หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

เขาค้อ, ราคาที่ดินเพิ่ม 100 เท่าใน 30 ปี

 ผมไปเที่ยวเขาค้อมาเลยคุยกับผู้รู้ในพื้นที่ทราบว่าราคาที่ดินที่เขาค้อขึ้นกระฉูดประมาณ 100 เท่าในเวลา 30 ปี อะไรจะขึ้นได้ขนาดนั้น มาดูกัน

            ผมได้พบคุณสุรัตน์ มารอด ผู้ดูแลรีสอร์ตแห่งหนึ่งในอำเภอเขาค้อ  คุณสุรัตน์บอกว่าตนเองเคยเป็น “อส.” หรืออาสาสมัครช่วยรบในสมรภูมิเขาค้อ ในช่วงปี 2523-24 ขณะนั้นอายุได้แค่ 15 ปี พอสงครามประชาชนสงบลง ทหารก็จัดสรรที่ดินให้ประชาชนคนละ 2 งาน (200 ตารางวา) ไว้ปลูกบ้าน และอีก 20 ไร่ ไว้ให้ทำกิน  ปรากฏว่าในหมู่บ้านของเขามีราว 50 ครัวเรือน และคงมีหลายหมู่บ้านบนเขาค้อแห่งนี้ นัยเพื่อเป็นการให้ประชาชนช่วยกันรักษาพื้นที่ไม่ให้พลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขึ้นมายึดเป็นฐานที่มั่นอีก

 

            ยังมีเพื่อนคนหนึ่งอีกคนหนึ่งชื่อคุณภัทร ธนนิลกุล ซึ่งเมื่อปี 2532-34 ได้เป็นพนักงานฝ่ายที่ดินของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งที่ขึ้นไปเป็นผู้รวบรวมจัดซื้อที่ดิน คุณภัทรขับรถขึ้นลงเขาค้อเจรจาซื้อขายที่ดินได้หลายต่อหลายแปลง โดยสนนราคาอยู่ที่ราวๆ 10,000 – 30,000 บาทเท่านั้น  แต่ในปัจจุบัน  ราคาที่ดินในลักษณะนี้อยู่ระหว่าง 1-4 ล้านบาท หรือเท่ากับเพิ่มขึ้นประมาณ 100 เท่าเลยทีเดียว

            ที่ดินเพิ่ม 100 เท่าก็เท่ากับว่า ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 16.7%

            = {(ราคาที่ดินปัจจุบัน / ราคาที่ดินเดิม) ถอดรูด 30 ปี} -1

            = {(1,000,000 / 10,000)^(1/30)} -1

            = 16.6% ต่อปี

            ในระหว่างที่ผมอยู่ที่เขาค้อ ยังพบกับหนุ่มใหญ่อีกราย ท่านเล่าให้ฟังว่าพ่อของตนก็ได้รับที่ดินจากทางราชการเช่นกัน แต่น่าจะได้มากกว่า 20 ไร่  เพราะที่ดินแถบนั้นทั้งเวิ้ง ก็เป็นของคุณพ่อของท่านที่ได้ครอบครองไว้ แต่ค่อยๆ แบ่งขายออกไปไร่ละ 3,000 – 5,000 บาท เมื่อราวปี 2530  จนสุดท้ายเหลือแต่พื้นที่ปลูกบ้านอยู่ส่วนหนึ่งเท่านั้น และชาวบ้านดั้งเดิมก็ทยอยขายที่ออกไปเกือบหมดแล้ว

            คุณสุรัตน์ก็เล่าว่าที่ดินของตนเองยังอยู่ ไม่ได้ขายไป แต่สำหรับคนอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ก็ขายที่ดินไปเป็นจำนวนมากแล้วถึงราว 40 รายจากทั้งหมด 50 รายที่ได้รับการจัดสรร  คนที่ขายไปก็ยังอยู่ในละแวกนี้ในพื้นที่ๆ ได้รับการจัดสรรให้อยู่อาศัยคนละ 2 งานดังกล่าวและทำงานในรีสอร์ตต่างๆ เป็นต้น  มีน้อยรายที่ย้ายออกจากเขาค้อไปเลย  และผมยังเชื่อว่าหลายคนคงไปบุกรุกป่าเขากันต่อไป   ว่ากันว่าป่าเขาของไทยนั้น ซื้อขายก็ไม่ได้ ให้เช่าก็ไม่ได้ แต่ถ้าบุกรุกไปสักระยะหนึ่งก็กลายเป็นของตนเองได้!

            การที่ป่าเขาโดยเฉพาะที่เขาค้อ ภูทับเบิกและเดี๋ยวนี้ลามไปทุกที่ในประเทศไทยก็ว่าได้ก็เป็นเพราะนโยบายที่ผิดๆ ของรัฐนั่นเอง  โดยรัฐจัดสรรที่ดินให้ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัย  นัยว่าเพื่อเป็นการรักษาฐานที่มั่น  คงหวังให้คนอยู่กับป่า ซึ่งเท่ากับเป็นการฝากปลาย่างไว้กับแมว  แมวก็เที่ยวแทะกินไปไม่หยุดหย่อน  ทุกอย่างก็ไม่เหลือหลอ  ถ้าเป็นป่าเขาธรรมดา ก็คงถูกถากถางทำพืชไร่ต่างๆ นานา  แต่ถ้าเป็นพื้นที่ๆ เหมาะสมกับการทำรีสอร์ต ก็คงมีการยึดไปทำรีสอร์ตมากมาย

            อีกประเด็นหนึ่งก็คือการขาดการตรวจสอบ ใครได้ที่ดินไปแล้ว ต้องไม่ยอมให้ขายต่อ แต่นี่กลับปล่อยละละเลยให้ขายต่อได้ เพราะคนที่ขึ้นไปทำรีสอร์ตยุคแรกๆ ก็คงเป็นคนมีสี คนใหญ่คนโต ข้าราชการชั้นผู้น้อยก็พูดอะไรไม่ถูก กลายเป็น “น้ำท่วมปาก” ในเมื่อการบุกรุกป่าเกิดขึ้นเพราะ “หัวมันส่าย หางจึงกระดิก” เพราะคนใหญ่คนโต  การปราบปรามก็จึงไม่มีประสิทธิผล ปัญหาการหดหายของป่าขนาดเท่ากรุงเทพมหานครจึงเกิดขึ้นทุกปี

            ตัวอย่างในทางตรงกันข้ามก็คือที่เขาใหญ่ เมื่อก่อนก็เคยมีชุมชนชาวบ้านอยู่ในย่านนั้นเช่นกัน  โดยแต่เดิมเป็นชุมโจรที่ผู้คนไปอยู่อาศัยบนนั้นเพื่อหลบหนีคดีจากรัฐ แต่ต่อมาก็กลายเป็นหมู่บ้านขนาดเขื่องๆ ไปเลย  แต่รัฐบาลในยุคนั้น สั่งให้ลงมาจากเขาใหญ่เสียให้หมด  ลองนึกดูว่าเกิดรัฐบาลในยุคนั้น “ดรามา” ยอมให้คนอยู่กับป่า  ป่าเขาใหญ่คงบรรลัยไปนานแล้ว  การให้คนอยู่กับป่าจึงเป็นการคิดผิดๆ ที่ปล่อยให้ “มือใครยาว สาวได้สาวเอา”

            รัฐบาล คสช. ก็เคย (แสร้ง) เอาจริงกับการบุกรุกทำลายป่าบนเขาค้อเช่นกัน พ่อค้าขายส้มตำ-ไก่ย่างที่ผมไปอุดหนุนบนเขาค้อรายหนึ่งก็เคยเป็นกุ๊กอยู่ในรีสอร์ตแห่งหนึ่ง  แต่ถูกทางราชการปิดเพราะข้อหาบุกรุกป่า  แต่ยังมีรีสอร์ตอีกนับร้อยนับพันแห่งที่น่าจะบุกรุกป่าแต่ไม่ได้ถูกกระทำเช่นนี้  การปราบปรามกลายเป็น “ปา...่” และทำแบบ “ไฟไหม้ฟาง” คือทำๆ หยุดๆ ไม่จริงจัง หลายมาตรฐาน การแก้ไขปัญหาการรุกป่าจึงยังไม่หมดสิ้น

            สำหรับทางออกนั้น อันที่จริงรัฐบาลอาจให้ใครก็ตามที่อยากทำรีสอร์ตเช่าที่จากทางราชการเลย โดยเสียค่าเช่าที่ให้ถูกต้อง ถ้าทำไม่ไหว ก็ต้องคืนหลวง ไม่ใช่ให้เซ้งทำกันต่อไป  ยิ่งกว่านั้นในบริเวณไหนที่รัฐสงวนไปเป็นป่าสงวน หรืออะไรก็ตาม รัฐบาลประกาศไปเลยว่าบริเวณเหล่านั้นห้ามทำรีสอร์ต ใครทำก็รื้อ ถ้ามีชาวบ้านอยู่ ก็ให้อยู่อาศัย ไฟฟ้า-ถนนก็ไม่ราดยางหรือทำเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กให้ เพื่อไม่ให้เกิดการบุกรุกเพิ่มเติม

            ถ้ามีระบบตรวจสอบที่ดี ไม่มีการทุจริตกันทุกหย่อมหญ้าตั้งแต่เบอร์ 1 จนถึงเบอร์สุดท้ายของข้าราชการผู้เป็นใหญ่ในประเทศ  ปัญหาการบุกรุกทำเขาหัวโลนบนเขาใหญ่นี้ก็คงหมดไปอย่างแน่นอน

 

เนื้อหาโดย: doctorsopon
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: doctorsopon
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
65 VOTES (5/5 จาก 13 คน)
VOTED: nuutip, Sarasin Santayasuk, iluhoo, tata33, gunsmile 79, somsak15, janny2313, prathuang159, mimi23, pissamai15, doctorsopon, nj009, Taweelux
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
อัพเดทน้าค่อม อาการน่าเป็นห่วง ล่าสุดไตวายซูมกันตาแทบแตก ณเดชน์ใจเกเร โชว์ 8 แพคผ่านกระจกให้ดูกัน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
นายกฯ ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ ลดธงครึ่งเสา 3 วัน ไว้อาลัย ปธน.สาธารณรัฐชาดภูเขาไฟสีน้ำเงิน อม ม่วง ภูเขาไฟชื่อ Kawah Ijen คาวาห์ อิเจี้ยน ตั้งอยู่ทิศตะวันออกบนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นภูเขาไฟรูปกรวย สูง 2,600 เมตร ก่อตัวขึ้นเมื่อราว 50,000 ปีก่อนทบ.สหรัฐฯ รับ “น้องLucky” นักเรียนนายร้อยจปร. เข้าเรียน USMA รร.นายร้อย West Pointเหรียญวันนี้มีเรื่องเล่า 22 เมษายน วันคุ้มครองโลก (Earth Day)
ตั้งกระทู้ใหม่