หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter ดาวน์โหลดรูปจาก IG
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
ตรวจหวย งวดวันที่ 16 กันยายน 2562 สามตัว 925, 939
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

ศาสตร์วิชา“สัญชีวนีวิทยา(วิชาที่ทำให้ไม่ตาย)”

บอร์ด นิทานพื้นบ้าน-วรรณคดี โพสท์โดย นาคเฝ้าคัมภีร์

ความหมายของ มนตร์สัญชีวนี นี้ค่อนข้างกว้าง วิชาที่ทำให้ไม่ตายตามหลักสูตรโบราณแบ่งได้
๕ สาขาวิชา ดังนี้


๑.น้ำทิพย์(Divaya Water) หลังจากการค้นคว้าและตีความร่วมกันของ นาคพิกลจริตและพี่ปู่จ้าวสามเศียร(ไตรศิระ) เราได้พบวิชาสัญชีวนีวิทยา หลังจากการเทียบกับสาขาอื่นๆแล้ว เราได้จัดให้วิชาใหม่นี้เป็นวิชาพื้นฐาน

แต่ก่อนอื่น เราขอแจ้งให้ทราบถึงศพลักษณะต่างๆและร่างที่ใช้ในวิชาระดับต่างๆ

๑.ศพที่ยังไม่เน่าไม่อืด ตายได้ไม่นานนัก(ต่ำสุด)
๒.ซากโครงกระดูก เศษเถ้าผงอัฐิ ชิ้นส่วนเศษเนื้อแผ่นหนังเก่าเก็บ
๓.ฅนเป็นๆมีวิชาพอสมควร
(ข้อ๑กับ๒ คือ พวก ศพ๙ประเภท)

ป่าช้า ประกอบด้วยศพ๙ประเภท ดังนี้

๑.ซากศพที่ตายได้แล้ว๑วัน
๒.ซากศพที่ถูกพวก(นกและ)กาจิกกิน
๓.ซากศพที่มีแต่ร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือดติดอยู่ ยังมีเอ็นร้อยรัด
๔.ซากศพที่ไม่มีเนื้อ แต่ยังเปื้อนเลือด ยังมีเอ็นร้อยรัด
๕.ซากศพที่ไม่มีเนื้อและเลือดติดอยู่ แต่ยังมีเอ็นร้อยรัด
๖.กระดูกที่ไม่มีเส้นเอ็นร้อยรัด
๗.กระดูกขาวดังสีสังข์
๘.กระดูกที่รวมอยู่เป็นกองค้างปี
๙.กระดูกผุแหลกเป็นผุยผง
เราคาดว่า ศพที่พวกเวตาลบังคับใช้ได้น่าจะอยู่ในข้อ๑-๒(แต่สำหรับสัญชีวนีวิทยาแล้ว ศพแบบไหนก็ใช้ได้ทั้งนั้น)

และวิชาน้ำทิพย์ที่พบใหม่นี้ เราพบจาก รามเกียรติ์ เป็นตอนที่นางมณโฑเสกน้ำทิพย์ให้ทศกัณฐ์ทำศึกครั้งที่๔ เนื้อหาพิธีมีดังนี้
วิชานี้ ใช้พรมใส่สิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วให้กลับฟื้นคืน “รูปกาย” อีกครั้ง หมายถึง ฟื้นมาแต่ร่างกาย เป็นผีดิบที่จะทำตามคำสั่งของผู้ที่ชุบร่างคืนให้เท่านั้น

ลักษณะโรงพิธี

โรงพิธีนั้นต้องมีหม้อน้ำทอง โรงพิธีปลูกในเวลาค่ำตั้งอยู่นอกประตู(เมือง?)ทิศอีสาน(ตะวันออกเฉียงเหนือ) ประดับด้วยธงฉัตรดัดเพดาน มีม่านทองล้อมมิดชิด พร้อมจัดเครื่องพลีกรรมประจำทิศ ที่สำคัญ ไม้ที่ใช้ปลูกโรงพิธี(ทั่วๆไป)ต้องตัดจากบริเวณใกล้เคียงและใช้แบบครั้งต่อครั้งเท่านั้น!
โรงพิธีนี้มีเฉลียงสูงเสมอประตู โรงพิธีมี๑๗ห้อง(เลข๑๗คือ พุธ หมายถึง ความคล่องว่องไว) หลังคาโรงเป็นสีแดงแย่งทอง ติดลำยองช่อฟ้าบราลี โขมพัตถ์ดัดเต็มเพดานสีขาว มีเดือนดาวเนาวรัตน์จำรัสศรี(แก้ว๙ประการแทนดาว๙ดวง?) ห้อยระย้าพรอยแพรวแก้วมณี มีพวงผกามาลีนานาพรรณ ราชวัติฉัตรทองและเบญจรงค์ทรงเครื่องจัดไว้ลดหลั่นกัน มีการวงสายม่านทองและตั้งบัลลังก์อาสนะลาดพรมเจียม หม้อน้ำสำหรับทำทิพยมนตร์นั้นตั้งบนเตียงมณีสี่เหลี่ยม เครื่องบูชาเตรียมตามธรรมเนียมโบราณ

ขั้นตอนการทำพิธี

ก่อนประกอบพิธีใดๆต้องอาบน้ำทุกครั้ง
นางมณโฑ(ฝ่ายหญิง)ก็ต้องใช้ประคำนับมนตร์และปฏิบัติตนแบบดาบสินี(พิธีนี้นุ่งผ้าขาว) เมื่อถึงโรงพิธีให้ขึ้นแท่นแก้วมณีจุดธูปเทียนทองทันที แล้วหยิบข้าวตอกดอกไม้มาโปรย จากนั้นพนมมือเหนือศีรษะนึกถึงผู้ประสาทวิชา ตั้งสมาธิสำรวมกายร่ายเวทวิทยา
ข้อห้ามสำคัญตาท้องเรื่องคือ หญิง๓ผัวทำพิธีไม่ได้!
อาจกระท่อนกระแท่นไปนิด เพราะตรงที่แปลไม่ได้เราละไว้เป็นคำกลอน(ลองไปคิดเองนะ)

 

๒.น้ำอมฤต(Elixir)

*อนึ่ง น้ำอมฤตนี้มี ๒ แบบ คือ แบบกิน กับแบบชุบชีวิต ซึ่งมีทั้งการพรมใส่ศพ และการพ่น(จากปาก)ใส่ศพ

*บ้างว่า น้ำอมฤต คือ น้ำมันดิบ ใช้ทาถูร่างศพแล้วจะฟื้น

*พืชเหล่านี้เป็นยารสเย็น ความหวานเย็นนี้น่าจะหมายถึงรสเย็นหวานซ่าคล้ายรสมินท์ ที่เมื่อประพรมรึพ่นออกจากปากจะเป็นละอองเย็นวาบไปต้องถูกศพและศพนั้นจะดูดซับละอองยาจนฟื้นขึ้นได้นั่นเอง

โดยทั่วไป ส่วนต่างๆของพืชสมุนไพรที่นำมาทำยาได้จะมีอยู่ ๑๐ จุด(กัฏฐยักขะ) ดังนี้

๑.มูลคันโธ ราก(เหง้า)หอม
๒.สารคันโธ แก่นหอม
๓.เผคคุคันโธ กระพี้หอม
๔.ตจคันโธ เปลือกหอม
๕.ปปฏิกาคันโธ สะเก็ดหอม
๖.รสคันโธ ยางหอม
๗.ปัตตคันโธ ใบหอม
๘.ปุปผคันโธ ดอกหอม
๙.ผลคันโธ ผลหอม
๑๐.สัพพคันโธ สรรพหอม(น่าจะหมายถึงต้นไม้ที่มีกลิ่นทั้ง๙ส่วนอยู่ในต้นเดียว)

รายละเอียดเพิ่มเติม หาได้จาก
ที่อยู่ของเหล่ารุกขเทวดา ๑๐ ตำแหน่ง

ส่วนวิธีใช้สมุนไพรชุบชีวิตนั้น คือ เคี้ยวส่วนรากยาของพืชนั้นแล้วพ่น(จากปาก)ใส่ศพ

อีกสูตรหนึ่งของพืชสมุนไพรชุบชีวิต ปรากฏอยู่ในรามเกียรติ์ ตอน พระลักษณ์ถูกหอกโมกขศักดิ์ เป็นการรวมตัวยาสมุนไพร ๔ ชนิดนำมาบดรวมกันผสมกับน้ำตามตำราแล้วนำมารดลงตรงแผลที่ถูกหอกแทง ซึ่งสูตรยาคร่าวๆ มีดังนี้

กำเนิดยา สังกรณี-ตรีชวา ที่รักษาบาดแผลพระลักษมณ์จากหอกโมกขศักดิ์ของพระยายักษ์กุมภกรรณ

เรียกว่า ต้นยาสี่วิสุทธิ์

 

ต้นยา ต้นที่ ๑ วิศัลยกรณี(Vishalyakarani) - สรรพคุณด้านการถอนอาวุธและขับพิษที่ตกค้างแทรกซึมอยู่ในร่างกาย
ต้นยา ต้นที่ ๒ มฤตสัญชีวนี(Mrithasanjeevani) - สรรพคุณด้านการทำชีวิตให้กลับฟื้น
ต้นยา ต้นที่ ๓ สันธยาณี(Sandhayani/Sandhanakarani) - สรรพคุณด้านการเยียวยาบาดแผลให้หายสนิท
(สามต้นแรกนี้ เรียกว่า ตรีชวา เพราะ ตรี-สาม ตรีชวา คือ คำเรียกกลุ่มสมุนไพร ๓ ชนิด)
ต้นยา ต้นที่ ๔ สวรรณกรณี(สังกรณี-Savarnyakarani แปลว่า สมุนไพรที่ทำให้(ผิว)ราบเรียบเสมอกัน) - สรรพคุณด้านการรักษาบำรุงผิวพรรณให้แช่มชื่นคืน


ยาเหล่านี้ต้องเรียกชื่อ จะส่งเสียงขานรับ แต่ด้วยสมุนไพรเหล่านี้มีลักษณะคล้ายต้นแมนเดรก(Mandrake)และโสมมนุษย์ สมุนไพรเหล่านี้จึงไม่อยู่นิ่ง เมื่อขานตอบแล้วก็จะหนี(แทรกธรณี?)ไปซ่อนตามที่ต่างๆในภูเขา พอขานตอบเสียงเรียกชื่อแล้วก็ดำดินหนี หนุมานเรียกตีนเขามันขานตอบเสร็จก็ขึ้นไปยอดเขา พอหนุมานขึ้นไปเรียกที่ยอดเขามันก็ขานตอบแล้วลงมาอยู่ตีนเขา หนุมานมึนงงไม่สามารถเก็บสมุนไพรได้จึงต้องต้อนใช้หางพันรอบภูเขาเพื่อต้อนต้นยาทั้งหมดขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อจับตัว

พิเภก เป็นผู้ปรุง โดยบดยาทั้งหมดให้ละเอียดแล้วใช้น้ำจากแม่น้ำ ๕ สาย(ปัญจมหานที)เป็นกระสาย ใช้คุณพระพรหม เป็นบทเสกก่อนก่อนนำยามาลูบลงแผล

ยังมีน้ำอมฤตอีกสูตรหนึ่งเป็นสูตรเล็ก ไม่ได้ใช้ในการชุบชีวิตแต่ใช้ในการสมานแผลอย่างฉับพลันทันที โดยรายละเอียดของยาสูตรนี้ซ่อนซ้อนอยู่ในตำนานของ"ท้าวกกขนาก" ซึ่งระบุว่า นางนงประจันทร์ผู้เป็นบุตรสาวของท้าวกกขนากนั้นต้องการน้ำส้มสายชูเพื่อไปถอดศรพระรามที่ปักอยู่บนอกของบิดานาง ตามการวิเคราะห์แล้ว น้ำส้มสายชูที่จะใช้ในการนี้ได้ ไม่น่าจะเป็นแค่น้ำส้มสายชูธรรมดา แต่จะต้องเป็นน้ำส้มสายชูที่เกิดจากการหมักดองของสมุนไพรวิเศษจึงจะมีอำนาจในการถอดถอนอาวุธวิเศษให้เสื่อมอำนาจและหลุดออกมาได้ เมื่อเทียบกับกรณีการรักษาบาดแผลของพระลักษมณ์ด้วยสังกรณี-ตรีชวาแล้ว เป็นไปได้ว่า สมุนไพรวิเศษที่ถูกนำมาหมักดองเพื่อทำน้ำส้มสายชูทิพย์สำหรับถอดศรนี้ น่าจะมีอยู่ทั้งหมด ๓ ชนิดด้วยกัน คือ

ต้นยา วิศัลยกรณี
ต้นยา สันธยานี
ต้นยา สวรรณกรณี

 

การที่ไม่ใช้ต้นยา มฤตสัญชีวนี-ทำชีวิตให้กลับฟื้นต้นยา เป็นส่วนประกอบนั้น เป็นเพราะว่า ตัวท้าวกกขนากในเวลานั้นยังไม่อยู่ในอาการที่ถูกเรียกว่าตายไปแล้วนั่นเอง ดังนั้น จึงขอจัดน้ำส้มสายชูทิพย์นี้ เข้าเป็น๑ในสูตรตำรับน้ำอมฤตด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ น้ำอมฤตยังสามารถใช้ดื่มได้อีกด้วย ซึ่งน้ำอมฤตนี้จะมีรสหวานและมีความเย็นเป็นธรรมชาติซึ่งคาดว่า เกิดจากการผสมสมุนไพรทั้ง๔ตัว ส่วนน้ำส้มสายชูทิพย์นั้น เนื่องจากขาดต้นยามฤตสัญชีวนีไป จึงทำให้น้ำอมฤตมีรสเปรี้ยว

คุณลักษษณะ น้ำอมฤต

อนึ่ง กรณีที่เป็นการชุบชีวิตให้กับร่างของผู้ที่ถูกระบุว่าตายมาหลายปีแล้วจึงรักษาร่างกายไว้เพื่อรอผู้มีบุญมาช่วยเหลือนั้น ว่ากันตามจริงแล้ว ร่างที่ถูกเก็บไว้นานปีนั้นไม่น่าจะใช่การตายจริงๆเพราะสภาพร่างกายไม่มีการเปื่อยเน่าเลยแม้จะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม การที่ร่างกายไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยนั้น น่าจะเป็นอาการประมาณฅนนอนโคม่าในรูปแบบพิเศษ จึงสามารถเก็บร่างนั้นไว้ได้นานมากๆโดยไม่บุบสลาย อาการนั้นอยู่ในระดับประมาณว่า ร่างนั้นมีการหายใจที่แผ่วเบามากเหมือนการจำศีล จึงเข้าใจกันไปว่าตายแล้วนั่นเอง)และอาจรวมถึงอาการสมองตายแต่หัวใจยังเต้นอยู่ด้วย เช่น กรณีของพระวิจิตรจินดาซึ่งตายถูกระบุว่าตายแล้วและให้ตั้งศพเก็บไว้เพื่อรอผู้มีบุญมารักษา ซึ่งร่างพระวิจิตรจินดาก็ถูกเก็บรักษาไว้ถึง ๗ ปี จนนางโสนน้อยมาชุบฯนั้นร่างของพระวิจิตรก็ไม่ได้เน่าเปื่อยเลยแม้แต่น้อย
จึงควรเรียกได้ว่าเป็น อาการ"ตายแต่ไม่ตาย"

อนึ่ง พิษนาคอันก่อให้เกิดอาการอัมพาตซึ่งใกล้เคัยงกับอาการตายแต่ไม่ตาย มีอยู่ด้วยกันหลายธาตุ ดังนี้

 

๑. อัมพาต โดย ปถวีธาตุ(ดิน) ตะกรันเลือด(เกลือแร่), ตะกรันคลอเรสเตอรอล ร่วมลมพัดขึ้นบน(อุทธังคมาวาต)แทรกเข้าเส้นเลือด
๒. อัมพาต โดย อาโปธาตุ(น้ำ) น้ำหนอง(ปุพโพ), น้ำดีไม่เป็นฝัก(น้ำเหลือง)ร่วมลมพัดขึ้นบน(อุทธังคมาวาต)แทรกเข้าเส้นเลือดก้านคอ
๓. อัมพาต โดย วาโยธาตุ(ลม) ลมพัดขึ้นบน(อุทธังคมาวาต)แทรกเข้าเส้นเลือด และ เส้นกาละทารี
๔. อัมพาต โดย อากาสธาตุ(ช่องว่าง)...คือพวกอัมพาตส่วนล่างลำตัว หลังจากกระดูกสันหลังได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง ลมพัดขึ้นบน(อุทธังคมาวาต) หรือ ลมพัดลงล่าง(อัทโธคมาวาต)เข้าแทรกจนไขสันหลังขาดจากกัน

ข้อมูล จาก
https://www.facebook.com/atthanij.pokkasap/posts/1076197195775542?comment_id=1076705839058011&reply_comment_id=1077162905678971&notif_t=feed_comment_reply&notif_id=1464594615478876

 

๓.มนตร์/วิชาชุบชีวิต(โคลนนิ่ง) วัตถุดิบสำคัญ คือ เศษเถ้ากระดูก อัฐิของผู้ตาย(ในกรณีที้เผาไปแล้ว)หรือซากศพ(ที่ตายใหม่ๆยังไม่เน่า) เนื้อ และเลือด หรือ ชิ้นส่วนฅนเป็น(หรือเศษเซลล์ที่ยังมีชีวิต) สถานที่ประกอบพิธี กองไฟขนาดใหญ่ วิชานี้คือการใช้อำนาจจิตเหนือสนามพลังงานที่เป็นกสิณนำจิตดวงเดิมของผู้ตายมาสถิตในร่างที่ทำการสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ (ผู้ทำพิธีมักเป็นฤาษีที่มีความรู้เรื่องวิชาจิตสรีระศาสตร์เป็นอย่างดี) ตัวอย่างผู้ผ่านพิธีกรรมนี้ ได้แก่


๑.นางมณโฑ มเหสีทศกัณฐ์ เดิมทีนางเป็นกบแล้วตายเพราะช่วยฤาษีทั้ง๔จากพิษนาค ฤาษีทั้ง๔จึงทำพิธี”ชุบ”ชีวิตและเสกนางเป็นสาวงามและตั้งชื่อว่า นางมนโฑ ซึ่งหมายถึง นางกบ


๒. พระลบฝาแฝดของพระมงกุฎ เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคของท่านฤๅษีวัชรมฤค(ฤๅษีกวางสายฟ้า) เมื่อครั้งที่พระรามสั่งพระลักษณ์ให้นำนางสีดาไปประหารเนื่องจากแอบวาดภาพของทศกัณฐ์ให้นางรับใช้ดู พระลักษณ์สงสารเลยปล่อยตัวไป นางสีดาจึงไปอาศัยอยู่กับฤๅษีวัชรมฤคและได้คลอดโอรส ๑ องค์ จึงตั้งนามว่า พระมงกุฏ
วันหนึ่งนางสีดาไปทรงน้ำที่ลำธารปล่อยพระมงกุฎอยู่กับพระฤๅษี ขณะนั่นฤๅษีทำสมาธิอยู่ นางกำลังทรงน้ำเห็นชะนีอุ้มลูกน้อยจึงคิดถึงลูกกลับไปนำพระมงกุฎมาสรงน้ำ ฤๅษีออกจากสมาธิไม่เห็นพระมงกุฎกลัวนางจะเสียใจ(คิดว่าตัวเองทำลูกนางสีดาหาย)จึงทำพิธีเนรมิตนปีเกิด และฤกษ์ยามต่างๆซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่หาได้จากการคำนวณในหลักโหราศาสตร์)ลงบนแผ่นหนังราชสีห์ แล้วโยนใส่ในกองไฟที่ก่อไว้เพื่อสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นกุมารโคลนนิ่งอีกฅน
ทว่านางสีดากลับมาก่อน พระฤๅษีจึงคิดจะเลิกทำพิธีแต่นางสีดาขอร้องให้ทำพิธีต่อเพื่อจะได้เป็นเพื่อนเล่นกับพระมงกุฎ
พระฤๅษีวัชรมฤคจึงทำพิธีต่อจนเสร็จ เกิดเป็นกุมารซึ่งมีลักษณะทางกายภาพเหมือนกับพระมงกุฎทุกประการขึ้น จึงให้ชื่อว่า พระลบ

เนื่องจาก พระลพ เกิดจากการโคลนนิ่งโดยการทำสำเนา(Coppy)ลักษณะทางกายภาพของฅนเป็นเป็นจากการคำนวณในหลักโหราศาสตร์มาสังเคราะห์ขึ้นใหม่ บุคคลที่เกิดขึ้นจากวิธีการนี้จึงเข้าข่ายการเกิดแบบโคลนนิ่งด้วย


อนึ่ง มนุษย์ที่เกิดจากการโคลนนิ่ง จะให้ชื่อว่า ลบ ซึ่งเลือนมาจากคำว่า ลพ(ลว) แปลว่าการตัด, การเกี่ยว, ส่วนที่ตัดออก, ท่อน, ชิ้น, หยาดน้ำ อันเกิดจากการที่มนุษย์นั้นเกิดจากชิ้นส่วนต่างๆที่นำมาทำการโคลนนิ่ง
ดังนั้น ทางเราจึงขอเรียกวิชานี้ว่า ลพชีพ หมายถึง ชีวิตที่เกิดจากชิ้นส่วน


๓.หลวิชัย-คาวี เดิมทีเป็นลูกเสือและลูกวัวแต่สาบานเป็นพี่น้องร่วมกัน เป็นลูกกำพร้าทั้งคู่ จึงออกเดินทางท่องเที่ยวไปในป่า วันหนึ่งไปถึงอาศรมฤาษี ฤาษีแปลกใจมากที่สัตว์ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน(สงสัยกลัวถูกจับออกงานวัด)ฤาษีกลัวว่าจะเดินทางลำบาก จึงชุบชีวิตลูกเสือลูกวัวให้เป็นฅน และตั้งชื่อลูกเสือว่าหลวิชัย ลูกวัวชื่อคาวี หลวิชัยกับคาวีก็เรียนศิลปวิทยา(ศิลปะศาสตร์๑๘ประการ?)กับฤาษีจนเติบโต เมื่อมีอายุพอสมควรแล้ว หลวิชัยกับคาวีก็ขอลาพระฤาษีไปเผชิญโชค ฤาษีให้พระขรรค์วิเศษที่บรรจุ”หัวใจ”(“วิชาถอดดวงใจ”เป็นมนต์สัญชีวนีระดับสูง)ของหลวิชัยกับคาวีไว้ ภายหลังคาวีได้อภิเษกกับพระนางจันทร์สุดา(นางผมหอม)และได้เป็นกษัตริย์ ต่อมายายเฒ่าทัดประสาดซึ่งเคยเป็นพี่เลี้ยงของนางจันทร์สุดา รู้เรื่องพระขรรค์วิเศษที่บรรจุหัวใจของคาวี จึงเกิดความคิด และชวนให้คาวีกับพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำที่ชายทะเล คาวีและพระนางจันทร์สุดาถอดเครื่องทรงรวมทั้งพระขรรค์ให้ยายเฒ่าเก็บรักษา ยายเฒ่าได้ทีนำพระขรรค์ไปเผาไฟ คาวีกำลังว่ายน้ำเล่นก็รู้สึกร้อนจึงรีบชวนนางจันทร์สุดาว่ายกลับเข้าฝั่ง พอถึงชายหาดคาวีเห็นยายเฒ่ากำลังเผาพระขรรค์อยู่ ก็นึกโกรธที่พระนางจันทร์สุดาไม่รักษาความลับ แต่ยังไม่ทันพูดคาวีก็ล้มลงสิ้นสติ พระนางจันทร์สุดาตกพระทัยมากได้แต่ร่ำไห้กอดร่างคาวี ยายเฒ่าจึงรีบให้ทหารของท้าวสัณนุราชนำพระนางจันทร์สุดาไปถวายท้าวสัณนุราช ภายหลังฤาษีมาช่วยไว้ได้โดยการนำพระขรรค์วิเศษที่บรรจุหัวใจของคาวี มาชุบชีวิต(โคลนนิ่ง)ให้ใหม่ในร่างเดิม


หมายเหตุ ร่างโคลนที่”เนรมิต(Coppy)”แบบพระลบ เป็นการทำสำเนาแยกส่วนจิตจากพระมงกุฎ(ต้นแบบ) อายุจึงไม่ยืนยาว(แบบการโคลนนิ่งแกะดอลลี่)

*โดยทั่วไปตายในสภาพใด ก็จะฟื้นขึ้นมาในสภาพนั้น เป็นมะเร็งตายก็ฟื้นมาเป็นมะเร็งต่อ ตายตอนแก่ฟื้นมาก็แก่ ถ้าผู้ทำพิธีไม่เอาตบะของตัวเองไปแลกกับการแก้โรค/ย้อนวัย ก็ช่วยไม่ได้
*ความทรงจำของร่างโคลนอาจมีรึไม่มีก็ได้อยู่ที่ผู้ทำพิธีจะกำหนด วิชาที่ติดตัวก็เช่นกัน

อนึ่ง วิชานี้เองยังแบ่งได้อีก ๓ ประเภท คือ

๑.ชุบจากผู้ที่ยังมีชีวิตร่างมีจิตสถิตย์สมบูรณ์ดี มักใช้ในการเปลี่ยนสถานภาพของผู้ที่มีร่างเป็นสัตว์แต่ดวงจิตอยู่ในระดับเดียวกับมนุษย์ เช่น (พ)หลวิชัย-คาวี รึ นางเอื้อยที่เกิดเป็นนกแขกเต้า

๒.ชุบชีวิตจากซากกเฬวรากที่หาได้ทั่วไป มักใช้กับพวกที่ตายนานจนซากผุเปื่อยเหลือเพียงเศษกระดูก ครบบ้างไม่ครบบ้าง กระดูกเสี้ยวเล็กๆถ้าผู้ทำพิธีอยู่ในระดับสูงก็ชุบได้ อาจใช้จิตดวงเดิมรึหาใหม่ก็ได้

๓.ชุบชีวิตจากวัสดุรีไซเคิล มักชุบจากวัสดุเท่าที่หาได้ มีการใช้เคล็ดเชิงนามธรรมบางประการเพื่อเชื่อมต่อให้เป็นรูปธรรม เช่น การชุบพระลบ(ลูกนางสีดา)จากหนังราชสีห์ จุดนี้อ้างอิงเคล็ดทางโหราศาสตร์ คือ ราชสีห์ เป็นสัตว์ประจำดาวพระอาทิตย์ ความหมายทางโหราศาสตร์ คือ ยศศักดิ์ หมายความว่า ผู้ที่ถูกชุบร่างจากหนังราชสีห์นี้จะมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เป็นต้น(แต่าผู้ทำพิธีอยู่ต้องอยู่ในระดับสูงมากๆจริงๆนะ)
*และรวมถึงชุบชีวิตขึ้นมาจากของรักของผู้ตายเอง โดยใช้หลักที่ว่าเป็นของใกล้ตัวที่ใช้เป็นประจำมีความสัมพันธ์กับตัวเจ้าของดี

ที่ใช้กองไฟเป็นสื่อในการชุบฯนั้น อธิบายได้คร่าวๆว่า เป็นการทำให้โมเลกุลอะตอมเกิดการสั่นสะเทือนและเกิดการเรียงตัวใหม่ คือ ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนจากความร้อน แล้วใช้อำนาจจิต(จากวิชา รึอย่างอื่น)เข้าทำการแทรกแซงกระบวนการการเรียงตัวของอะตอมจากภายใน

เหตุพิสดารในการใช้สัญชีวนีวิทยา

แผนผังการชุบชีวิต(Cloning)ด้วยหนังสัตว์

แผนภาพสัญชีวนีวิทยา(Sanjivanivitaya) สาขา ชุบฯจากกระดูก

อนึ่ง มีความเป็นไปได้ว่า วิชาชุบชีวิตจากกองไฟนี้ อาจก่อปัญหาได้มากกว่าที่คิด เนื่องจากผู้ที่ ฟื้นกลับมาในร่างใหม่ซึ่งเหมือนกับร่างเดิมทุกประการ อาจต้องประสบปัญหาความย้อนแย้งกับตัวเองต่างๆนานาในเรื่องที่ตัวเองเคยตายไปแล้ว แต่กลับได้มาอยู่ในร่างใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น เป็นความ้อนแย้งด้านจิตใจที่อาจจะทนรับสภาพตัวเองไม่ค่อยจะได้ เพราะยังจำได้ถึงตอนที่ตัวเองตายยังไง และการปฎิบัติของฅนรอบข้างที่เคยรู้จักซึ่งก็ทราบว่ารู้ว่าฅนๆนั้นเคยตายไปแล้วอีกสารพัดรูปแบบ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ถูกชุบชีวิตกลับขึ้นมาอาจไม่สามารถปรับตัวให้ยอมรับสภาพของตนเองได้ ซึ่งหากไม่สามารถเยียวยาด้านจิตใจได้ก็อาจทำให้เกิดการอัตตวินิบาตกรรมขึ้น

 

และอาจด้วยเหตุดังนี้เอง ที่ทำให้นิทาน-วรรณคดีหลายเรื่อง นิยมเลือกเอาพวกกระดูกสัตว์บ้าง สัตว์เดรัจฉานเป็นๆบ้าง เศษไม้เศษฟืนบ้าง มาทำพิธีชุบชีวิตจากกองไฟ มากกว่าที่จะเลือกเอาซากศพรึกระดูกของฅนตายมาใช้

ดังนั้น จากความเป็นไปได้ที่กล่าวมานี้ จึงอาจทำให้ การชุบชีวิตจากกองไฟ กลายเป็น ศาสตร์ต้องห้าม อีกแขนงหนึ่งก็เป็นได้

 

๔.วิชาย้ายร่าง(สถิตในร่างฅนตาย) อีกสาขาวิชาผู้ทำพิธีต้องมีความเชี่ยวชาญเรื่องจิตในระดับสูงมากๆ เป็นวิชาสำหรับย้ายวิญญาณ(จิต)จากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง มีปรากฏในนิทานเวตาล เรื่องที่ ๒๓ เรื่องของฤๅษีเฒ่า วามศิวะ ผู้อยากเป็นหนุ่ม โดยฤาษีเฒ่าผู้มีมนตร์วิเศษก็เกิดความคิดว่าตนจะเข้าสิงร่างเด็กหนุ่มเพื่อละร่างชราน่าเกลียดของตนกลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง ฤาษีเฒ่าผู้ต้องการจะเป็นหนุ่มอีก ก็ละร่างของตนและร่ายมนตร์วิเศษเข้าสิงร่างเด็กหนุ่มในบัดดล ทันใดนั้นร่างของเด็กหนุ่มซึ่งนอนอยู่บนกองฟืนในจิตกาธาน ก็ขยับร่างและลุกขึ้นนั่งพร้อมกับอ้าปากหาวนอน เมื่อบรรดาญาติและฅนทั้งหลายที่รายล้อมอยู่ ณ ที่นั้นแลเห็นก็พากันส่งเสียงตะโกนกึกก้องว่า “ไชโย เขาฟื้นแล้ว เขาฟื้นแล้ว”แต่นักบวชเจ้าเล่ห์ ผู้เป็นหมอผีอาคมฉมัง ได้เข้าสิงพราหมณ์หนุ่มเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องการที่จะละศีลของตน(เพราะตนเป็นนักพรตอยู่) จึงเดินทางออกจากที่นั้นท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง


คำเตือน วิชาย้ายร่างแบบถาวร จิตของผู้ย้ายจะไปเฉพาะจิตสุดท้ายก่อนตานเท่านั้น(ที่เหลือต้องไประลึกเอาต่อ)แบบทายาทอสูร

วิเคราะห์เรื่อง การย้ายร่าง

 

๕.วิชาถอดดวงจิต(ถอดดวงใจ) สาขาวิชาผู้ทำพิธีต้องมีความเชี่ยวชาญเรื่องจิตในระดับสูงมาก เช่น พระฤาษีโคบุตร ผู้ถอดดวงใจให้ทศกัณฐ์ นับเป็นพระฤาษีที่มีฤทธิ์มาก เป็นครูฝ่ายยักษ์ ได้สั่งสอนวิชาเวทวิทยาอาคมขลังจนทำให้ทศกัณฐ์ กำเริบเสิบสานระรานทั่วทั้งสามโลก

 

ทศกัณฐ์ขอร้องให้อาจารย์ช่วยถอดดวงจิต เพื่อตนจะได้เป็นอมตะไม่มีวันตาย เมื่อพระฤาษีโคบุตรเห็นใจช่วยถอดดวงจิตออกมาไว้นอกร่างกายทศกัณฐ์ก็ยิ่งมีฤทธิ์ไม่กลัวตายเพราะใครก็ทำอะไรตนเองไม่ได้ วิชาถอดดวงใจนี้ถือว่าเป็นยอดวิชาที่สร้างความคงกระพันไม่มีวันตายได้ ในมหาสงครามครั้งสุดท้าย พิเภกบอกกลอุบายให้พระรามและหนุมานได้ทราบ หนุมานจึงไปหลอกทศกัณฐ์ว่าตนทะเลาะกับพระรามไม่ขออยู่ด้วยแล้วต่อไปนี้จะช่วยทศกัณฐ์รบ ทศกัณฐ์หลงกลรักหนุมานดั่งลูก ที่สุดหนุมานสืบได้ว่ากล่องดวงใจอยู่ที่พระฤาษีโคบุตร หนุมานกับองคตจึงเข้าไปหลอกล่อ ลวงขอกล่องดวงใจของทศกัณฐ์ ที่สุดพระฤาษีโคบุตรเสียรู้ ทศกัณฐ์จึงต้องตายในสนามรบ โดยพระรามแผลงศร(ธนุรเวท-เครื่องยิงขีปนาวุธข้ามกำแพงเวลา) ในขณะที่หนุมานขยี้กล่องดวงใจ ดังนั้นเรื่องตบะฌานอันแก่กล้าของพระฤาษีโคบุตรจึงถือว่าสุดยอดหาผู้ใดมาเปรียบด้วยยาก เพราะมีเพียงพระฤาษีไม่กี่ตนเท่านั้นที่จะสามารถทำวิชาอันน่าอัศจรรย์นี้ได้ ดังนั้นพระฤาษีโคบุตรจึงถูกยกย่องว่า เป็นพระฤาษีที่มีฤทธิ์วิทยาแก่กล้ามากตนหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์

การถอดดวงใจของทศกัณฐ์นี้ จึงไม่ใช่การควักหัวใจออกมาจริงๆ(เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ควักหัวใจออกมาแล้วจะไม่ตาย)แต่หมายถึง ความสามารถในการควบคุมจิตที่เป็น”สนามแรงที่รองรับเหตุการณ์/สนามเวลารองรับอายุขัย(สนามแรง/สนามเวลา คือ จิต/เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนจิต คือ กายเนื้อ)”ให้เป็นอิสระจากกัน ดังนั้นเมื่อกายเนื้อของทศกัณฐ์ถูกโจมตี หรือทำลายมันจะไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อดวงใจ(จิต)ของทศกัณฐ์ เพราะสนามแรงไม่ถูกทำลาย มันจึงปฏิเสธเหตุการณ์อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบนกายเนื้อ ทำให้เป็นอมตะไม่มีวันตาย(ถ้าจะให้ตายในทันทีต้องทำลายทั้งจิตและกายเนื้อพร้อมกัน) แบบซาลามานเดอร์หรือจิ้งจกที่แม้ขาหรือหางจะขาดก็ยังงอกใหม่ได้(เพราะเกิดการกระทบกระเทือนเฉพาะกายเนื้อไม่ถึงระดับโครงสร้างจิต)

แต่ที่โบราณเรียกชื่อวิชานี้ว่า การถอดดวงใจ เพราะโบราณถือว่าร่างกายจะยุติการทำงาน(ตาย)ก็ต่อเมื่อหัวใจหยุดทำงานไม่ใช่สมอง เช่นการทำมัมมี่ของอียิปต์ จะเน้นการเก็บรักษาหัวใจเป็นหลักเพราะถือว่าเป็นศูนย์ของการมีชีวิต หรือในปี๒๔๘๘มีเรื่องของ“ไมค์ ไก่ผู้ไร้หัว”ที่สามารถอยู่ได้โดยไร้หัวถึง ๑๘ เดือน!?!(คล้ายแมลงสาบที่ตัดหัวแล้วอยู่ได้๙วันแล้วจึงตายเพราะขาดอาหาร)

 

*ดวงจิตที่ถูกทำพิธีถอดจากกายนั้น จะลอยออกมาทางปากของผู้ถอดดวงจิตมีชื่อเรียกว่า “แมลงภู่ทอง”

 

ส่วนที่ดวงจิตของไมยราพ(และรวมถึงทศกัณฐ์)ถูกเรียกว่า “แมลงภู่ทอง” เป็นเพราะดวงจิตที่ถอดออกจากกายนั้นเป็นกลุ่มก้อนพลังงานส่องแสงสีทองขนาดประมาณตัวแมลงภู่และปล่อยคลื่นเสียงคล้ายกับเสียงแมลงภู่ขณะเวลากระพือปีกบิน และตัวแมลงภู่ทองนี้ เมื่อออกจากกายแล้ว จะต้องบรรจุไว้ในภาชนะที่ปิดผนึกมิดชิด เพราะหากปล่อยไว้ ตัวแมลงภู่ทองจะตรงรี่กลับเข้าร่างทันที ดุจลูกโคที่วิ่งกลับหาแม่โคเพราะต้องการนม และที่สำคัญ บุคคลหนึ่งๆจะสามารถทำพิธีถอดหัวใจได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากจิตที่ถอดได้กลับเข้าร่างสักครั้งหนึ่งแล้ว จะไม่สามารถทำพิธีซ้ำได้อีกไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม ไมยราพจึงนำกล่องใส่แมลงภู่ทองของตนไปซ่อนในเขาตรีกูฏ ส่วนทศกัณฐ์นั้นได้ฝากกล่องดวงใจ(ซึ่งเป็นแมลงภู่ทองเหมือนกัน)ไว้กับฤๅษีโคบุตรผู้เป็นอาจารย์ของตน

 

แต่เหตุที่ตามพระราชนิพนธ์ไม่ได้ระบุว่าดวงจิตทศกัณฐ์เป็นแมลงภู่ทองแบบของไมยราพ เป็นเพราะลักษณะดวงจิตที่ออกจากกายถูกบรรยายในพิธีของไมยราพไปแล้ว ในพิธีของทศกัณฐ์จึงถูกตัดออกเพื่อไม่ให้เกิดคำบรรยายซ้ำซ้อน(แต่ถึงกระนั้น พิธีถอดดวงจิตของทั้งไมยราพและทศกัณฐ์ก็แตกต่างกันอยู่ดี)


*ผู้ถอดหัวใจ จะไม่แก่ ไม่ตาย เพราะจิตถูกแช่แข็งไว้ และหากในกรณีที่สิ่งบรรจุสนามเวลานี้ตกอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัยและอยู่ห่างไกลจากเจ้าของ สิ่งบรรจุนี้จะพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อกลับคืนสู่เจ้าของๆมันเพื่อความปลอดภัย ถ้าสิ่งบรรจุนั้นเป็นสิ่งของอาจใช้วิธีครอบงำผู้ที่ถือครองให้นำไปคืนเจ้าของโดยไม่รู้ตัวแบบแหวนของเซารอน ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตอาจพยายามเข้าไปอยู่ข้างกายเจ้าของอย่างนาคินี(Nagini)ของโวลเดอมอร์ก็เป็นได้

แต่หากว่า ร่างกายนั้นได้รุบการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงมากๆจนไม่อาจปฏิเสธและฟื้นฟูความเสียหายนั้นได้ เช่น ร่างต้นสลายจนฟื้นฟูไม่ได้(ไม่เหลือซากร่างให้ปฏิเสธเหตุการณ์)แต่หัวใจ(สนามเวลารองรับอายุขัย)ยังอยู่ ก็สามารถคืนชีพโดยการสังเคราะห์ร่างใหม่ขึ้นมาได้ เช่น กรณีตัวอย่างจากการถือกำเนิดของนางผีเสื้อสมุทร ดังนี้

นางผีเสื้อเมื่อก่อนเป็นก้อนหิน         อยู่กระสินธุ์สมุทรมหาชลาไหล
นางอสูรชาติก่อนได้พรชัย              ถอดดวงใจฝากแฝงแท่งศิลา
แล้วขึ้นจากฝากฝั่งมหรรณพ           ไปรุกรบกับพระเพลิงที่เชิงผา
ต้องไฟกรดหมดไหม้ทั้งกายา          ยังแต่ว่าอายุอสุรินทร์
กับดวงใจไม่ดับไปกลับชาติ            เป็นปิศาจสังหรณ์อยู่ก้อนหิน
ถูกไอน้ำซ้ำได้ไอแผ่นดิน               บันดาลหินนั้นให้งอกออกทุกที
เป็นหน้าตาขาแข้งอันแรงฤทธิ์         ด้วยพรอิศรารักษ์พระลักษมี
นับอนันต์วันคืนได้หมื่นปี                จึงเป็นผีเสื้อสมุทรผุดทะยาน
ขึ้นต้องแสงพระอาทิตย์ยิ่งฤทธิกล้า   ปราบบรรดาพวกปิศาจด้วยอาจหาญ
ได้เป็นใหญ่ในแม่น้ำอโนมาน          ใครล้างผลาญชีวัญไม่บรรลัย

แปลความได้ว่า ในอดีตนั้น นางผีเสื้อได้ถอดหัวใจไว้ในก้อนหินยักษ์ก้นทะเล แล้วขึ้นไปสู้กับพระเพลิง แต่ด้วยถูกอานุภาพของไฟกรดทำลายร่างกายจนไม่อาจฟื้นฟูได้ ร่างต้นของนางจึงสลายไปเหลือแต่จิตที่ฝากไว้ในก้อนหินที่ดูดซับธาตุน้ำและดินอยู่ก้นทะเลจนเริ่มสังเคราะห์เป็นแขนขาและร่างกายส่วนต่างทั้งภายนอกและภายใน(ชีวิตเริ่มต้นจากอาการ๓๒ ประกอบด้วย ธาตุดิน๒๐ ธาตุน้ำ๑๒ สังเคราะห์ร่วมกันเกิดเป็นร่างกาย) จนเวลาผ่านไปร่วมหมื่นปีร่างกายของนางก็สมบูรณ์ดีกลับมาคืนชีพอีกครั้ง

 

หากว่ากันตามหลักวิชาจริงนั้น การจะสังเคราะห์ร่างกายทั้งหมดขึ้นมาใหม่จากวัตถุดิบที่ฝากจิตไว้นั้น จำเป็นต้องมี"ผู้ชำนาญการพิเศษทำพิธีให้"ไม่อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ทั้งหมด ตามท้องเรื่องจึงมีการอ้างอิงถึงอำนาจพรที่พระอิศวรได้ให้แก่นางไว้แทนพิธีกรรมของ"ผู้ชำนาญการพิเศษ"นั้น

หมายเหตุ เป็นไปได้รึไม่ว่า เจ.เค.โรว์ลิง ผู้แต่ง harry potter จะเคยอ่าน”รามเกียรติ์” เพราะการสร้าง “ฮอร์ครักซ์(Horcrux) 7 ทั้งชิ้น”ของ”โวลเดอมอร์” คล้ายการถอดดวงใจของทศกัณฐ์ และไมยราพ

 

วิชาการถอดดวงจิต ในนิทานพื้นบ้านและวรรณคดี มี๒แบบ

 

แบบที่๑ เช่น การถอดของไมยราพและทศกัณฐ์(คาดว่าจิตถอดออกมาเป็นรูปคล้ายแมลงภู่ทองทั้งคู่) วิชานี้มีความเสี่ยงสูง เพราะจิตจะพยายามกลับเข้าร่างตลอดเวลา ต้องผนึกใส่กล่องไว้ให้มิดชิดเท่านั้น

 

แบบที่๒ รุ่นอัพเกรด เช่น การถอดของ(พ)หลวิชัย-คาวี เป็นการถอดจิตผนึกลงไปในวัตถุ วิชานี้เรียกได้ว่า ไม่มีความเสี่ยงที่จิตจะกลับเข้าร่างเลย สามารถพกวัตถุที่ผนึกจิตไว้ไปด้วยกันก็ได้ แต่จะมีความเสี่ยงมากหากไว้ห่างตัว เพราะหากวัตถุที่ผนึกจิตถูกกระทบกระเทือน เจ้าของดวงจิตจะมีอันตรายตามไปด้วย(อาการหนักสุดก็คือน๊อควูบสลบไปจนกว่าจะหาวัตถุที่ผนึกจิตเจอแล้วนำมาทำความสะอาดขัดถูซ่อมแซมให้สภาพกลับดีดังเดิม จึงจะฟื้น)

 

การถอดจิตทั้ง๒แบบนี้ หากกล่องที่ใส่รึวัตถุที่ผนึกจิตถูกทำลาย จิตจะแล่นกลับเข้ากายทันที ดังนั้นเจ้าของดวงจิตจะไม่ตาย แต่จะไม่สามารถทำพิธีถอดดวงจิตครั้งที่๒ได้เด็ดขาด แต่หากต้องการสังหารในทันที ให้ทำลายกล่องใส่รึวัตถุที่บรรจุดวงจิตไว้ พร้อมกับสังหารร่างเจ้าของดวงจิตพร้อมกันทันที เพื่อไม่ให้จิตกลับเข้าร่างแล้วหนีไปได้อีก

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: นาคเฝ้าคัมภีร์
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
9 VOTES (4.5/5 จาก 2 คน)
VOTED: zerotype, อ้ายเติ่ง
 
ศาสตร์วิชา“สัญชีวนีวิทยา(วิชาที่ทำให้ไม่ตาย)”
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

ผู้หญิงบางคนที่ขึ้น BTS , MRT ทำไมเรียกร้องจังเลย

หนุ่มเห็นแฟนกินข้าวไปทำงานไป เป็นครั้งแรกที่มองแล้วน้ำตาจะไหล

ชาวเน็ตเผยเรื่องราวน้ำท่วมใหญ่เมืองอุบล เกิดอะไรขึ้น....ก่อนเป็นที่มาของ แฮ๊ชแท๊ก #SAVEUBON

"วุ้นเส้น" ออกมาพูดแล้ว ตั้งแต่แยกทางกับ "ชาคริต" ก็ไปอยู่โรงแรมถึง 2 ปี

กัน นภัทร พูดแล้วถึงสาเหตุที่ มารี ลบไอจีของตัวเอง

ชาวเน็ตแซะ "น็อต วิศรุต" หลังซื้อรถหรู 30 ล้าน แต่ไม่เห็นช่วยน้ำท่วม

เปิดประวัติราชายาเสพติดที่รวยที่สุดในโลก และเกือบจะลงเล่นการเมืองในโคลัมเบีย "ปาโบล เอสโกบาร์"

“บิ๊กตู่” รมณ์ ไม่ดี ซัดนักข่าว ถามแต่ชาวบ้านว่าน้ำท่วมเป็นยังไง ลำบากมั้ย ถามเรื่องนี้ทำไม สื่อไม่มีคำถามที่ดีกว่านี้อีกแล้วหรือไง

19 ฉากภาพยนตร์ที่พลาด…เพราะต้องการให้ฉากดูดี

เศรษฐีคนใหม่ ถูกรางวัลที่ 1 ยินดีด้วยจ้า

เรื่องดีๆของ "น้องถุงเงิน" อยู่ดีๆเนื้อก็เปื่อยเเล้วค่อยค่อยหลุดออกไป จนก้างโผล่ สุดท้ายได้รับการดูและและรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว

ชุดเดินปิดฟินาเร่แม่คือโหดสุด! 👏🏻😱 ปู ไปรยา ใน London Fashion Week

ภาพบ้านอีกหลังของ พี่เวียร์ ที่บ้านเกิด จังหวัดขอนแก่น
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิทานพื้นบ้าน-วรรณคดี
ระเบียบการพิจารณาบาป-บุญของพระยายมนารีผล(กมลาสริสิตฺถิโย)พันธุ์ไม้พิสดารแห่งหิมพานต์วิทยาธร(Vidyadhara)การตั้งครรภ์และกลไกการดำรงเผ่าพันธุ์ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต จากพระไตรปิฎก
ตั้งกระทู้ใหม่