หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

10 คดีลึกลับที่สุดในโลกที่ยังเป็นปริศนาหาคำตอบไม่ได้และไม่ได้เอาไปทำเป็นภาพยนตร์สยองขวัญ 

มีเรื่องจริงหลายเรื่องที่ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์สยองขวัญ ไม่ว่าจะเป็น คดีฆาตกรรม สัตว์ประหลาด หุการณ์ประหลาด แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเรื่องลึกลับอีกหลายเรื่องที่ยังไม่มีใครหยิบมาเป็นภาพยนตร์ ทั้งๆ ที่เรื่องลึกลับเหล่านั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าพิศวงราวกับนิยายเรื่องหนึ่ง และนี่คือ 10 เรื่องลึกลับสยองขวัญที่น่าสนใจ

 

10.การหายตัวไปของเด็กๆ ครอบครัวซอดเดอร์ (The Disappearance of the Sodder Children)

 

การหายตัวของเด็ก 5 คนของครอบครัวซอดเดอร์ยังคงเป็นหนึ่งในความลึกลับที่แปลกประหลาดที่สุดตลอดกาล โดยมันเริ่มต้นเมื่อคืนในวันคริสต์มาสอีฟ 25 ธันวาคม 1945  ของเวสต์, เวอร์จิเนีย ครอบครัวซอดเตอร์ซึ่งมีลูกทั้งหมด 10 คน  ได้ตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่าบ้านกำลังถูกไฟไหม้ แม้ว่าหัวหน้าครอบครัวได้ช่วยเหลือลูกของเขาบางส่วน (4 คน) ให้ออกจากบ้านได้ทันเวลาและปลอดภัยได้ หากแต่ยังมีเด็กอีก 5 คนติดอยู่ข้างใน และเมื่อพ่อไปหาเด็กอีก 5 คนที่ต้องใช้บันไดพากขึ้นไป แล้วปรากฏว่าบันไดพาดได้หายไปแล้ว  ด้วยความ งง สุดขีด ผู้เป็นพ่อจำเป็นต้องออกจากนอกบ้านเพื่อความปลอดภัยของตนเอง แล้วเมื่อเพลิงไหม้สงบลงแล้ว ปรากฏว่าบ้านถูกเผาวอดทั้งหลัง แต่ที่แปลกก็คือไม่มีใครพบซากของเด็กทั้ง 5 ที่ถูกเผาเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่กระดูกมนุษย์สักชิ้น เด็กทั้ง  คนได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยมันเป็นไปไม่ได้ที่ไฟไหม้บ้านจะทำให้เด็กทั้ง 5 ถูกไฟคลอกเสียชีวิตจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกสักชิ้น และนั่นทำให้พ่อแม่ซอดเดอร์เชื่อว่าเด็กทั้ง 5 คนถูกลักพาตัวโดยคนร้าย และใช้วิธีวางเพลิงเพื่อเบนความสนใจเพื่อให้ลักพาตัวสะดวก แต่ปัญหาคือไม่มีใครตอบได้ว่าทำไมพวกคนร้ายต้องลักพาตัวเด็กครอบครัวซอดเดอร์เชื่อมาตลอดว่าลูกทั้ง 5 คนของพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ พวกเขาไม่เคยสร้างบ้านใหม่พื้นที่เดิม แต่เปลี่ยนมันเป็นสวนแห่งความทรงจำของเด็กๆ ที่หายไปแทน แม้จะมีการประกาศ  หากแต่เวลาผ่านไปก็ไม่มีข่าวใดๆ จนกระทั่งหลายปีต่อมา ปี 1967 มีจดหมายลึกลับได้ส่งมพร้อมแนบรูปถ่ายของชายหนุ่มอายุประมาณ 20-30 ปี โดยอ้างว่าเป็น 1 ในลูกชายที่หายไป น่าเสียดายที่จอร์จและเจนนี่พ่อและแม่ได้เสียชีวิตไม่นานหลังจากได้รับภาพ โดยที่พวกเขาไม่มีโอกาสรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆ เขาบ้าง

 

9. คดีฆาตกรรมเลติเชีย ตูโรซ์  (Murder of Laetitia Toureaux )

เรื่องมีอยู่ว่า ในตอนเย็นวันที่ 16 พฤษภาคม 1937 ผู้หญิงชาวอิตาลีคนหนึ่งชื่อ  เลติเชีย ตูโรซ์  อายุ 29 ปีในชุดสูทสีเขียวหมวกขาว และใส่ถุงมือ ได้ออกจากห้องเต้นรำในย่านชานเมืองกรุงปารีส แล้วจากนั้นก็ขึ้นรถไฟใต้ดินออกจากสถานีอร์ต เดอ ชารองตอง เมื่อเวลา 6.27 และจะมาถึงจุดหมายถัดไปคือสถานีปอร์ต โดเร กลางกรุงปารีส เมื่อเวลา 6.28 น. เพียงแค่ 1 นาที หากแต่เมื่อรถไฟมาถึงก็มีคนพบว่าเธอนั้นถูกฆ่าแทงตายไปแล้ว โดยฆาตกรใช้มีดยาว 9 นิ้วแทงที่คอของเธออย่างเลือดเย็น  ปัญหาคือ ตู้รถไฟที่เธอเข้าไปนั่งและถูกฆ่านั้นไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีใครเห็นใครเข้าหรือออกจากตู้ที่เธออยู่เลยสักคน แถม ฆาตกรใช้เวลาเพียงหนึ่งนาทีกับอีกยี่สิบนาทีในการฆ่าเธอและหายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกทั้งสืบหาตัวตนของผู้ตายก็ยิ่งแปลกใจ เพราะเลติเซียนั้นตัวตนของเธอ ลึกลับ เพราะชื่อของเธอนั้นเป็นชื่อปลอม บางก็บอกว่าเธอเป็นโสเภณี ไม่ก็เป็นไปได้ว่าจะเป็นสายลับของอิตาลีที่กำลังทำภารกิจลอบสังหารผู้ก่อการร้ายที่ฝรั่ง อย่างไรก็ตาม ผลสุดท้ายตำรวจไม่สามารถจับกุมใครได้เลย ไม่มีมูลเหตุในการฆาตกรรม และไม่มีใครรู้ว่าฆาตกรสามารถฆ่าเลติเชียได้ยังไงโดนที่ไม่มีใครเห็นและหายไปจากที่เกิดเหตุอย่างไร้ร่องรอย

 

8. การหายตัวไปของคริสติน วอลเตอร์ส  (The Disappearance Of Christine Walters)

 

 

              เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2008 คู่สามีภรรยาที่อาศัยอยู่ใกล้เมืองทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้พบเด็กสาวคนหนึ่งชื่อคริสติน วอลเตอร์ส อายุ 23 ปีเปลือยกายและมีเลือดออกที่ประตูบ้านของพวกเขา  แม้ว่าคู่สามีภรรยาจะพาเด็กสาวคนนั้นไปรักษาโรงพยาบาลแต่เธอปฏิเสธ และไม่เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ

ต่อมาคริสตินได้เปิดเผยเรื่องราวกับแม่ของเธอทางโทรศัพท์ว่า เธอถูกไล่ล่าโดยปีศาจในป่า หลังจากที่เธอเข้าร่วมพิธีของพวกหมอผี  แม้จะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่แม่ของเธอได้เสนอให้เธอบินไปวิสคอนซินเพื่อที่จะไปรับเธอที่นั้น แต่คริสตินปฏิเสธพร้อมกับยืนยันว่าเธอจะบินกลับไปที่วิสคอนซินด้วยตนเองตามคำบอกเล่าของแม่คริสตินที่พูดคุยกับคริสตินในโทรศัพท์     ดูเหมือนคริสตินจะหวาดระแวงมาก เธอเชื่อว่าปีศาจในป่าพยายามไลล่าเธอ ที่เธอไม่สามารถพูดว่าทำไมเธอมีเลือดออกและเปลือยกายในวันนั้นก็เพราะกลัวปีศาจจะได้ยินเธอ  จนกระทั่งวันที่ 14 พฤศจิกายนคริสตินนได้ทิ้งบัตรประจำตัวและกระเป๋าเป้สะพายหลังที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในอาร์คาทา  แล้ว เดินออกไป  เชื่อว่าเธอกำลังเดินเล่นที่ป่าเรดวู้ดที่อยู่ติดกัน และไม่มีใครเห็นเธออีกเลย

 

7. ทารา คาลิโก (Tara Calico) 

หนึ่งในการหายตัวไปของมนุษย์ที่แปลกประหลาดที่สุดในศตวรรษที่ 20 คือเรื่องราวทารา คาลิโก (Tara Calico) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 1988 เวลาประมาณ 9.30 น. ทารา ออกจากบ้านของเธอที่เมืองเบเลน รัฐนิวเม็กซิโกเพื่อขี่จักรยานเหมือนเกือบทุกเช้า และเธอก็ไม่กลับมา  การหายตัวไปของ ทารา คาลิโก ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากสื่อมวลชนในประเทศสหรัฐอเมริกา  แน่นอนว่ามีการระดมการตามหาทาราครั้งใหญ่ โดยบริเวณที่ค้นหาเป็นเส้นทางประจำที่ทาร่าขี่จักรยาน แต่พวกเขาไม่พบเธอเลย นอกจากการพบวอล์คแมนของเธอที่ตกอยู่ข้างทางเท่านั้น                 ความสนใจคดีนี้เริ่มชาลง จนกระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 1999 มีการพบรูปถ่ายโพลารอยด์ในที่จอดรถของร้านสะดวกซื้อในเมืองพอร์ตเซนต์โจฟลอริดา  โดยรูปเป็นภาพหญิงสาวคนหนึ่งและเด็กชายที่ไม่ปรากฏชื่อ โดยพวกเขาถูกจับมัดมือและเท้า เทปปิดปาก และจ้องมองคนถ่ายรูปด้วยสีหน้าดูสิ้นหวัง  หลังจากที่ภาพได้เผยแพร่ แม่ของทาร่ายืนยันว่าเด็กสาวที่อยู่ในภาพคือลูกสาวของเธอเอง                 ส่วนด้านเด็กผู้ชายอีกคนในภาพ นักวิเคราะห์ภาพสรุปได้ว่าคือ ไมเคิล เฮนลีย์ (Michael Henley Jr) วัย 9 ขวบ   มลรัฐนิวเม็กซิโกที่หายตัวไปในเดือนเมษายน 1988 อย่างไรก็ตามร่างของเฮนเล่ย์ถูกค้นพบในเทือกเขาซูนประมาณ 11 กิโลลเมตรจากจุดตั้งแคลมป์ที่เขาหายไป และจากการชันสูตรทำให้เชื่อว่าเฮนลีย์ไม่ใช่เด็กชายในภาพ ทำให้ทฤษฎีถูกตัดออกไปนอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์หนังสือที่อยู่ข้างหญิงสาวในภาพว่าเป็นนวนิยายสยองขวัญแบบโกธิก "My Sweet Audrina" แต่งโดย VC Andrews ซึ่งตีพิมพ์ใน 1982 โดยมีเนื้อหาเด็กสาวที่ถูกกักขัง รวมทั้งมีเนื้อหาการข่มขืน และการฆาตกรรม ทำให้เชื่อว่านิยายเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนร้ายลักพาตัวทารา ปัจจุบันการหายตัวไปของเธอยังคงเป็นเรื่องลึกลับ  

 

6. นักฆ่าเด็กโอกแลนด์  (Oakland County Child Killer)

 

ระหว่างปี 1976 และปี 1977 ได้มีฆาตกรต่อเนื่องออกอาละวาดในมิชิแกนที่แม้ว่าหลายคนจะไม่รู้จัก แต่พฤติกรรมนั้นเหี้ยมโหด เพราะมันล่าเฉพาะเด็กๆ แถวโอกแลนด์   โดยมันจะลักพาตัว กักขัง และเด็กอย่างน้อยสี่คน เป็นเด็กผู้หญิงสองคนและเด็กชายสองคน คือ มารึค สเตบบินส์ (Mark Stebbins) อายุ 12 ปี, จิลล์ โรบินสัน  (Jill Robinson) อายุ 12 ปี, คริสติน มิเฮมลิก (Kristine Mihelich) อายุ 10 ปี และ ทิโมธี คิง   (Timothy King ) อายุ 11 ปีเด็กแต่ละคนจะถูกลักพาตัว จากนั้นก็ถูกคุมขังหลายวัน พร้อมกับทรมาน และถูกฆ่าด้วยวิธีที่โหดเหี้ยม อย่างมาร์คถูกรัดคอและมีร่องรอยทำร้ายทางเพศ, จิลล์ถูกสังหารโดยปืนลูกซอง และทิโมธีถูกทำให้หายใจไม่ออกอีกทั้งถูกทำร้าบแบบเดียวกับมาร์ค อีกทั้งฆาตกรยังเป็นเจ้าระเบียบ เมื่อนำศพไปทิ้งก็จะจัดวางศพเป็นระเบียบเรียบร้อยในที่คนทั่วไปได้มองเห็นนอกจากนี้ฆาตกรยังได้ส่งจดหมายสยองขวัญมาให้แมของทิโมธี โดยบอกว่าเขาได้เลี้ยงไก่ทอดเคนตักกี้ให้ลูกชายของเธอ ซึ่งต่อมาหลังเด็กถูกพบเป็นศพก็มีการพบไก่ทอดที่กระเพาะของเขาการออกอาละวาดของฆาตกรสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วพื้นที่ ตำรวจพยายามที่จะตามล่าหาตัวฆาตกร แม้จะมีผุ้ต้องสงสัยหลายคนแต่ไม่มีใครที่โดดเด่นพอที่จะเป็นนักฆ่าเด็กโอกแลนด์ แม้ว่าบางคนจะเชื่อว่าฆาตกรต่อเนื่องจอห์นเวย์น กาซี่น่าจะเป็นฆาตกรฆ่าเด็กเหล่านั้น  เพราะเขาอาศัยอยู่ใกล้กัน หากแต่ข้อสันนิษฐานนี้ตัดไป เพราะมันไม่ตรงการฆ่าของจอห์นเวย์น อีกทั้งจอห์นเวย์นชอบฆ่าวัยรุ่นผู้ชายมากกว่าเด็ก

จนถึงทุกวันนี้ตัวตนของนักฆ่าเด็กโอกแลนด์ยังคงลึกลับ

 

คดีฆาตกรรมครอบครัวมิยาซาวะ(The Murder of the Miyazawas)

เรื่องของการฆาตกรรมยกครัว ยังคงเป็นคดีที่น่าสยดสยอง น่ากลัว และยิ่งลึกลับแล้วมันก็น่าขนลุก ในตอนเช้า ของวันที่ 31 ธันวาคม 2000 ญาติของครอบครัวมิยาซาวะในเซะตะงะยะ ของโตเกียวได้พบว่าหัวหน้าครอบครัวมิกิโอะ (Mikio), ภรรยายาสุโกะ (Yasuko) พร้อมด้วยลูกสาวนิน่า(Niina) และลูกชาย เรย์ (Rei) ถูกฆาตกรรมเสียชีวิตในบ้านทั้งหมด                ฆาตกรได้บุกเข้ามาในบ้าน คาดว่าน่าจะเป็นหน้าต่างในห้องน้ำชั้นสองของบ้าน (เชื่อว่าการลงมือสังหารเกิดขึ้นเวลา 11.30 น.) ฆาตกรได้เดินไปที่ห้องนอนของลูกชายของบ้านและจัดการรัดคอขณะหลับ จากนั้นก็พบมิกิโอะที่กำลังขึ้นบันไดหลังจากได้ยินเสียงผู้บุกรุกขึ้นมา จากนั้นก็ไล่ฆ่าคนในบ้านทั้งหมดด้วยการแทง                ที่ประหลาดคือหลังจากฆ่าคนเสร็จแล้ว ฆาตกรยังคงใจเย็น ทำการค้นข้าวของในบ้าน เดินไปห้องครัวแล้วกินอาหารจากตู้เย็น ใช้ห้องน้ำ อีกทั้งยังใช้คอมพิวเตอร์ของครอบครัวมิยาซาวะอยู่พักหนึ่ง (ประมาณ 11 ชั่วโมง) จึงได้ออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่แปลกอีกคือเงินในบ้านไม่ได้ถูกแตะต้อง แต่การ์ดปีใหม่หายไป มีดที่ใช้เกิดเหตุถูกทิ้งเอาไว้พร้อมกับเสื้อและกระเป๋า พร้อมกันนั้นยังพบเลือดในที่เกิดเหตุที่ไม่ใช่ของคีอบครัวมิยาซาวะ                แม้คดีจะดูเหมือนจะคลี่คลายได้ แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านไปนานกว่า 15 ปีตำรวจก็ไม่สามารถจับฆาตกรฆ่ายกครัวมิยาซาวะได้เลย แม้จะมีการตั้งเงินรางวัล 20 ล้านเยนแก่ผู้มาให้เบาะแสก็ไม่ใครมาเสนอตัว ทำให้คดีนี้ยังคงเป็นปริศนาต่อไป

 

4.ราเชล รันยา (Rachael Runyan)   

 

        การลักพาตัวและการฆาตกรรมราเชล รันยาน่าจะเป็นบทเรียนสำหรับพ่อแม่ที่ควรสอนเด็กว่าอย่าได้รับขนมจากคนแปลกหน้า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 1982 ราเชิลกำลังเล่นกับพี่ชายอายุ 10 ปีของเธอในสนามเด็กเล่นของโรงเรียนในซันเซ็ท ยูทาห์ ในระหว่างนี้มีชายผิวดำคนหนึ่งอายุระหว่าง 25-35 เดินด่อมๆ มองๆ อยู่แถวสวน แล้วใช้เวลาประมาณ 15 นาทีในการพูดคุยกับเด็กคนอื่นๆ ก่อนที่จะเข้าใกล้ราเชล เขาเสนอขนมและหมากฝรั่งให้เธอ และเธอก็เดินตามเข้าไปในรถ จากนั้น 24 วันต่อมาร่างกายเปลือยเปล่าของราเชลก็ถูกพบแถวลำธารข้างทาง                มันเป็นโศกนาฏกรรมที่หลายหลายอยากตามล่าหาคนผิดมาลงโทษ หากแต่พวกเขาไม่พบตัวฆาตกรเลย นอกจากนี้ยังมีเรื่องแปลกอยู่อย่างคือมีสองครั้งที่พ่อของราเชลไปเยี่ยมหลุมฝังศพของราเชลก็พบดอกกุหลาบสีดำที่ไม่รู้ว่าเป็นของใครวางไว้บนหิน หลังจากนั้นสองปีครั้งฆาตกร (น่าจะ) ได้ส่งข้อความปรากฏในร้านสะดวกซัก 24 ชั่วโมงข้อความว่า “ฉันยังอยู่ที่นี่...ฉันฆ่าสาวน้อยราเชล จงจำไว้!!” ด้านล่างมีไม้กางเกงคว่ำ ดาวห้าแฉก (หรือสามเหลี่ยมห้าด้านประหลาด ทำให้เชื่อว่าฆาตกตมีความเชื่อเรื่องพิธีกรรมหรือชื่นชอบลัทธิซาตานมาก                ตำรวจไม่สามารถหาตัวคนฆ่าราเชล แม้จะมีผู้ต้องสงสัย แต่ตำรวจไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิด ทำให้คดีฆ่าราเชลยังคงลึกลับ

 

3. ครอบครัวจามิสัน (The Jamison Family)          

 

  เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2009  ครอบครัวจามิสัน ที่ประกอบไปด้วยพ่อ บ๊อบบี้ อายุ 44 ปี, เชริ อายุ 40 ปี และลูกสาว เมดิสันอายุ 6 ขวบได้หายตัวไป โดยพยานได้เห็นพวกเขากำลังมองสถานที่ที่พวกเขาวางแผนที่จะซื้อแถวนอกเมือง ยูเฟาลาโอคลาโฮมา และเก้าวันต่อมาก็มีการพบรถปิกอัพของพวกเขาจอดอยู่ที่รกร้าง แต่ไม่พบตัวพวกเขาเลย                รถคนนั้นเป็นรถส่วนตัวของครอบครัวจามิสัน ข้างในมีสุนัขของครอบครัวที่อดอาหารมาหลายวันที่รอดตายอย่างเหลือเชื่อ นอกจากนี้มือถือของพวกเขายังอยู่ข้างใน พร้อมด้วยกระเป๋าสตางค์ยังอยู่ครับ อีกทั้งยังมีกระเป๋าที่มีเงินสดกว่า 32,000 เหรียญ และรถไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย ส่วนศพของพวกเขายังไม่พบจนกระทั่ง 4 ปีต่อมาก็มีคนพบศพของพวกเขานอนคว่ำอยู่ภายในป่าไม่ไกลจากพาหนะของพวกเขาที่จอดทิ้งอยู่ หากแต่เนื่องด้วยศพถูกย่อยสลายไปเกือบหมดแล้ว ทำให้ไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตได้                มีหลายทฤษฏีที่พยายามคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวจามิสัน แต่ที่ประหลาดและน่าพิศวงกว่านั้นคือก่อนที่ครอบครัวจามิสันจะหายตัวนั้น บ้านของพวกเขาถูกผีหลอก โดยผีสองตัว ชื่อเอมิลี่และไมเคิล  โดยเมดิสันได้อ้างว่าเธอสามารถพูดคุบกับเอมิลี่ได้ โดยบอกว่าเธอเป็นผีมีปีก ทำให้บางคนเชื่อว่าครอบครัวจามิสันอาจถูกวิญญาณร้ายฆ่าก็เป็นไปได้

 

2. ปริศนาห้อง 1046 (The Mystery of Room 1046)

 

วันที่2 มกราคม 1935 มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้เข้าพักโรงแรมซัสซิตี้ รัฐมิสซูรี  เขาได้ลงชื่อว่า “โรแลนด์ ที. โอเวน” (Roland T. Owen)  และได้ห้องพัก 1046  โดยที่ไม่มีใครทราบว่าเขาพักโรงแรมนี้เพื่อจุดประสงค์ใด                จนกระทั่ง 4 มกราคมมีคนพบศพโอเว่นถูกพบในสภาพเปลือยกายนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นห้อง โดยมีเลือดเต็มกำแพงและห้องน้ำ เมื่อพนักงานแจ้งตำรวจ ให้มาตรวจสอบพบว่า เขาถูกมัด ถูกรัดคอ และถูกแทงหลายครั้งที่กะโหลกศีรษะ แต่ที่แปลกคือโอเวนนั้ยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อมีคนถามเขาว่ากิดอะไรขึ้นกันนี้ เขากลับบอกว่าล้มในอ่างอาบน้ำเท่านั้น และต่อมาโอเว่นก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเพราะอาการบาดเจ็บสาหัส                เมื่อทำการสอบสวนพบว่าของทุกชิ้นของโอเว่น รวมถึงเสื้อผ้าที่เขาใส่ ถูกขโมยไปจนหมด และจากการสอบพยานพบว่าพวกเขาเคยได้ยินโอเว่นเถียงกับชายปริศนาคนหนึ่งที่ชื่อว่า “ดอน” แน่นอนว่าตำรวจไม่สามารถตามชายคนนี้ได้ เพราะไม่รู้ว่าเขาเป็นมคร                ยิ่งสอบสวนยิ่งพบเรื่องแปลกประหลาดเพราะ โรแลนด์ ที. โอเวน เป็นชื่อปลอม และไม่มีใครทราบว่าชื่อจริง ตำรวจมืดแปfด้าน ต่อมาไม่นานก็มีพัสดุปริศนาส่งทางไปรษณีย์ข้างในมีเงินจำนวนมากโดยผู้ส่งหวังว่ามันจะเป็นเงินทำศพโอเว่น นอกจากนี้ก็มีเงินจำนวนหนึ่งเพื่อขอให้ส่งช่อดอกไม้มาวางประดับหลุมศพ พร้อมกับการ์ดอาลัยว่า “รักตลอดไป-หลุยส์” โดยที่ตำรวจไม่รู้ว่าคนเขียนจดหมายนี้เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมมากเพียงใด                ครึ่งปีต่อมามีผู้หญิงคนหนึ่งจากเบอร์มิงแฮมได้เห็นภาพโอเว่นในหนังสือพิมพ์ เธอได้ระบุว่าเขาก็คือน้องชายที่หายไปนานของเธอชื่ออาร์เทมุส โอเกิลทรี (Artemus Ogletree) แต่ปัญหาคือ เขาหายตัวออกจากบ้านหนึ่งปีก่อนเสียชีวิต โดยไม่ได้ยินข่าวของเขาอีกเลย จนกระทั่งมีโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งบอกว่าโอเว่นได้แต่งงานกับหญิงร่ำรวยในอียิปต์ และนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ยินข่าวของเขา ก่อนที่จะทราบข่าวว่าน้องชายของเธอตายแล้ว โดยที่เธอไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องใช้ชื่อปลอม และทำไมต้องพักในโรงแรมดังกล่าว

 

1. การฆาตกรรมเคดดี้   (The Keddie Murders)

การฆาตกรรมเคดดี้  ยังคงเป็นคดีฆาตกรรมอันน่าสยดสยองของชาวอเมริกันจนถึงปัจจุบัน โดยเรื่องเกิดขึ้นในคืนที่ 11 เมษยายน  1981 ชิลาลี ชาร์ป (Sheila Sharpe) อายุ 14ปี ได้ไปนอนบ้านเพื่อน และเมื่อกลับมาบ้าน (เช่า) ที่เป็นกระท่อม ที่เงียบสงบของเมืองเคดดี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็พบว่าแม่ของเธอเกล็นน่า  ชาร์ป  หรือ “ซู”  (Glenna  Sharp ) อายุ 36 ปี, ลูกชายของเธอจอห์นนี่  (John) อายุ 15 ปี และ เพื่อนของจอห์น ดาน่า วินเกท (Dana Wingate)  อายุ 17 ปี ได้ฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหดในห้องนั่งเล่น เลือดสาดกระเด็นไปทั่วบ้าน ส่วนน้องสาวคนเล็กทีน่า (Tina ) อายุ 12-13 ปีได้หายตัวไปจากบ้าน                การฆาตกรรมเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมและรุนแรง พวกเขาถูกมัดด้วยเทป ซูและจอห์นนี่ถูกตีด้วยค้อน และดาน่าถูกรัดคอและแทงด้วยมีดจนมิดด้าม เลือดถูกสาดทั่วทุกพื้นผิวเฟอร์นิเจอร์ และยังเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นถูกทุบและกำแพงถูกสลักด้วยใบมีด นอกจากนี้ยังมีเด็กเล็กสามคนที่อยู่ในห้องใกล้ๆ แต่พวกเขาไม่ได้รับอันตราย โดยพวกเขาอ้างว่าเห็นคนทั้งสองบุกเข้าจู่โจมคนในบ้านด้วยมีดทำครัวและค้อนอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะพาทิน่าออกไป จากบ้าน. แม้ว่าจะมีกระท่อมอีกหลายหลังที่อยู่ใกล้กระท่อมที่เกิดเหตุเพียงห้าเมตร  แต่เพื่อนบ้านต่างให้การว่าพวกเขาไม่ได้ยินเสียงผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น  และนั้นทำให้ตำรวจมืดแปดด้านไม่สามารถหาตัวฆาตกร และไม่รู้เหตุจูงใจการฆาตกรรม เบาะแสที่จะตามหาฆาตกรมีเพียงภาพสเก็ตที่ดูคลุมเครือของพยานที่อ้างว่าเห็นตัวฆาตกรสองคนเท่านั้นหลายปีต่อมา  กระท่อมที่เกิดเหตุได้กลายเป็นสถานที่ผีสิง หลายคนอ้างว่าได้เห็นเงาที่หน้าต่างและได้ยินเสียงแปลกๆ ในกระท่อม ทำให้คนที่อยู่ในแถวนั้นต้องย้ายออกและเริ่มทรุดโทรมลง จนเจ้าของตัดสินใจรื้อถอนเมื่อปี  2004  บ้านถูกทำลาย แต่ปริศนาก็ยังคงอยู่และยังคงไขไม่ออกจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง

13 Creepy Unsolved Mysteries  japanese- That Need To Be Turned Into Movies

เนื้อหาโดย: Etjet'aime
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: Etjet'aime
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: มี หมี่ มี่ มี๊ หมี
 
10 คดีลึกลับที่สุดในโลกที่ยังเป็นปริศนาหาคำตอบไม่ได้และไม่ได้เอาไปทำเป็นภาพยนตร์สยองขวัญ 
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
หลอนไปเลย! คนงานพบ 'หนูยักษ์' ในระหว่างทำความสะอาดท่อระบายน้ำใต้ดิน3 ราศี เตรียมถูกรางวัลใหญ่รวยฟ้าผ่า เป็นเศรษฐีมีบ้านมีรถ'นักเรียนร่วมฝัง' หมุดคณะราษฎร'โอดถูกที่บ้านกดดันหนัก-ไม่ให้เงินใช้ ชวนอุดหนุนสติกเกอร์ช่วยค่าใช้จ่ายเดินหน้าทำกิจกรรมทางการเมืองต่อ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ช่างตัดผมกับศัลยแพทย์ มีความเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ??วิธีเลือกขนาดถุงยๅงอนๅมัยที่ถูกต้องถึงกับอึ้ง เวียดนาม เข้ายึดถุงยางใช้แล้ว นำรีไซเคิลเตรียมไปขายใหม่นับแสนชิ้นวัดที่น่าทึ่ง - ภูเขาแห่งบุโรพุทโธ
ตั้งกระทู้ใหม่