หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ เกมถอดรหัสภาพ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่
ลงโษณาตำแหน่งนี้

เกณฑ์ทหาร ครั้งหนึ่งในชีวิตของชายไทย

ช่วงนี้ใกล้เวลาเกณฑ์ทหารสำหรับชายไทยทุกคนที่อายุถึงเกณฑ์ เชื่อว่าหลายคนคงจะสองตื่นเต้นรวมทั้งเบื่อหน่ายที่ต้องไปเกณฑ์ทหาร หลายคนได้เห็นทั้งข่าวและฟังมาจากต่อปากถึงความลำบากลำบนในค่ายทหาร แต่ว่าท่านเคยได้ยินสำนวนนี้หรือไม่ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่าทำเอง แน่นอนว่าอะไรที่เราไม่ได้พบเจอด้วยตัวเองย่อมพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือไม่

ย้อนไปปีพ.ศ. 2560 ผมเรียนจบพอดีหลังจากงานพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จสิ้น ผมตัดสินใจว่าก่อนจะเริ่มทำงานตามสายอาชีพของตนเองควรที่จะทำภารกิจส่วนตัวที่คั่งค้างให้เสร็จสิ้น เลยตัดสินใจเข้ารับคัดเลือกเป็นทหารเกณฑ์ สละสิทธิ์การผ่อนผันที่มีสิทธิอีก 1 ปี จากนั้นก็สมัครเข้าเป็นทหารเรือผลัดที่ 1 ตอนนั้นคิดแค่ว่าสมัครผลัดแรกเพราะว่าจะได้จบเร็วเพราะผมจบปริญญาตรีหากว่าสมัครก็จะลดเวลาราชการทหารลงจาก 2 ปีเหลือแค่ 6 เดือน แม้มันอาจจะนานแต่ก็ยังดีกว่าเรายังไม่เกณฑ์ทหารแล้วไปสมัครสอบครู พรบ.ขรกครูระบุว่า หากท่านยังไม่เกณฑ์ทหารแล้วสอบติดครู หากยังประเมินไม่ครบ 2 ปี มีหนังสือให้ท่านไปเกณฑ์ทหารท่านอาจถูกปลดออกทันที

ทหารเรือผลัดที่ 1 คือสิ่งที่ผมเลือก วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ทหารเกณฑ์ทุกคนมารวมตัวกันที่ศาลากลาง หลังจากดำเนินการเรื่องเอกสารและจัดเรียงรถนั่งเสร็จสิ้น ทหารเรือก็ขึ้นรถของตนเองและมุ่งสู่จังหวัดชลบุรี ในวันเดินทางมีค่าเบี้ยเลี้ยงแจกให้คนละ 200 กว่าบาท

รถโดยสารหยุดที่ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ที่บางเสร่ ปัจจุบันปิดไปแล้ว ทุกคนถูกส่งไปตรวจสอบร่างกายกรอกรายละเอียดและฉีดยา 1 เข็ม (เป็นยาควบคุมความต้องการทางเพศ) หลังจากนั้นทุกคนจะถูกแบ่งไปยัง 24 กองร้อย ซึ่งมีกองร้อยละ 170 คน หากท่านมีวุฒิการศึกษาสัสดีที่กรอกชื่อท่านจะเว้นชื่อท่านไว้เป็นเจ้าหน้าที่ในกองร้อย

หลังจากเขียนชื่อเสร็จสิ้นทุกคนจะต้องไปรับอุปกรณ์ส่วนตัวที่ศูนย์แจกจ่ายมีเสื้อขาว 2 ตัว กางเกงนักเรียนเหมือนกางเกงนักเรียนมัธยม 2 ตัว เสื้อขาว 1 ตัว รองเท้าผ้าใบ 1 คู่ จากนั้นก็มุ่งสู่กองร้อยของตนและเขียนชื่อตนเองลงบนเสื้อและชุดทุกชุด และอาบน้ำชำระร่างกายเปลี่ยนชุดแบบทหารเรือ

วันรุ่งขึ้นจะเป็นการเรียกรวมตัวกันเพื่ออธิบายสิ่งต่างๆ และทำให้ได้รู้ว่าทหารเรือจะเรียน 2 ภาค คือภาคทฤษฎีที่เข้าเรียนทุกวันและภาคปฏิบัติที่จะเรียนทุกวันเช่นกัน โดยจะไม่เรียนในวันหยุดทางราชการและให้ถือเป็นวันหยุด จากนั้นทางกองร้อยจะคัดเลือกทหาร 10 คนมาปฎิบัติงานเสมือนเป็นอัตราจ้างของกองร้อย ทำหน้าที่ฝ่ายธุรการ 3 คน ขายของ 3 คน พัสดุและบริการ 1 คน ฝ่ายโทรศัพท์ 3 คน นอกนั้นก็จะมีการส่งตัวคนที่มีวุฒิการศึกษาไปยังกองพัน ส่วนกลางและหน่วยต่างๆที่ต้องการ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์เป็นเอกคลาสสิคที่ต้องการจนไม่เคยเหลือถึงกองร้อยต้องอาศัยคนจบปริญญาตรีมาทำงานแทน

วิชาภาคทฤษฎีจะเรียนทุกวันตามเวลาในตาราง และมีการเช็คชื่อเหมือนเรียนในโรงเรียน พอจบ 2 เดือนจะต้องสอบและย้ายหน่วยต่อไป วิชาภาคปฏิบัติแบ่งเป็นวิชาบุคคลท่ามือเปล่า  วิชามารยาทพบผู้บังคับบัญชา วิชาออกรบ และวิชาพละซึ่งเรียนสัปดาห์ละ 2 ครั้งทุกเย็นก่อนอาบน้ำ

การดำเนินชีวิตคงดำเนินไปอย่างปกติไม่ได้มีความทุกข์แม้แต่น้อย ทุกคนจะถูกแบ่งออกเป็น 3 หมวด และมีเลขนำหน้าด้วยเลขหมวดของตนเองซึ่งจะมีหอนอนติดกันและรวมกัน โดยกองร้อยที่ผมอยู่เป็นอาหารไม้โบราณ เตียงนอนมี 2 ชั้น คนที่นอนกับเราคือบัดดี้จะต้องช่วยดูแลกัน หากมีความสกปรกในกองร้อยจะมีการลงโทษอาทิ วิดพื้น(ไม่นิยม) ลุกนั่ง(นิยมอันดับสอง) และพุ่งหลัง(นิยมมาก) ยังมีอีกมากสำหรับการลงโทษแต่ที่สั่งกันประจำคือพุ่งหลัง ซึ่งท่านีขั้นที่ 1 เราจะเท้าเอว ขั้นที่ 2 จะย่อลงไปเหมือนวิดพื้น ขั้นที่ 3 ดึงเท้าเข้ามาครึ่งหนึ่ง ขั้นที่ 4 กลับขึ้นมาเท้าเองและนับ 1 และทำไปเรื่อยๆ ปกติจะสั่ง 20 ครั้ง

เมื่อถึงวันอังคาร และวันเสาร์จะมีตลาดนัดให้เราไปซื้อของและหาของกินตั้งแต่ 19.00 น. ซึ่งอย่างน้อยก็ช่วยให้คนเรามีชีวิตชีวา เราเป็นทหารก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีสิทธิ์เที่ยว(ทหารไม่ใช่พระนี่) และทุกวันจะมีตลาดนัดใหญ่ให้เราไปเที่ยวและต้องกลับมาก่อน 18.00 น. อันนี้ก็แล้วแต่กองร้อยอีกเหมือนกัน

เวลาที่ผ่านไปจะเริ่มทำให้เราชิน จากที่เคยตื่นไม่เป็นเวลาเราก็จะตื่นโดยอัตโนมัติประมาณตี 4 พอตี 5 จะมีเสียงปลุก มีเวลาให้ทำภารกิจ 15 นาที แต่ห้ามอาบน้ำเพราะอาบได้แค่เวลาเดียวคือ ตอนเย็นประมาณ 4โมง จากนั้นก็จะมีการออกกำลังกายแต่ที่กองร้อยก็ออกพอเป็นพิธีนิดหน่อย และออกทำหน้าที่ตามจุดรับผิดชอบของตนเอง 6.30 น. จึงเข้าแถวไปรับประทานอาหาร พอกลับมาก็เตรียมตัวไปเรียน แต่เจ้าหน้าที่ต้องทำงานของตนเอง เวลาประมาณ 10.00 น. จะเป็นการฝึกภาคปฏิบัติเหมือนอย่างลูกเสือแต่ซับซ้อนกว่ามาก 11.30 น. ไปรับประทานอาหาร 13.00 น. ฝึกต้อจนครบ 3 วิชา และฝึกพละในบางวัน เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำเวลา 16.00 น. รวมพลเวลา 19.30 น. กลับเข้านอนเวลา 21.00 น.

เมื่อฝึกมาจนถึงวันที่ 24 จะเป็นการสอบภาคปฏิบัติโดยการเรียงแถวไปสอบ มีการจับสลากตามแถวใครดวงดีก็ได้ไปสอบต่อหน้าสาธารณะชนทั้งหลาย และวันที่ 26 จะมีการปล่อยกลับบ้าน 11 วัน แต่ว่ารุ่นผมเลื่อนไปวันที่ 1 มิ.ย. เพราะมีคนมาตรวจ

หลังจากกลับบ้านไปแล้วเราก็จะต้องกลับมาตามวันเวลาที่ระบุไว้โดยจะมีรถโดยสารมารับตามที่นัดหมายไว้ สิ่งที่ห้ามลืมคือเครื่องแต่งกายแพรแถบ ป้ายชื่อ สัญลักษณ์กรม และใบลาห้ามลืมเด็ดขาดไม่เช่นนั้นตายแน่

เดือนที่ 2 ภาคทฤษฎีจะเข้มขึ้นเพราะใกล้สอบแล้ว และภาคปฏิบัติยิ่งเข้มขึ้นมากเพราะเดือนที่ 2 เราจะได้จับปืนถึงจะไม่มีลูกกระสุนแต่การลงโทษเพราะทำท่ายิงปืนไม่ได้ก็หฤโหดไม่แพ้ท่าพุ่งหลังเลย ท่านนี้เราเรียกมันว่า มดแดง โดยคนที่ถูกลงโทษจะยกปืนขึ้นเหนือหัวสุดแขนกางขาออกและย่อปืนมาถึงหัวเข่าแยกขาออกเหมือนกระโดดตบ

การฝึกปืนที่หนักที่สุดคือวิชา ท่ายิงปิน แบ่งเป็นท่ายืนแล้วยิง  ท่านั่งแล้วยิง  ท่าคุกเข่าแล้วยิง และท่านอนแล้วยิง ทุกท่าจะมีจังหวะของมันหากทำผิดอาจจะเจอมดแดงสักสองเซ็ทไม่ก็เจอปืนลั่นหัวสักหน่อยเพื่อเรียกสติ

วิชาบุคคลท่ามือเปล่าก็เปลี่ยนเป็นบุคคลท่าอาวุธ ที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดคือ สวนสนามซึ่งพอยกปืนขึ้นไหล่แทบแหกเพราะปืนหนักและแข็งมาก วิชามารยาททหารก็ยังต้องถือปืนและเข้มข้นมากหากเราทำผิดมักลงโทษแบบเดี่ยวไม่รวมแล้ว

พอถึงกลางเดือนจะมีการฝึกวิชาเพิ่มอีก 1 วิชาซึ่งฝึกแล้วต้องสอบด้วย เรียกว่า ฝึกดับเพลิง แบ่งพลออกเป็น ยามระฆัง และพลทหารที่ถืออุปกรณ์ดับเพลิง ผมได้รับหน้าที่ยามระฆังซึ่งต้องมีสติมาก เราต้องส่งสัญญาณตีระฆังและพูดเสียงดังว่าไฟไหม้ภาคต้น ภาคกลาง ภาคปลาย ทุกคนจึงจะสามารถทำอย่างอื่นต่อได้และดีใจมากที่สามารถชนะกองพันได้ที่ 1

วันที่ 26 ของเดือนการฝึกเสร็จสิ้นลงทุกคนจะต้องสอบภาคทฤษฎีเป็นข้อเขียน 100 คะแนน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการย้ายหน่วยแต่อย่างใด และสอบภาคปฏิบัติ สอบพละ รวมทั้งจัดกีฬาสี จากนั้นจึงย้ายหน่วยไป ซึ่งมีหน่วยใหญ่อยู่ 2 หน่วย คือ นาวิกโยธิน และสอรฝ. ล้วนแต่เป็นหน่วยบัญชาการ นอกนั้นก็กระจายกันไป แต่ส่วนใหญ่จะตกที่ 2 หน่วยข้างต้น ผกตกไปสู่สอรฝ

สอ.รฝ. หรือ หน่วยบัญชาการการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง โดยถูกส่งให้ไปทำหน้าที่ช่วยงานสภาส่วนกลางเพื่อขายของ และอยู่ที่นั่น 4 วัน เราก็ได้กลับบ้าน 11 วัน จากนั้นกลับมาอยู่อีกเดือนกว่าๆ ทุกวันอยู่กับการขายของรับส่งของเก็บใบเสร็จ และคิดเงินรายได้ส่งให้หัวหน้าหน่วย

เดือนกันยายน ถึงรอบย้ายหน่วยไปยังหน่วยต่างๆ ผมถูกส่งไปยัง กรมสนับสนุน ซึ่งมิได้มีหน้าที่รบแต่เป็นการทำงานบริการ อาทิ เก็บขยะ ล้างรถ ประกอบอาหาร พยาบาล ฯลฯ แต่พวกเราก็จำเป็นต้องรบหากถึงคราว เมื่อไปถึงก็รวมตัวกันที่กรมสนับสนุนและทานข้าว ตอนบ่ายก็ได้ใบลาให้กลับบ้านรวมเกือบ 2 เดือน พอดีตอนนั้นเป็นวันใกล้พระราชพิธีถวายพระเพลิงร.9

เรากลับมาที่กรมวันที่ 24 ตุลาคม พอวันที่ 26 ตุลาคมก็จัดพิธีปลดประจำการทหารเกณฑ์ ซึ่งตามจริงคือวันที่ 1 พ.ย. 60 แต่ว่าช่วงนั้นมีงานหลายอย่างติดขัดทำให้ต้องทำพิธีก่อนหน้านั้น และก่อนกลับก็ได้รับเอกสารแทน สด.8 ซึ่งเป็นใบสีน้ำตาลเก่าๆ เล็กๆ รักษาเท่าชีวิตจนกว่าจะได้รับสด. 8 เป็นอันว่าชีวิตทหารเราหมดลงแล้ว จากนั้นเราก็ล่องลอยมานานจนมาสอบติดครู และได้บรรจุ 1 ต.ค. 2561

หลายคนที่รู้สึกกลัวกับการเป็นทหาร ขอบอกว่าอย่าได้กลัวไปเลยไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ การเป็นทหารท่านได้อะไรมากกว่าที่คิดเยอะมาก ทั้งเพื่อน ทั้งอาชีพ ทั้งความรู้ต่างๆ สามารถเอาออกไปใช้ได้เลย นี่ก็ใกล้เข้ามาแล้วเห็นว่าจะคัดเลือกช่วงกลางเดือน กรกฏาคมขอให้โชคดีทุกคนนะครับ

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: seeguifei
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
15 VOTES (5/5 จาก 3 คน)
VOTED: เยี่ยหัว, ก็ไม่เล็กนะ, มีร่า
 
เกณฑ์ทหาร ครั้งหนึ่งในชีวิตของชายไทย
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
แม่น้ำแยงซี ของจีน เอ่อล้นเกินระดับเตือนอุทกภัยหลายจุด ! หลังฝนตกหนักต่อเนื่องทวิตสนั่น ชาวเน็ตสงสัยการโพสต์เฟสบุค ของพี่สาวน้องชมพู่ จนมีทัวร์ลงฌอนเคลื่อนไหวแล้ว ครั้งแรกในรอบ 10วัน เปิดใจยอดบริจาคไม่ใช่ 8 แสน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ความรัก, ประสบการณ์ชีวิต
เมื่อคำทำนายของหมอดู อาจเป็นแค่เรื่องมโนhow to ขอผู้เป็นแฟน ยุค 4.0 ต้องบุกแล้วค่ะซิส!7 ข้อเตือนสติก่อนให้อภัยแฟนที่นอกใจ4 ข้อเสียที่ต้องเจอ เมื่อให้เพื่อนช่วยจีบคนที่ชอบ
ตั้งกระทู้ใหม่