หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

รวมภาพสวยๆของเครื่องบินขับไล่แบบบข.20/ก JAS 39 Gripen C/D ของกองทัพอากาศไทย

 

รวมภาพสวยๆของเครื่องบินขับไล่แบบบข.20/ก JAS 39 Gripen C/D ของกองทัพอากาศไทย จากภาพจะเห็นได้ว่าเครื่องบินขับไล่แบบ...

โพสต์โดย Military Weapons อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร เมื่อ วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2021

 

รวมภาพสวยๆของเครื่องบินขับไล่แบบบข.20/ก JAS 39 Gripen C/D ของกองทัพอากาศไทย

 

จากภาพจะเห็นได้ว่าเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen ของกองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force: RTAF) ได้ติดตั้งอุปกรณ์และระบบอาวุธดังนี้

-อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางแบบ AIM-120 AMRAAM (Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile)

-อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้แบบ IRIS-T (Infra Red Imaging System Tail)

-อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้แบบ AIM-9 Sidewinder

-อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ RBS-15F

-ปืนใหญ่อากาศขนาด 27 มม. แบบ Mauser BK-27

-ระเบิดเอนกประสงค์ตระกูล MK.80 ขนาดต่าง ๆ

-หมวกนักบินติดจอภาพแบบ Cobra

-กระเปาะตรวจจับและชี้เป้าแบบ Litening III

-ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II ขนาด 500 ปอนด์

เครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 Gripen C/D ได้ทำการบูรณาการใช้งานร่วมกับเครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศแบบ Saab S-100B Argus AEW และยังทำการบูรณาการร่วมกับเรือรบของกองทัพเรือไทยอีกด้วย

โดยในปี 2564 กองทัพอากาศไทยจะใช้งบประมาณ 629 ล้านบาทในการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 Gripen C/D ทั้ง 11 ลำให้เป็นมาตรฐาน MS20

ซึ่งการทำการปรับปรุงซอฟแวร์ MS20 นี้ จะเป็นการปรับปรุง Software มากกว่า Hardware โดยการ

-เพิ่มขีดความสามารถของระบบ Datalink แบบ CDL-39 ให้รองรับภารกิจการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด

-เพิ่มการรองรับ Link-16 ซึ่งเป็นระบบ Datalink ตามมาตรฐานของ NATO

-เพิ่มระบบป้องกันการชนพื้นดินแบบอัตโนมัติ (Automatic Ground Collision Avoidance System: Auto GCAS)

-การป้องกันตนเองจากสงครามนิวเคลียร์ เคมี ชีวะ

-การพัฒนาความสามารถของระบบเรดาร์และเซนเซอร์ต่าง ๆ

-การเพิ่มการรองรับจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยกลางแบบ Meteor

-การเพิ่มการรองรับระเบิดนำวิถีขนาดเล็ก GBU-39 Small Diameter Bomb

การทำงานของระบบ Auto GCAS นั้นจะเตือนนักบินถ้าบังคับเครื่องไปในทิศทางจะชนพื้น (Controlled Flight Into Terrain: CFIT) หรือนักบินหมดสติ แล้วเครื่องเสียการควบคุม ถ้านักบินยังไม่ตอบสนอง ระบบจะบังคับเครื่องเองเพื่อหลบให้พ้น แล้วพอนักบินตอบสนองจึงจะคืนการบังคับกลับไปให้นักบิน ทั้งนี้ สิ่งสำคัญอันหนึ่งของ Auto GCAS คือ ฐานข้อมูลภูมิประเทศ (Terrain Database) เพื่อให้ระบบรู้ว่าตอนนี้ เครื่องบินมีความเสี่ยงจะชนพื้นหรือไม่ และควรจะหลบไปทางไหนดี โดยอเมริกาใช้การถ่ายภาพเรดาร์จากอวกาศเพื่อทำฐานข้อมูลนี้ ส่วนของกองทัพอากาศไทยนั้นอาจจะเป็นไปได้ที่จะใช้ DA-42 M-NG ที่มีเซ็นเซอร์ LiDAR ซึ่งเพิ่งมีการสั่งซื้อเข้าประจำการจำนวน 3 ลำ

นอกจากนี้การปรับปรุงซอฟแวร์ MS20 ของ Gripen นั้นจะทำให้ Gripen มีขีดความสามารถในการใช้งานจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยกลางแบบ Meteor ซึ่งมีข่าวว่ากองทัพอากาศให้ความสนใจ โดยการปรับปรุงนั้นจะเป็นการปรับปรุงเรดาร์ PS-05/A ให้เป็นรุ่น Mk.4 ที่จะมีขีดความสามารถในการตรวจจับเพิ่มขึ้น 100% ซึ่งจะมีความเหมาะสมในการใช้งานกับ Meteor ที่มีระยะยิงไกล โดยทำการเปลี่ยนเพียง Processing Unit เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจานเรดาร์หรืออุปกรณ์อื่นแต่อย่างใด”

จรวดอากาศสู่อากาศพิสัยกลางแบบ Meteor นั้นเป็นจรวดที่มีประสิทธิภาพสูงมากที่สุดแบบหนึ่งของโลก มีค่าความเป็นไปได้ในการยิงถูกข้าศึกสูงที่สุดแบบหนึ่ง เนื่องจากจรวดใช้เครื่องยนต์ Ramjet ที่ช่วยเพิ่มพิสัยในการบินและความคล่องตัวของตัวจรวด แทนการใช้เชื้อเพลิงแข็งแบบจรวดทั่วไปที่มักจะเผาไหม้หมดภายในเวลาอันรวดเร็วและจรวดต้องพึ่งพลังงานจลน์ในการเคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมาย พร้อมกับระบบ Datalink ระหว่างตัวจรวดและตัวอากาศยานที่ยิงเพื่อทำให้อากาศยานที่ยิงสามารถปรับปรุงเป้าหมายให้เป็นปัจจุบันที่สุด ระยะยิงที่ไกลทำให้อากาศยานที่ยิงปลอดภัยจากการโจมตีตอบโต้ของอากาศยานข้าศึก

แต่ปัญหาสำคัญของ Meteor คือราคาซึ่งสูงถึงเกือบ 70 ล้านบาทต่อนัด แพงกว่า AIM-120C-5 AMRAAM ราว 2 – 3 เท่า ทำให้การจัดหาอาจเป็นไปได้ยาก หรือถ้าจัดหาจริงอาจจะเป็นการจัดหาเพียงไม่กี่นัดเท่านั้น

นอกจากนี้กองทัพอากาศไทยจะทำการปรับปรุงเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศแบบ Saab 340 AEW จำนวน 2 ลำ หมายเลข 70201 และ 70203 ในปีงบประมาณ 2564 – 2567 งบประมาณรวม 4,500 ล้านบาท (150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศแบบที่ 1 SAAB 340 AEW มีอายุการใช้งานนาน มีข้อจำกัดในการปฏิบัติภารกิจ รวมทั้งการส่งกำลังและซ่อมบำรุง ครบกำหนดการรับรองมาตรฐานความสมควรเดินอากาศใน พ.ศ.2564 จึงจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงระบบ และเพิ่มขีดความสามารถการบัญชาการและควบคุม พร้อมอะไหล่ อาคาร และสาธารณูปโภค ระบบสนับสนุน รวมทั้งการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศให้มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามขีดความสามารถของอากาศยานที่ได้รับการปรับปรุง โดยคาดว่าจะทำการปรับปรุงเรดาร์ Erieye ตัวเดิมที่มีระยะการตรวจจับจาก 450 กิโลเมตร เป็นเรดาร์ Erieye ER (Extended Range) ที่มีระยะตรวจจับมากกว่า 650 กิโลเมตร

Erieye ER เป็นระบบ AESA (Active Electronically Scanned Array) Radar ที่มีประสิทธิภาพพลังงานเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับ Erieye Radar รุ่นก่อน

โดย Erieye ER มีระยะการทำงานของเรดาร์ ที่มากกว่า 650 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเพิ่มการเน้นพลังงานในพื้นที่จุดสนใจที่ต้องการเฉพาะได้ Saab กล่าวว่า Erieye ER ยังทนทานต่อการถูกก่อกวนสัญญาณ(Jamming) และมีคุณสมบัติการทำงานทุกสภาพอากาศในทุกพื้นที่ (อากาศ, ทะเล และภาคพื้นดิน) และมีอัตราการปรับปรุงการติดตามต่อเป้าหมายที่กำหนดให้อยู่ในความสนใจ (targets-of-interest) ในระดับ "สูงอย่างที่สุด"

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/MilitaryWeaponsThailand/posts/1497151023816249
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: มารคัส
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
อีลอน มัสก์ ตอบรับจะเปิดเน็ตดาวเทียมช่วยชาวเมียนมาร์ที่ถูกปิดกั้นอินเทอร์เน็ตในประเทศจวกยับ! หลังแม่ร้องไห้ไลฟ์ ลูกติดโควิด 5 รพ.ปฏิเสธรับรักษาไม่จ่ายค่าเช่าเงียบเคาะห้องไม่เปิด!!เจ้าของหอไขกุญแจสำรองเข้าห้อง งายหลังอยู่ไปได้ไง คุณเหลือเชื่อ!! น้องปอร์เช่ สาวนั่งดริ้งค์ในตำนาน 3 เดือน ค่าดริ้งค์ 11 ล้าน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด มือถือ Gadget เทคโนโลยี
ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบ VL MICA (VERTICAL LAUNCH SHORT RANGE AIR DEFENCE SYSTEM) ของกองทัพบกไทย จัดซื้อด้วยงบ 3,520 ล้านบาท จำนวน 1 ระบบยานเกราะล่ารถถัง SU-100 เป็นหนึ่งในยานเกราะจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่รัสเซียนำมาสวนสนามในวันแห่งชัยชนะ 9 พฤษภาคม คู่กับรถถัง T-34/85F-16A Block 15 จำนวน 2 ลำ ของกองทัพอากาศไทย ติดระเบิดเอนกประสงค์แบบ Mark 82 ขนาด 500 ปอนด์ จำนวน 24 ลูก (ลำละ 12 ลูก) หรือรวมกันทั้งหมด 12,000 ปอนด์รถถังหลักแบบ T-84 Oplot-M ของกองทัพบกไทย ขณะทำการยิงปืนใหญ่รถถังแบบลำกล้องเรียบ ขนาด 125 มม. แบบ KBA-3 ซึ่งใช้การบรรจุกระสุนแบบอัตโนมัติ (Autoloader)
ตั้งกระทู้ใหม่