายพริษฐ์และมวลชนร่วมกันส่งเสียงตะโกนว่า "ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ เผด็จการจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ"

 

โดยในขณะที่พริษฐ์กล่าวอยู่นั้น มีมวลชนบางส่วนยืนรายล้อม บ้างก็แสดงออกโดยการชูสามนิ้ว ในขณะที่บางส่วนยังคงนั่งอยู่ตามเก้าอี้เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ดังกล่าว

 

ภายหลังจากพริษฐ์กล่าวถ้อยแถลงจบ เจ้าหน้าที่ในศาลได้ประสานงานกับฝ่ายรักษาความปลอดภัย จากนั้นประมาณ 10 นาทีต่อมา มีตำรวจนครบาลอย่างน้อย 7 นายเข้าไปในห้องพิจารณาคดี และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลได้เชิญผู้ที่ไม่ใช่คู่ความรวมถึงนักการทูตที่มาสังเกตการณ์ที่ยังคงอยู่ในห้องพิจารณาออกไปจากห้อง จากนั้นในเวลาราว 11.48 น. เจ้าหน้าที่ศาลทยอยนำตัวจำเลยเจ็ดคนที่ถูกคุมระหว่างการพิจารณาคดีได้แก่ พริษฐ์ ปนัสยา ภาณุพงศ์ สมยศ ปติวัฒน์ จตุภัทร์ และทนายอานนท์ ออกจากห้องพิจารณาคดี รวมทั้งควบคุมตัวชัยอมรซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังในคดีนี้แต่ถูกคุมขังตามหมายคดีอื่นออกมาด้วย ขณะที่จำเลยคนอื่นๆที่ได้รับการประกันตัวก็ทยอยเดินออกจากห้องพิจารณาคดีมาด้วยเช่นกัน 

 

ในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 13.30 น. ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานสำนวนคดีหมายเลขดำที่อ. 287/2564 ที่ห้องพิจารณาคดี 701 ซึ่งพบว่าศาลมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยมีการกั้นแผงเหล็กที่ระเบียงทางเดินไปยังห้องพิจารณา 701 บริเวณข้างศูนย์หน้าบัลลังก์ชั้น 7 มีเจ้าหน้าที่ศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยคัดกรองผู้ที่สามารถเข้าไปในห้องพิจารณาคดีได้ เช่น ญาติ ทนายความและผู้ช่วยทนายความเท่านั้น ส่วนผู้ที่มาให้กำลังใจและผู้แทนจากสถานทูตที่สนใจมาสังเกตการณ์ให้รออยู่ด้านนอกแนวกั้น ในส่วนของผู้แทนสถานทูต มีเจ้าหน้าที่ศาลนำเอกสารมาเรียกให้เข้าห้องพิจารณาคดีได้ในเวลาต่อมา

 

13.34 น. เจ้าหน้าที่ราชฑัณฑ์พาตัวปนัสยา พริษฐ์ ปติวัฒน์ สมยศ จตุภัทร์ ภาณุพงศ์ และอานนท์มาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 701 โดยระหว่างทางมีญาติและผู้มาให้กำลังใจและสวมกอดทักทาย 

 

14.04 น. ตำรวจศาลเดินมาบอกคนให้กำลังใจที่ยืนยืนนอกแนวกั้นว่าให้ทยอยเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ด้านหน้าห้องพิจารณาคดี 701 ได้ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ศาลอีกคนหนึ่งเดินมาถามตำรวจศาลทำนองว่า ห้องพักพยานที่อยู่อีกปีกหนึ่งว่างอยู่หรือไม่ เมื่อผู้มารอให้กำลังใจได้ยินแบบนั้นก็บอกกับเจ้าหน้าที่ศาลว่า จะขอนั่งรอที่ด้านหน้าห้องพิจารณาโดยสัญญาว่า จะนั่งด้วยความเรียบร้อยและไม่ใช้เสียง

 

ระหว่างนั้นชายคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของศาลอาญาเดินออกมาและถามผู้มาให้กำลังใจซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 คนว่า รับปากศาลก่อนว่า จะนั่งด้วยความสงบ ประชาชนที่มารับปากพร้อมชู 3 นิ้ว ชายคนดังกล่าวพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองว่า แบบนี้ไม่สงบแล้ว ขอให้ไม่เป็นเหมือนเมื่อเช้า หลังจากนี้หากจะมาให้กำลังใจจะมากันกี่คนก็ได้แต่ขอให้แจ้งศาลและให้คัดตัวแทนที่จะเข้าไปนั่งฟังในห้องพิจารณา ส่วนคนที่ไม่ได้เข้าห้องพิจารณาศาลจะจัดที่นั่งให้ ส่วนตัวแทนจะได้เข้าห้องพิจารณาคดีกี่คนขึ้นอยู่กับขนาดของห้องพิจารณาคดี โดยในนัดต่อๆไปศาลอาจจัดหาทีวีถ่ายทอดการพิจารณาให้คนที่ไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดีได้สังเกตการณ์ หลังจากนั้นผู้มาให้กำลังใจต่างทยอยเข้าไปนั่งที่หน้าห้องพิจารณาคดีด้วยความสงบ

 

ระหว่างการพิจารณาคดี มีจำเลยบางส่วนเดินออกมาเข้าห้องน้ำเป็นระยะและมีการทักทายกับผู้มาให้กำลังใจที่หน้าห้องพิจารณาคดี ซึ่งมีจำเลยคนหนึ่งกล่าวกับผู้มาให้กำลังใจว่า “เอาลมหายใจไปได้ แต่หัวใจและอุดมการณ์เอาไปไม่ได้”

 

ทั้งนี้จากการสอบถาม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ขั้นตอนการพิจารณาคดีในวันนี้เป็นเพียงนัดรวมคดี เนื่องจากอัยการแถลงต่อศาลว่าคดีทั้งสองมีมูลเหตุเดียวกันและพยานหลักฐานชุดเดียวกัน จึงสมควรรวมคดีเข้าด้วยกันเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างกระชับรวดเร็ว ทนายจำเลยไม่คัดค้าน ศาลจึงให้รวมสำนวนคดีทั้งสองเข้าด้วยกันและนัดตรวจพยานหลักฐานใหม่เป็นวันที่ 29 มีนาคม 2564 

 

ขอขอบคุณภาพถ่ายจาก Banrasdr Photo

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://freedom.ilaw.or.th/case/921
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: allx
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
แม่ลมจับ!! ลูกทิ้งลูกไว้กับโทรศัพท์กดสั่งของออนไลน์เฉียดแสนบาทชีวิตไม่แน่นอน!พบ"ลูกสาวเฉินหลง"ผอมเหลือแต่กระดูก นอนห้องเช่าคืน300 ตัดขาดพ่อ-แม่พลเมืองดีพบเห็นเงินตกเกลื่อนถนนปากทางเข้าสมาคมแต้จิ๋ว ตำรวจ สภ.สุไหงโก-ลกเข้าตรวจสอบอพาร์ตเมนต์จิรจิตต์ ติดเชื้อโควิด 91 รายรู้ทันงูเหลือมก่อนเป็นอาหาร#สัตว์เลี้ยงวิธีการลงบทความในเว็บ Postjung เพื่อสร้างรายได้เกือบเสียเงินเป็นแสน หลังเด็กเล่นโทรศัพท์ตามลำพัง“บิ๊กตู่” มอบ ดอกพุด สีขาว ที่ปลูก หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ให้ ผู้แทน “เลขาฯUN” อดีตทูตสตรี สวิสฯบุรีรัมย์ เข้มงวดเอาจริง!! ออกคำสั่ง "กลุ่มเสี่ยง" ไม่ฉีดวัคซีนเจอคุก“ในหลวง” ทรงแข็งแรงดี ทรงออกกำลังพระวรกาย ทุกๆวัน และ ทรงติดตามสถานการณ์โควิดฯ เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือชาวเน็ตร่วมดักคอ!! พวกขาเชียร์มือไม่พาย เอาปากราน้ำ กรณี"พิมรี่พาย"สร้างสนามที่ สุราษฎร์ฯนางงามเมียนมา....บนเวทีมิสยูนิเวิร์ส!!
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ซัดยับฝ่ายค้านเก่งแต่ปาก!!อ่านแล้วทำไมยิ้มตาม คนไทยเป็นคนมีน้ำใจ“กองทัพบกดำเนินการ..ฌาปนกิจเผาศพผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย”อุ๊บ วิริยะ เผยชื่อ นางเอกตัวจริงไม่แสดง
ตั้งกระทู้ใหม่