หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ การเงิน ราคา BitCoin/Crypto
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

ครึ่งศตวรรษ Please Please Me

วันที่ 22 มีนาคม 1963  สี่หนุ่มจากลิเวอร์พูล ในนาม เดอะ บีเทิลส์ ออกงานชุดแรกในชีวิต Please Please Me ที่ใช้เวลาทำงานเพียงวันเดียว นี่คืองานที่ทำให้วงดนตรีประจำบาร์ในเมืองลิเวอร์พูล กลายเป็นตำนานร็อคแอนด์โรลล์ และทำให้วันเดียววันนั้น เป็นวันในตำนานวงการเพลง

 

ก่อนกระแสคลั่งเดอะ บีเทิลส์จะมี ก่อนที่พวกเขาจะออกรายการ ดิ เอ็ด ซุลลิแวน โชว์ ก่อนพวกเขาได้เข้าเฝ้าพระราชินีเอลิซาเบธ และได้ร่วมวงสูบหญ้าวิเศษกับบ็อบ ดีแลน ก่อนจะถึงช่วงเวลาที่พวกเขาไว้หนวดยาวเฟิ้ม, เล่นยา, ได้ค้นพบเครื่องดนตรีอย่างซีตาร์ และการเดินทางไปหา โยคี มหาริชิ มาเฮช ที่สถานพักฟื้นในเทือกเขาหิมาลัย ก่อนที่จอห์นจะได้เจอกับโยโกะ ก่อนที่พอลจะกลายเป็นแมวน้ำ ในเพลง I Am the Walrus ก่อนหน้าที่วงการเพลงจะถูกพวกเขายึดครอง และถูกเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าทุกๆ เรื่องราว

สิบโมงเช้าของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1963 เดอะ บีเทิลส์ วงดนตรีวงเล็กๆ ในวงการเพลง เดินเข้าไปอัดเสียงอัลบั้มชุดแรกที่ห้องอัดเสียง แอบบีย์ โรด ในลอนดอน 12 ชั่วโมงต่อมา งานพวกเขาเสร็จเรียบร้อย นี่คืออัลบั้มที่น่าทึ่งในแทบทุกส่วน ความประทับใจที่เกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นมาอย่างง่ายดาย จากความเร่งรีบ รวดเร็ว และไม่ได้เนี้ยบมากมายในการบันทึกเสียง ปี 2011 วงดนตรีสักวงบางทีต้องใช้เวลา 12 ชั่วโมงเพื่อจัดการกับการตั้งเสียงกลอง แต่กับเวลายาวๆ เพียงแค่วันเดียว กับงบในการบันทึกเสียงแค่ 400 ปอนด์ เดอะ บีเทิลส์ สามารถจัดการกับเพลง 10 เพลงสำหรับอัลบั้มแรกของตัวเอง ซึ่งก็รวมไปถึงเพลงในยุคแรกๆ ของพวกเขาที่ไม่มีวันเลือนหายอย่าง I Saw Her Standing There, There’s a Place, Do You Want to Know a Secret, Baby It’s You การทำงานจบสิ้นลงราวๆ สี่ทุ่มสี่สิบห้า กับสภาพของจอห์น เลนนอน ถอดเสื้อเชิร์ท หลังร้องคำรามจนเสียงแหบ-เสียงแห้งไปกับเพลง Twisted and Shout ถึง 2 เทค “มันเป็นการทำงานที่ราคาถูกเหลือเชื่อ ไม่มีความวุ่นวาย มีเพียงแค่ความพยายามแบบสุดๆ ของพวกเรา” พอล แมคคาร์ทนีย์ เล่าถึงอดีต “พอจบวัน เราก็ได้อัลบั้มมาชุดหนึ่ง”

 

แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ เดอะ บีเทิลส์ ปล่อยซิงเกิ้ลออกมาแล้ว 2 เพลง ในเดือนตุลาคม 1962 พวกเขามีเพลง Love Me Do นี่คือเพลงที่แมคคาร์ทนีย์ ฝันถึงเป็นเพลงแรก ในตอนที่เล่นท่อนฮุคสมัยอยู่ในโรงเรียนตอนอายุ 16 ที่หน้าบีของซิงเกิ้ลเป็นอีกหนึ่งเพลงจากการแต่งของคู่หูเลนนอน-แมคคาร์ทนีย์ P.S. I Love You

ทั้งสองเพลงแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมถึง พรสวรรค์ในการแต่งเพลงที่เกินตัวของทั้งสองคน โดยที่ยังไม่ได้รวมไปถึงความแปลก แตกต่างในตัวงาน นี่คือเพลงที่ผสมผสานความดิบในแบบร็อคแอนด์โรลล์ และการเขียนเพลงที่งดงามในสไตล์เก่า เข้าด้วยกัน แล้วก็มีเสียงร้องประสานประหลาดๆ ที่ฟังดูสวย ทางเดินของคอร์ดที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น

Love Me Do ขึ้นไปถึงอันดับที่ 17 ในชาร์ทเพลงของอังกฤษ แล้ววันที่ 11 มกราคม 1963 พวกเขาก็ส่งซิงเกิ้ลใหม่ตามมา กับเพลงร็อคเน้นๆ Please Please Me และในสัปดาห์ถัดมา ในวันที่ 19 มกราคม เดอะ บีเทิลส์ ก็เล่นเพลงในรายการเพลงทางโทรทัศน์ Thank Your Lucky Stars กับช่วงฤดูหนาวที่รุนแรงในหลายปีที่ผ่านมา ผู้ชมกลุ่มใหญ่ต้องหมกตัวอยู่ในบ้านเนื่องจากโดนหิมะล้อมรอบ เด็กหนุ่มสี่คนจากเมืองลิเวอร์พูล กับผมทรงแปลกๆ ทำให้ทุกคนตื่นตะลึง เหมือนโดนตบหน้าด้วยงานเพลงที่ดนตรีติดหู เนื้อร้องฟังประหลาดๆ ชวนสงสัยว่า พวกเขากำลังจะอ้อนวอนขอพบการความสุขทางเพศ

 

การแสดงในวันนั้น เยี่ยมมากพอที่จะทำให้เดอะ บีเทิลส์ กลายเป็นวงดนตรีที่ “ร้อน” ที่สุดในวงการเพลงอังกฤษ ไม่นานหลังจากนั้น พาร์โลโฟนต้นสังกัดของสี่หนุ่มขออัลบั้มเต็มๆ จากพวกเขา ในยุคนั้น 14 เพลงคือจำนวนมาตรฐานสำหรับอัลบั้มหนึ่งชุด ดังนั้นในเช้าอันหนาวเหน็บของเดือนกุมภาฯ เดอะ บีเทิลส์รู้ดีว่า งานของพวกเขาก็คือ ทำเพลงเพิ่มอีก 10 เพลง ซึ่งเป็นงานที่เหมาะเจาะลงตัวกับพวกเขาอย่างยิ่ง ด้่วยความที่ทางวงได้ฝึกฝนบทเพลงเหล่านี้ และสร้างชื่อให้กับตัวเอง มานานพอสมควร ในฐานะวงแสดงสดสุดมันส์ ประจำผับในฮัมบูร์ก เยอรมัน และที่ เดอะ คาเวิร์น คลับในลิเวอร์พูล บ้านเกิดของพวกเขา เดอะ บีเทิลส์ มีชื่อเสียงจากการแสดงที่สนุกสนาน และสำหรับสภาพร่างาย พวกเขาเล่นโชว์ยาวๆ แบบมาราธอนได้สบาย โดยมีเชื้อเพลิงเป็นหนุ่ม-สาว ที่คลั่งไคล้ในบทเพลงร็อคแอนด์โรลล์ โดยที่ไม่ต้องมีการร้องขอ

ที่แอบบีย์ โรด ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ จอร์จ มาร์ติน โปรดิวเซอร์ของวง ตั้งใจที่จะจับพลังจากการแสดงสดของวง เขาเปลี่ยนสตูดิโอที่ดูเงียบขรึม สงบนิ่ง ซึ่งปกติเป็นห้องอัดของ วงลอนดอน ซิมโฟนี ออเคสตร้า และงานของปีเตอร์ เซลเลอร์ส ให้เป็นคาเวิร์น คลับที่เต็มไปด้วยเหงื่อ “มันเป็นการเอาเพลงที่พวกเขาเล่นบนเวที มาเล่นแบบไม่ต้องมีอะไรซับซ้อน แสดงมันออกมา ไม่มีมากกว่าหรือน้อยกว่านั้น” มาร์ตินเล่า “ผมเคยไปที่เดอะ คาเวิร์น และมองเห็นในสิ่งที่พวกเขาควรจะทำ… ผมบอกกับวง ‘อัดเสียงทุกๆ เพลงที่พวกนายมีกัน’”

 

แล้วเพลงเหล่านั้นก็หลั่งไหลออกมา มีทั้งเพลงที่คัฟเวอร์งานของวงเกิร์ล กรุ็ป อย่าง Boys และ Baby It’s You เป็นของเดอะ เชอร์ลเลส, เพลงอาร์แอนด์บีของอาร์เธอร์ อเล็กซานเดอร์ที่ฟังดุเดือด Anna (Go to Him) กับเพลงขายเสียง A Taste of Honey, มีเพลงสนุกๆ Twist and Shout และเพลงบัลลาด Do You Want to Know a Secret รวมไปถึงเพลงที่จำกัดความไม่ได้อย่าง There’s a Place ซึ่งเป็นงานบัลลาดจังหวะกลางๆ ย้อนยุคที่ฟังแปลกๆ ที่เมโลดี้นั้น ถูกกระตุกลงต่ำ ด้วยการใช้คอร์ด ไมเนอร์เซเว่น ไม่นานนักบทเพลงเหล่านี้ ก็ถูกเรียกว่าเป็นเพลงในสไตล์ เดอะ บีเทิลส์ (Beatlesque)

 

ที่น่าประหลาดใจก็คือ คนที่ทำหน้าที่นำเอาเสียงเพลงของเดอะ บีเทิลส์ลงเทป มีความแตกต่างแบบตรงกันข้ามกับพวกเขาหลายต่อหลายอย่าง จอร์จ มาร์ติน เป็นคนลอนดอน แต่เดอะ บีเทิลส์ เป็นคนลิเวอร์พูล มาร์ตินเป็นนักดนตรีที่ร่ำเรียนมาในสายดนตรีคลาสสิค ที่ตอนเด็กๆ ฝันอยากเป็น รัคมานินอฟฟ์ เดอะ บีเทิลส์เป็นพวกเรียนรู้ดนตรีด้วยตัวเอง ที่ไม่สามารถอ่านโน้ตได้ มาร์ตินเป็นคนอังกฤษตามแบบฉบับของคนรุ่นเขา เกิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เจ้าระเบียบ และทุกอย่างต้องเป็นไปตามแบบแผน แต่เดอะ บีเทิลส์ เป็นเด็กซนๆ ในยุคปฏิวัติดนตรีร็อคแอนด์โรลล์ครั้งแรก หนแรกที่มาร์ตินทดสอบเดอะ บีเทิลส์ เขาถามหนุ่มๆ ว่า มีอะไรบ้างที่พวกเขาไม่ชอบ “เอ่อ… อย่างแรกเลยนะ ผมไม่ชอบไทของคุณ” จอร์จ แฮร์ริสัน สวนกลับ

แต่ไม่นานหลังจากนั้น มาร์ตินกับเดอะ บีเทิลส์ก็กลายเป็น คู่ขาในการทำงานที่ดูประหลาดๆ ในตอนแรกตัวโปรดิวเซอร์ไม่ต้องการให้เดอะ บีเทิลส์อัดเสียงผลงานเพลงที่เป็นของพวกเขาเอง แต่เมื่อบันทึกเสียงเพลง Please Please Me จบ เขาบอกกับวงว่า “ดีใจด้วยท่านสุภาพบุรุษ คุณเพิ่งอัดเสียงเพลงอันดับ 1 เพลงแรกของตัวเองไป” (จริงๆ แล้วเพลงนี้ ไปได้แค่อันดับ 2 ในชาร์ทเพลงของอังกฤษเท่านั้น)

“เขาเป็นคนที่มีทั้งความรอบรู้ และปูมหลังในเรื่องดนตรีมหาศาล” จอห์น เลนนอน พูดถึงมาร์ติน “เขาสอนพวกเรามากมาย และผมก็แน่ใจด้วยว่า พวกเราก็สอนพวกเขาไปเยอะ ด้วยความสามารถทางดนตรีแบบยุคหินของพวกเรา”

ความประณีต เนี้ยบของมาร์ติน กับความดิบ และถึงพร้อม ทางดนตรีที่เป็นไปโดยสัญชาตญานของเดอะ บีเทิลส์ แสดงออกมาให้เห็นระหว่างการทำงานยาวๆ รวดเดียว ในแอบบีย์ โรด เดอะ บีเทิลส์ทั้งเล่น และดูเหมือนพวกร็อคเกอร์ที่ผ่านการออกทัวร์มาโชกโชน ตอนที่พวกเขาปรากฏตัวที่นี่ พร้อมกับอุปกรณ์ที่ใช้ แอมพลิฟลาย เต็มไปด้วยข้อความจากแฟนเพลงสาวๆ เกือบทุกเพลงอัดเสียงกันในแบบเล่นสด มีการอัดทับ (Overdub) เพียงไม่กี่ครั้ง เสียงร้องของแมคคาร์ทนีย์ใน A Taste of Honey ถูกอัดเบิ้ลเสียงร้องลงไป เพื่อให้เกิดเสียงประหลาดๆ ที่ฟังล่องลอย เดอะ บีเทิลส์ใส่เสียงปรบมือลงไปในเพลง I Saw Her Standing There ส่วนเลนนอนก็ต้องอัดทับเสียงฮาร์โมนิกาในเพลง There’s a Place

 

งานส่วนใหญ่ ไม่ต่างไปจากการตอกย้ำ ยืนยันถึงความเป็นม้าศึกที่ทรหดอดทนของวง กับการปั่นป่นเพลงแล้วเพลงเล่าออกมา ไม่ว่าจะกี่เทคต่อกี่เทค โดยไม่มีความย่อท้อ พวกเขาเล่นเพลง There’s a Place ไป 13 เทค, เล่น I Saw Her Standing There ไปอีก 12 เทค, 3 เทคกับ Anna (Go to Him) แล้วก็จัดการตอกตะปูเพลงที่ร้องโดย ริงโก สตารร์ Boys ภายในเทคเดียว เดอะ บีเทิลส์ ยังเล่นเพลง Hold Me Tight ไว้ถึง 13 เทค ซึ่งท้ายที่สุด เพลงนี้ก็ถูกทิ้งไป แล้วเมื่อมาร์ติน, นอร์แมน สมิธ-เอ็นจิเนียร์ กับริชาร์ด แลงแฮม ที่ทำหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องเทป ไปสุมหัวกันที่ผับใกล้ๆ เพื่อกินมื้อกลางวัน เดอะ บีเทิลส์ยังคงซ้อมกันอยู่ในห้อง ไม่มีใครในทีมจำได้เลยว่าทางวงเล่นอะไรไปบ้างระหว่างมื้อเที่ยงในวันนั้น

ทุกอย่างสิ้นสุดราวๆ 4 ทุ่ม เดอะ บีเทิลส์ มีเพลงที่เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด 9 เพลง และไม่มีใครแน่ใจว่า จะเล่นเพลงอะไรเป็นเพลงสุดท้าย มีใครบางคนแนะนำว่า มันน่าจะเป็นเพลง Twist and Shout ของเดอะ อิสลีย์ บราเธอร์ส ซึ่งเป็นเพลงสร้างความเร่าร้อนบนเวทีของทางวง ที่จอห์น เลนนอนเป็นคนร้อง แต่เจ้าตัวก็ต้องสู้กับอาการหวัด แล้วก็หลังจากที่ร้องเพลงติดต่อกันมา 12 ชั่วโมงอีกต่างหาก เสียงของเขาใกล้จะหมดเต็มที แต่ก็ตัดสินใจที่จะลองอีกสักครั้ง

เลนนอนจัดการอมยาอมแก้เจ็บคอไป 2-3 เม็ด แล้วก็กลั้วคอด้วยนม แล้วก็ดิ่งไปยืนที่ในห้องอัดเสียง 2 เทคต่อมา การทำงานอัลบั้มชุดนี้ก็จบลง

“เพลงสุดท้ายแทบจะฆ่าผม” เลนนอน เล่าถึงวันนั้น ในอีกหลายๆ ปีต่อมา “ทุกครั้งที่ผมกลืนน้ำลาย มันไม่ต่างไปจากกระดาษทราย ผมอาย และรู้สึกเจ็บใจกับเพลงนี้มาตลอด เพราะผมน่าจะร้องได้ดีกว่านั้น แต่ตอนนี้ เรื่องนี้ไม่มากวนใจผมละ ที่คุณได้ยินในเพลงนี้ก็คือ ผมที่เป็นแค่เด็กหนุ่มเพี้ยนๆ กำลังทำอย่างดีที่สุด”

แม้จะเป็นความยอดเยี่ยมในยามเพี้ยนๆ สำหรับเดอะ บีเทิลส์ มันก็คือความดีจนน่ากลัว ในทุกวันนี้ Please Please Me ถูกมองว่าเป็นหลักเขตของวง เป็นงานที่จับความไม่เป็นระเบียบ และความเป็นวงในบาร์ของวงเอาไว้ มันเป็นเหมือนงานสารคดี เป็นเอกสารสำคัญ ชิ้นที่เลนนอนเคยบอกไว้ว่า เป็นเดอะ บีเทิลส์ ในแบบก่อนที่พวกเขาจะ “ฉลาด” ขึ้น

ขณะที่พวกเขาประสบความสำเร็จมากขึ้น เดอะ บีเทิลส์ก็มีความเป็นศิลปินมากขึ้น เชี่บวชาญมากขึ้น มีวิสัยทัศน์มากขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่เคยบริสุทธิ์ ใสๆ เหมือนที่ได้ยินใน Please Please Me อีกเลย

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://www.sadaos.com/ครึ่งศตวรรษ-please-please-me/
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: Somaster
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ถล่มไอจี‼️ “ทอยทอย” ดราม่าถล่มคนให้กำลังใจ⁉️เม้นลั่นทำพี่ได้ไง20แผล😤อินเดียใช้ชีวิตปกติราวกับว่าไม่มีโรคระบาด"ในหลวง" มีพระกระแสรับสั่ง เรื่องโดนข่าวลือทั้งดีและไม่ดี ตั้งแต่เป็น "พระบรมฯ" เป็นของธรรมดาหมอมนูญ ระบุ โควิด จะหยุดระบาด เมื่อคนในประเทศติดเชื้อ 90% แล้วเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ตามธรรมชาติทอยทอย ธนภัทร นักแสดงซีรีส์สายวาย ก่อเหตุแทงแฟนสาวเสียชีวิต เจ้าตัวสารภาพดื่มด้วยกันจนมึนเมา'อเมริกา' เอาไม่อยู่ "รัฐสีแดง"ชาวเน็ตย้อนฟังคำพูด!! ครูสลาแนะนำ "กระต่าย พรรณิภา" เป็นนัยๆ บนเวทีไมค์ทองคำจีนเตรียมส่งวัคซีน 2 พันล้านโดส ไปทั่วโลกภายในปีนี้!!ชาวญี่ปุ่นแห่เม้นต์ หลังไทยเปิดตัว รถไฟสายสีแดง!!สุดเศร้า! สาวท้อง 8 เดือน ติดเชื้อโควิค-19 เสียชีวิตพร้อมลูกในครรภ์ สามีงงไม่รู้ติดจากที่ไหนสัญญาณเตือน! สถาบันคุ้มครองเงินฝาก "ลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก" เหลือ 1 ล้านบาท ทุกบัญชี ตั้งแต่ 11 ส.ค.64 เป็นต้นไปสุราเป็นเหตุ!! ดาราหนุ่มแทงแฟนสาวดับพระเอกคาสโนว่าคนใหม่ของช่อง7! บลิว วรพล!!!
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
2484 ชิคาโก นิโกร แต่งกายเรียบร้อยทุกชุด7 สิ่งที่พ่อแม่ต้องสอนลูก เพื่อเสริมสร้างสภาพจิตใจเด็กตำนานพระกรุกองทหารรถถังของ GDR ในปี 1950
ตั้งกระทู้ใหม่