หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

เส้นทางตายโหง

ผมเคยบอกว่าสถานที่ๆมีอันตรายที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือ “ถนน” เพราะเราจำเป็นต้องเดินทาง ส่วนสถานที่อื่นๆ เช่นสถานที่เที่ยว ที่กิน ที่พักผ่อน เราสามารถเลือกได้ สถานที่ใดไปแล้วอาจเจ็บตัวก็อย่าไป แต่ถนนหนทางจำเป็น บางครั้งไม่มีทางให้เลือก จึงควรจะได้ทราบไว้บ้างว่า ถนนเส้นทางใด ช่วงเวลาใดมีอันตราย ควรหลีกเลี่ยง เส้นทางใดปลอดภัย อันตรายที่ว่านี้ก็คือถูกโจรปล้นจี้ ไม่ว่าจะถูกวาง “เรือใบ” ทำให้รถยางแตกแล้วจี้ หรือขับรถตีขนาบข้างแล้วกราดยิงใส่ หรือถูกขว้างปาด้วยก้อนหิน ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่ที่ไม่ได้เป็นข่าวก็มีอีกมาก ผมใช้ชื่อหัวเรื่องว่า “เส้นทางตายโหง” ก็เพื่อให้เข้าชุดกับหัวข้อบทความของผม

บทความของผมจะทำให้ท่านได้ทราบว่า สยามเมืองยิ้มบางทีก็ยิ้มไม่ออก ทำให้ชาวต่างชาติที่เคลิบเคลิ้มกับคำว่า “ LAND OF SMILE ” พากันมาตายเสียเยอะต่อเยอะ ข่าวที่แหม่มสาวมาเที่ยวเกาะเมืองไทยแล้วถูกฆ่าข่มขืน หรือถูกข่มขืนแล้วฆ่า นับข่าวไม่ถ้วน สถานที่บางแห่งยิ้มได้ แต่บางแห่งต้องซัดกันด้วยลูกปืนอย่างเดียว เรื่องที่ผมจะเล่า แม้ว่าจะนานมาแล้ว แต่ก็ยังเป็นอุทธาหรณ์สอนใจ ว่าภัยบนถนนนอกจากอุบัติเหตุแล้ว ยังมีภัยอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์อีกมาก และท่านจะได้ทราบถึงวิธีการสืบสวน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเหมือนกัน

บนถนนทางหลวงหมายเลข ๓๖ ( บางละมุง – ระยอง ) ในสมัยนั้นเป็นถนนสี่เลน ไปสองกลับสอง ยังไม่ได้แยกช่องทางไป ช่องทางกลับ เหมือนเช่นที่เป็นอยู่ปัจจุบัน สองฟากทางค่อนข้างเปลี่ยว ไม่มีบ้านเรือนอาคารร้านค้า ยวดยานที่ขับผ่านในเวลากลางคืนน้อยมาก ไฟฟ้าสองข้างทางยังไม่มี แก๊งโปรย “เรือใบ”ออกอาละวาดในเวลากลางคืน

“เรือใบ”เป็นอย่างไรคงจะทราบนะครับ เป็นเหล็กก่อสร้างขนาด ๒ หุน งอพับทำมุม ๙๐ อาศา ๓ พับ แต่ละพับมีความยาวประมาณ ๒ นิ้ว พับแรกกับพับสุดท้ายต้องให้ตั้งฉากกัน แล้วเจียร์ปลายทั้งสองด้านให้แหลมคม เมื่อโยนเจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้ลงไปบนพื้นถนน ไม่ว่าจะโยนลงไปกระทบพื้นลักษณะใด ปลายแหลมด้านหนึ่งจะตั้งขึ้นเสมอ เมื่อรถยนต์วิ่งมาทับ ต่อให้เป็นรถบรรทุก ๑๐ ล้อ ยางรถยนต์จะแฟบภายในระยะทางไม่ถึงกิโลเมตร

ถ้าหากท่านขับรถไปยามค่ำคืนแล้วยางรถท่านมีลักษณะอาการเช่นนี้ จงตั้งสติให้ดี ว่าควรจะจัดการอย่างไร ถ้ามีพลเมืองดีมาเข้าช่วย ก็ควรจะดูให้แน่ใจว่า คนดีจริงหรือเปล่า หรือว่าโจรแฝงตัวมา โดนจี้ไปหลายรายแล้ว ทางที่ดีหากท่านประสบเหตุบนทางหลวงไม่ว่าเส้นทางใด กรุณาโทรแจ้ง ๑๑๙๓ เป็นหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยบริการตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ (ใช้เบอร์เดียวกันหมด) ท่านอยู่ใกล้สถานีบริการไหน มันจะไปติดที่สถานีบริการนั้น หากท่านไม่ได้นำโทรศัพท์ติดตัวไปก็ช่วยไม่ได้ แสดงว่าท่านไม่ได้เตรียมการในการเดินทางเลย และถ้าท่านเดินทางไปคนเดียวอีกด้วย ขอให้ทำใจ เพราะผมเตือนมาโดยตลอด สวดมนต์ภาวนา สังคมไทยยังมีคนดีอีกมาก

โดนก้อนหินหรือโดนก้อนอิฐปาใส่รถ กับโดนแก๊งเรือใบ ไม่รู้ว่าใครร้ายกว่ากัน แต่สำหรับผมเลือกที่จะถูกแก๊งโจรเรือใบมากกว่า ยังพอมีทางสู้ (เพราะผมมีการเตรียมการณ์ มีอาวุธ มีเพื่อนร่วมเดินทางเสมอ ผมไม่กลัว) แต่เรื่องโดนปาด้วยก้อนหิน ป้องกันไม่ได้เลย รถผมไม่ได้ติดตะแกลงกระจกหน้ารถ เจอเข้าตายลูกเดียว ไม่มีทางต่อสู้ แต่เรื่องที่ผมจะนำมาเล่าต่อไปนี้ ร้ายแรงกว่าทั้งสองกรณี เป็นเรื่องคนร้ายขับรถกระหนาบตีคู่แล้วถล่มยิงใส่ เป็นการปล้นนั่นเอง

คืนเกิดเหตุเวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง ได้รับแจ้งเหตุมีการยิงกันบนถนนหลวงหมายเลข ๓๖ ( บางละมุง – ระยอง ) กม.ที่ ๑๙ พนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบแต่รอยเลือดและเศษกระจกรถแตกหล่นอยู่บนพื้นถนน พลเมืองดีแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บถูกส่งไปโรงพยาบาล จึงได้ตามไปสอบสวน ผู้บาดเจ็บชื่อนายสะอิ้งฯ สามารถให้การได้ว่า ตนเป็นพนักงานขับรถ ขณะเกิดเหตุขับรถยนต์เก๋งโตโยต้า โคโรน่าใหม่ นำพาชาวญี่ปุ่น ๒ คน คือ นายเออิชิฯ กับนายซูฮิโรฯ ทั้งคู่เป็นวิศวกรประจำโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้า มาบตาพุด เดินทางเข้าพัทยา ขณะขับขี่ไปถึงจุดที่เกิดเหตุ มีรถยนต์ปิกอัพไม่ทราบยี่ห้อ ไม่ทราบทะเบียน ขับแซงขึ้นทางด้านขวาตีคู่ คนที่นั่งในรถยนต์ปิกอัพได้ไขกระจกข้างรถลง แล้วใช้อาวุธปืนลูกซองยิงใส่รถของนายสะอิ้งฯผู้ขับขี่ ๑ นัด กระสุนปืนถูกบริเวณใบหน้า แก้ม และลำคอ นายสะอิ้งฯขับรถลงข้างทางเพราะตนเองรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น พอรถลงข้างทางนายสะอิ้งฯหยุดรถ แล้วรีบเปิดประตูรถออก วิ่งหนีเข้าป่าละเมาะข้างทาง บริเวณดังกล่าวมืดมาก ไม่มีไฟฟ้า ส่วนชาวญี่ปุ่น ๒ คนไม่รู้เรื่อง นั่งงงอยู่ในรถ

นายสะอิ้งฯมองเห็นรถยนต์ของคนร้ายหยุด แล้วถอยรถกลับมา เห็นคนร้ายเป็นชายไม่ทราบจำนวนพากันลงจากรถ นายสะอิ้งฯนอนทำตัวราบกับพื้นในพุ่มไม้และกอหญ้า แกล้งทำนอนตาย การแกล้งทำเป็นตายบางครั้งก็โชคดี บางครั้งก็ซวย เพราะมีเหมือนกันที่คนร้ายเข้าไปยิงซ้ำ เพื่อแน่ใจว่าตายจริง แต่สำหรับรายนายสะอิ้งฯถือว่าโชคดี คนร้ายไม่ได้ตามไปยิงซ้ำ นายสะอิ้งฯได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก ๒ ครั้ง และได้ยินเสียงชาวญี่ปุ่นร้องด้วยความเจ็บปวด ต่อมาก็เห็นคนร้ายขับรถไป โดยขับรถโตโยต้าของนายสะอิ้งฯไปด้วย นายสะอิ้งฯพยายามกะเสือกกะสนไปที่ถนน แล้วโบกรถที่วิ่งผ่าน ขออาศัยให้พาไปส่งโรงพยาบาล นายสะอิ้งฯเล่าว่า กว่าจะเจอพลเมืองดีก็เกือบแย่ เพราะไม่มีใครหยุดรถรับ ก็แน่ละ นายสะอิ้งฯมีแต่เลือดเต็มใบหน้าและเนื้อตัว ถ้าเป็นคุณขับรถผ่านไปเจอแบบนี้กลางดึก คุณจะกล้ารับไหม

ในคืนเกิดเหตุนั้น ไม่พบรถยนต์และชาวญี่ปุ่นทั้งสอง ไม่ทราบชะตากรรมว่าจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร วันต่อมามีผู้พบศพนายเออิชิฯถูกนำไปทิ้งข้างทางในเขต สภ.ต.สุรศักดิ์ ห่างจากจุดที่เกิดเหตุไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ตรวจสภาพศพพบว่าถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด ๑๑ มม.

หลายวันต่อมา พบซากรถยนต์โตโยต้าคันที่เป็นพาหนะของชาวญี่ปุ่น ถูกนำไปทิ้งไว้ที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม พบรอยเลือดและปลอกกระสุนปืนขนาด ๑๑ มม.ในรถ สภาพรถยนต์ถูกถอดชิ้นส่วนออกหมด เหลือแต่โครงเหล็ก เครื่องยนต์ก็ไม่มี เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจหาร่องรอยตามระเบียบ

ในเวลาต่อมา ตำรวจปราจีนบุรีพบศพคนถูกเผา ที่ตำบลเนินหอย อำเภอเมืองปราจีนฯ ชันสูตรพลิกศพ พบว่าผู้ตายถูกนำใส่กระสอบ แล้วถูกนำไปเผาโดยใช้ยางรถยนต์ ๒ เส้น ไฟไหม้ไปครึ่งตัว ยังพอเหลือร่องรอยให้ตรวจเปรียบเทียบได้ พบรอยสักที่ต้นขาข้างขวา ตรวจสอบแล้วไม่ใช่ศพนายซูฮิโรฯ เป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ ( เห็นไหมครับ บ้านเมืองเรามีการฆ่ากันเป็นว่าเล่น )

หนังสือพิมพ์ในประเทศทุกฉบับพาดหัวข่าว ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์จากประเทศญี่ปุ่นก็บินมาทำข่าวเช่นกัน ภาพพจน์ประเทศไทยเสียหายมาก ทูตญี่ปุ่นเข้าพบอธิบดีกรมตำรวจ บรรดานักสืบทั้งหลายจากทุกหน่วย ถูกเรียกระดมมาทำงานนี้ ในที่สุดก็ไม่เกินความสามารถของกองสืบสวนตำรวจนครบาลใต้ ภายใต้การนำของ “เชอร์ล๊อกนู” หรือ พล.ต.ต.ธนู หอมหวล (ยศในขณะนั้น)

ประมาณอีก ๑๐ วันต่อมา พบศพชายถูกทิ้งไว้ข้างทาง ห่างจากจุดที่เกิดเหตุไป ๑๐ กิโลเมตรกว่า สภาพศพเน่าส่งกลิ่นเหม็น แต่ศพยังอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิม เห็นเสื้อผ้าแล้วพยานยืนยันว่าเป็นนายซูฮิโรฯที่เดินทางไปกับนายเออิชิฯ เป็นอันว่าชาวญี่ปุ่นถูกฆ่าตายทั้งสองคน แต่คนขับรถที่เป็นคนไทยรอด

พล.ต.ต.ธนูฯให้ความสำคัญกับจุดที่รถยนต์พาหนะของเหยื่อถูกนำไปทิ้ง คือที่พนมสารคาม โดยตั้งสมมุติฐานว่า คนร้ายน่าจะคุ้นเคยกับสถานที่ หรือคนร้ายน่าจะอยู่ในถิ่นแถวนั้น หรือมิฉะนั้นก็ต้องมีความเชื่อมโยงกันอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงได้นำรถไปทิ้งไว้ที่นั่น

จุดที่พบซากรถอยู่ในที่ลับตา ห่างไกลบ้านผู้คน มีต้นไม้และเนินเขาล้อมรอบ ทำเลเหมาะต่อการประกอบอาชญากรรมมาก ทีมงานชุดสืบสวนสำรวจเส้นทาง พบว่าเส้นทางที่จะเข้าไปยังจุดนี้ต้องผ่านบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ตรงหัวโค้งทางเข้า แต่จุดที่พบซากรถเข้าไปลึกอีกหลายกีโลเมตร

จุดที่จะเจาะเอาข่าวเป็นจุดแรกคือบ้านที่อยู่ตรงหัวโค้งทางเข้านั้น แต่การที่จะทำให้บุคคลที่รู้เห็นได้พูดความจริงโดยไม่ปิดบัง ต้องมีเทคนิค ไม่ใช่ลุยเข้าไปสอบถามดื้อๆ นั่นก็คือต้องสืบเสาะหาคนรู้จักคุ้นเคย โยงไปโยงมาหลายทอด จนได้คนที่ซี้ย่ำปึกชนิดถามอะไรถ้ารู้เป็นต้องบอก จึงจะดำเนินการ นี่เป็นวิธีของ “เชอร์ล๊อกนู” ในที่สุดก็ได้ข่าวที่เป็นประโยชน์ ปรากฏว่าที่บ้านหลังดังกล่าวนี้มีชายผู้สูงอายุอาศัยอยู่ เป็นคนนอนหูไว คือนอนตื่นง่าย ความสังเกตจดจำดี ยืนยันว่า เส้นทางดังกล่าวนี้ไม่ค่อยมีรถเข้าออก จำได้ว่ามีอยู่คืนหนึ่งในช่วงกลางดึก มีเสียงรถวิ่งเข้าไป ๒ คัน สักพักหนึ่งก็กลับออกมาเพียงคันเดียว เมื่อปะติดปะต่อข้อมูล เชื่อว่า น่าจะเป็นการนำรถมาส่ง และจะต้องมีคนมารับช่วงงานต่อ

ชุดสืบสวนปักหลักปฏิบัติการณ์ที่พนมสารคาม เชื่อว่าจุดที่พบซากรถต้องเป็นจุดที่คนร้ายปฏิบัติการถอดชิ้นส่วน คนร้ายจะต้องเข้าออกหรือมีความสัมพันธ์กับพื้นที่ดังกล่าวนี้ ปัญหาที่ต้องขบคิด ชิ้นส่วนรถที่คนร้ายถอดออกควรจะไปอยู่ที่ใด ชุดสืบสวนจึงแบ่งกำลังตระเวนหาข่าวตามแหล่งจำหน่ายชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์

ชุดสืบสวนฟันธงว่า ผู้ที่มาถอดชิ้นส่วนต้องอยู่ในระแวกตำบลเขาหินซ้อน จึงได้มีการปฏิบัติการแซกซึมเข้าไปหาข่าวในหมู่บ้าน วิธีการก็คือเข้าไปผูกมิตร เริ่มต้นจากคนรู้จักซึ่งไม่พ้นผู้ใหญ่บ้านกำนัน อาศัยสุราเป็นสื่อ ไม่นานก็ได้ข้อมูลว่านายเจือฯเป็นคนจากจังหวัดนครนายก โยกย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ที่เขาหินซ้อนเป็นเวลาหลายปี นายเจือฯมีรถปิกอัพเก่าอายุหลายปี แต่สภาพรถไม่ว่าอุปกรณ์ส่วนประกอบหรือเครื่องยนต์ใหม่อยู่เสมอ จนเป็นที่รู้กันทั่วเขาหินซ้อน

นายเจือฯเป็นบุคคลเป้าหมายที่ชุดสืบสวนจะต้องเคลียร์ให้ได้ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับซากรถโตโยต้าของชาวญี่ปุ่นหรือไม่ เรากำลังว่ากันด้วยเรื่องการสืบสวน มันก็คือการหาข่าวนั่นเอง ซึ่งมันจะต้องใช้เวลา ต้องสืบเสาะเจาะลึกไปอีกว่า นายเจือฯสนิทสนมกับใครที่สุด เพื่อเอาผู้นั้นเป็นสะพานเชื่อม ได้ความว่าเพื่อนสนิทคอเหล้าวงเดียวกับนายเจือฯคือนายเลิศฯขี้เมา

นายเลิศฯขี้เมาชุดสืบสวนเจาะเข้าไปง่าย ฉายานายเลิศฯก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นคนชอบเหล้า ไม่ช้าลูกน้องผมกับนายเลิศฯขี้เมาก็กลายเป็นคอเหล้าวงเดียวกัน (ท่านคงไม่แปลกใจว่า ทำไมตำรวจสมัยก่อนจึงติดเหล้า ก็เพราะเหล้าเป็นส่วนหนึ่งของงาน) ลูกน้องผมออกมุขกับนายเลิศฯขึ้เมาว่า อยากได้พวงมาลัยรถยนต์โตโยต้ารุ่นโคโรน่า เซกกั่นแฮนด์ คนเราพอสนิทสนมกันมากๆก็เกิดไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่ช้านายเลิศฯขี้เมาก็พานายเจือฯเข้าร่วมวงเหล้ากับลูกน้องผม

ในที่สุดก็ทราบว่า นายเจือฯมีลูกชายชื่อนายคงฯ ทำงานเป็นช่างอยู่ที่อู่ซ่อมรถยนต์ของนายดาบอาคมฯ ตำรวจในสังกัดกองสืบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธร ๒ กว่าจะได้ข้อมูลเชื่อมโยง พอจะเดาได้ว่าอะไรเป็นอะไร ใช้เวลาประมาณ ๓ เดือน นี่แหละครับการสืบสวนต้องใช้วลา วิธีการสืบสวนหาข่าวลักษณะนี้เราเรียกว่า “การเข้าเกลียว” ( วิธีการนี้ ตำรวจสมัยใหม่เขาเรียน เขาสอนกันหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ ) สมัยนี้ต้องการได้ข่าวไวๆ มันจึงเกิดการ “อุ้ม” สมัยก่อนไม่มี

ตำรวจหาข่าวไม่นานก็พอจะทราบว่า นายคงฯลูกชายนายเจือฯ น่าจะมีส่วนรู้เห็นหรือมีส่วนร่วมในการถอดชิ้นส่วนรถยนต์โตโยค้าของชาวญี่ปุ่น มาถึงตอนนี้ตำรวจทำงานเร็วได้แล้ว เพราะว่าร่องรอยเริ่มชัดเจน การติดตามหาตัวนายคงฯเริ่มขึ้น พบตัวนายคงฯพาลูกซึ่งเจ็บป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลบางคล้า นายคงฯถูกเรียกตัวไปสอบถามไม่มี่ประโยค ก็ได้เรื่อง นายคงฯเป็นคนดี คนทำมาหากิน ไม่ใช่โจร และตำรวจไปพอดีจังหวะที่ลูกนายคงฯเจ็บป่วย บรรยากาศมันให้ นายคงฯถึงกับร้องไห้ เปล่า…..นายคงฯไม่ได้เป็นคนร้ายปล้นฆ่าชาวญี่ปุ่น แต่นายคงฯเป็นช่างฝีมือดี ทำงานอยู่ที่อู่รถของนายดาบอาคมฯ และเป็นผู้ถอดชิ้นส่วนรถยนต์เก๋งโตโยต้าของชาวญี่ปุ่น โดยไม่ทราบว่ารถดังกล่าวได้มาจากการปล้นทรัพย์ ภายหลังจึงได้ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ จึงรู้สึกกลัว

นายคงฯนำพาไปยังสถานที่ๆเก็บชิ้นส่วนรถยนต์ของนายดาบอาคมฯ ที่หมู่ ๑๑ ตำบลเขาหินซ้อน พบซากรถยนต์และชิ้นส่วนมากมาย รวมทั้งชิ้นส่วนของรถยนต์โตโยต้าของญี่ปุ่นที่ถูกฆ่าด้วย นายดาบตำรวจเจ้าของอู่ถูกดำเนินคดี ฐานรับของโจร ส่วนคนร้ายที่ทำการปล้นทรัพย์มีด้วยกัน ๔ คน เป็นคนงานทำงานอยู่ที่โรงงานอุตสาหกรรม ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทังหมดถูกจับกุมดำเนินคดี ผลการดำเนินคดีเป็นอย่างไรไม่ได้ติดตาม

ผมเพียงอยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ภัยอันตรายจากน้ำมือมนุษย์มีมากมาย จะเกิดขึ้นเมื่อไร ที่ใด มิอาจทราบได้ล่วงหน้า ท่านต้องเตรียมการณ์ มีการวางแผนทุกครั้ง แม้อยู่ในบ้านก็อาจมีภัย เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้น จงจัดการกับปัญหาอย่างมีสติ บทความของผมอาจช่วยท่านได้ อย่างน้อยก็รู้ไว้ไม่ตายโหงไงครับ.

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://angkul007.wordpress.com/2008/03/17/เส้นทางตายโหง/
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: Somaster
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
 
เส้นทางตายโหง
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
บริษัทส่งของเจ้าดัง พนง. แห่ลาออก ทิ้งพัสดุกองเต็มคลังสองผัวเมียโวย ด่ากราดลั่นตลาด หิวข้าวหนัก โดนยามไล่ไม่มีแมสก์ไม่ให้เข้าชอบจังของถูกเนี้ย เอิ่ม เถื่อนพอไหมละ ❗️นนท์ ธนนท์ ขอตามกระแสจัดเต็มเพลง ซุปเปอร์วาเลนไทน์ จนติดแฮชแท็ก #นนท์ชั่ววูบ อับดับหนึ่งกัปตันหนุ่มเหลืออดพวกหนีกักตัว แฉยับอัดยาลดไข้เพื่อจะได้ขึ้นเครื่อง เสี่ยงไปรับมาเสียความรู้สึกนายทหารโพสต์ภาพความเป็นอยู่ กองทัพดูแลดีขนาดนี้คุณยังจะเอาอะไรอีก สาวไทยผู้ยิ่งใหญ่ จากนิวยอร์กพยาบาลสาวมะกันร่ำไห้ จำใจต้องลาออก เพราะ รพ. ไม่ให้สวมหน้ากากอนามัยหมาลื่นตกสระน้ำส่งสายตาขอความช่วยเหลือ ปีนขึ้นมาเองไม่ไหว น้ำก็ถูกปล่อยลงมาเรื่อยๆ คงได้แต่นับถอยหลังดราม่าหนัก หลัง "หมาก ปริญ" โพสต์ Ig เขียนเนื้อหาแนวคิดเกี่ยวกับโคโรนา ชาวเน็ตตอกกลับอย่างหนักหน่วงไวรัลวันนี้ จากอิสราเอล
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
ไวรัลวันนี้ จากอิสราเอลพรานป่าเมืองลับแล 39 พรานลีซอ ปะทะ พรายน้ำ| จับเข่าเล่าเรื่องผีคดีดังในอดีต ยิงทิ้ง ๔ อดีตรัฐมนตรีเรื่องเล่าใต้เสาหลักเมือง
ตั้งกระทู้ใหม่