หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter ดาวน์โหลดรูปจาก IG
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

เปิดประวัติ : Jeffrey Dahmer ‘เกย์ - กิน - คน’

บอร์ด เรื่องลึกลับ,สยองขวัญ,ปริศนา คุยแลกเปลี่ยนข้อมูล เรียบเรียงโดย WHYmanRadio

Jeffrey Dahmer เกย์โหดโครตคลั่งศพ!!

รับชมคำบรรยายพร้อมภาพประกอบ

 

 

วันจันทร์ที่

22 ก.ค. ปี  1991 วันเริ่มต้นการทำงานที่แสนจะน่าเบื่อหน่าย
ตำรวจสายตรวจสองนายแห่งเมืองมิลวอกี้ ขับรถลาดตะเวนรอบ ๆ มหาวิทยาลัยมาร์เควตต์
พื้นที่ละแวกนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเขตอาญากรรมสูงที่สุดแห่งหนึ่ง วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว
ความร้อนสูงและมีความชื้นในอากาศสูงมาก จนแทบทนไม่ไหว
แถมผสมกับกลิ่นจากกองขยะและของเสียพวกฉี่ที่พวกจรจัดราดจนส่งกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียนอบอวลไปหมด
        เวลานั้นเป็นเวลาราว

ๆ เที่ยงคืน ขณะที่ตำรวจสองนายยังคงนั่งอยู่ในรถสายตรวจ ตะเวนสอดส่ายไปมา หาสิ่งผิดปกติหรือบุคคลน่าสงสัยนั้น
พลันก็มองเห็นชายผิวดำคนหนึ่งวิ่งกระหืบ กระหอบ ที่ข้อมือมีกุญแจมือห้อยต่องแต่งไปมา
สองนายตำรวจคิดว่าอาจเป็นคนร้ายหนีจากการจับกุม จึงรีบขับรถดักหน้า ควักเครื่องหมายตำตรวจมาให้ดู
        "เฮ้ย

หยุด นี่ตำรวจ ทำผิดแล้วหนีมาเรอะ ?"
        เมื่อชายผิวดำเห็นตำรวจ
แทนที่จะแสดงความตกใจกลับแสดงความดีใจเหมือนเห็นนักบุญมาโปรดสัตว์ เขายักไหล่และพูดอย่างรวดเร็ว
"ปะ เปล่า ครับ ผมชื่อ การ์ซี่ เอ็ดเวิร์ด คือผมเป็นอย่างนี้เพราะมี**บ้าคนหนึ่งจับผมใส่กุญแจไว้ในอพาร์ตเมนต์ของมัน"
     เรื่องราวของเอ็ดเวิร์ดค่อยพรั่นพูดออกมา...มันส่อเค้ากระเดือดไปทางรักร่วมเพศ

        "อย่าไปยุ่งกับมันดีกว่า"

        "ไปดูซักนิดก็แล้วกัน

จะได้ไปจุดอื่นต่อ" ตำรวจคู่หูออกความเห็น

        "ไปเลยครับคุณตำรวจ ออกซ์ฟอร์ดอพาร์ดเมนต์นี้เอง

ห้อง 213"

        และตำรวจสองนายก็ได้เห็นภาพที่ลืมไม่ลงตลอดชั่วชีวิต
อ๊อกฟอร์ด

อพาร์ทเมนต์ เลขที่ 924 เหนือ ถนน 25

        ก๊อก ก๊อก.......

        "ช่วยเปิดประตูด้วย

นี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ"

        ผู้เปิดประตู เป็นชายผมบลอน์อายุราว 30

ต้น ๆ แต่งกายสะอาดเรียบร้อย

        "อ้าวสวัสดีครับ......

คุณตำรวจ"

        ชายผู้นั้นดูดี มาดนิ่ง

พูดจาเป็นเรื่องเป็นราว น้ำเสียงก็เป็นปกติ

        "มีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับคุณตำรวจ"

        "เราเจอเพื่อนคุณ ไม่ทราบว่าคุณกรุณาไขกุญแจมือให้ชายคนนี้ด้วยครับ" 
        ชายผิวดำเป็นอิสระ

แล้วรีบร้องบอกตำรวจทันที

        "มันจะฆ่าผมมันเอามีดเล่มโน้นแหละมาขู่ผม

คุณตำรวจเชิญไปดูห้องนอนมันสิครับ"

        "เชิญครับ"

ชายผมบลอน์เชิญตำรวจ  "อ๋อ........ผม เจฟฟรีย์

ดาห์เมอร์ ครับ เข้าไปข้างในก่อนสิครับ"

สองสายตรวจก้าวเขาไปในห้อง

สายตากวาดไปรอบ ๆ อย่างที่ถูกฝึกมา ห้องเล็กๆนั้นสะเอี่ยมเป็นระเบียบเรียบร้อย

จนไม่อยากเชื่อว่าเป็นห้องชายโสด ปลาในตู้อ้วนแสดงถึงความเอาใจใส่

        แต่เมื่อก้าวลึก ๆ เข้าไปด้านใน

กลิ่นเหม็นเน่าประหลาดผสมปนเปเตะเข้าจมูก

พลันหนึ่งในสองได้เห็นกับรูปโพลารอยด์หลายใบที่หล่นบนพื้นห้องถึงกับซ็อค ชั่วขณะ

มันเป็นภาพร่างคนถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ และภาพกะโหลกแช่อยู่ในตู้เย็น

               เงียบไปอึดใจหนึ่ง

แต่สำหรับตำรวจสายตรวจผู้เห็นภาพวิปริต มันช่างนานแสนนาน หลังจากรวบรวมสติอย่างเต็มกำลัง

สายตรวจตะโกนบอกเพื่อนคู่หูทันที

"เฮ้ยจับ

จับ.........จับมันใส่กุญแจมือเดี๋ยวนี้เร็วเข้า"

        ชายผมบลอน์ผู้สงบเสงี่ยมสะบัดมือเต็มแรงหนีกุญแจมือที่กำลังสับลงมา

เขาสู้สุดชีวิต แต่ไม่นานก็จนมุมเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกฝึกมาชำนาญกว่า จากนั้นตำรวจนายหนึ่งก็รี่เข้าไปกระชากบานตู้เย็นออก

แล้วเขาก็ร้องออกมาสุดเสียงต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

เขาเปิดตู้เย็นเต็มแรงพลางตะโกนลั่น

        "เฮ้ยมันมีแต่หัวคนเต็มตู้เลย** เรียกกำลังสมทบด่วน"

        ไม่กี่อึดใจอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ

ก็คลาคล่ำไปด้วยรถต่าง ๆ ทั้งไฟสัญญาณไซเรน

บนหลังคาตำรวจตัดกับสีฟ้าวาววับบนหลังคารถพยาบาล
"ดิฉัน แอนน์ อี  ชว๊าทซ์

ผู้สื่อข่าว รายงานสดจากออกซ์ฟอร์ด อพาร์ตเมนต์ ห้อง 213  มิลวอกี ขอย่ำว่าดิฉันมาถึงที่นี้เป็นคนแรก

ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่กั้นเป็นพื้นที่เขตห้ามเข้า จากที่ได้เดินไปยังห้องหมายเลข

213 ดิฉันพบว่าภายในห้องเล็ก ๆ สะอาดเรียบร้อยมาก

ตั้งแต่พื้นเตียงนอนเลยที่เดียว แม้แต่ตู้ปลาก็ใสสะอาดตัด

แต่ห้องที่สะอาดนี้กลับกลิ่นเหม็นเน่าที่ตลบอบอวลไปหมด ที่มาของกลิ่นนี้

เราพบว่าเป็นตู้เย็นที่ใส่ศีรษะมนุษย์ไว้ถึง 3 หัว

ผลึกไว้ในถุงพลาสติกกับกล่องเบ็คกิ้งโซดาอย่างแน่นหนา

เจ้าของห้องพยายามพยายามดับกลิ่นนี้ด้วยการใส่โซดาปิ้งขนมปังเอาไว้หลาย ๆ

กล่องด้วยกัน"
"นอกจากนี้เมื่อเปิดเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ติดกับห้องนอนที่มีสายยูปิดไว้อย่างแน่นหนา

เมื่อพังเข้าไปพบว่ามีหม้อใบใหญ่วางไว้ที่มุมด้านในห้องน้ำ

และเมื่อเปิดฝาดูในหม้อทำกับข้าวก็พบมือเท้าและอวัยวะเพศชายที่ถูกสับเป็นท่อนๆ

เป็นชิ้น ๆ และเริ่มเน่าเปลือยแล้วด้วย"

        "ที่ชั้นวางเราพบว่ามีกะโหลกศีรษะ

2 หัววางไว้บนชั้น  มีเหยือกแก้ว

ขวดใส่เอธิล แอลกอฮอล คลอโรฟอร์ม กับฟอร์มาลดีไฮด์ดองใส่อวัยวะเพศชาย

มีภาพจากภาพโพลารอยด์จำนวนมากในท่วงท่าต่าง ๆ ของเหยื่อที่เสียชีวิต

มีทั้งภาพหัวคนตัดสด ๆ วางอยู่ในอ่างล้างจาน

ภาพลำตัวที่ถูกตัดตั้งแต่คอลงไปถึงต้นขา  รูปกระดูกเชิงกราน

บางภาพเป็นรูปเหยื่อที่พันธนาการเอาไว้ก่อนเสียชีวิต ร่างที่โยนไว้ในอ่างอาบน้ำ 

ดิฉันได้ยินเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนพูดว่า

นี้เป็นคืนนรกแตกโดยแท้"
    เกริ่นไปซะตั้งนาน  และนี้เป็นหัวข้อข่าวของ

เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์  เกย์กินคน และเป็นคดีที่โด่งดัง และเป็นฆาตกรที่นักจิตวิทยาอาญาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

และสาเหตุของความผิดปกติของการกินคน

เพราะจากการสืบประวัติแทบไม่มีจุดบกพร่องให้เห็นเลยว่าทำไมถึงกลายเป็นฆาตกรไปได้

มันน่าสนใจจริง ๆ

        เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ ถูกนำตัวไปโรงพัก

เขาสารภาพเรื่องราวในการสังหารเหยื่อตลอด 13 ปี

อย่างหมดเปลือก.........

    เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์เกิดเมื่อ 21 พฤษภาคม 1960 ในครอบครัวที่ร่ำรวยเเละการศึกษาสูง
เป็นบุตรชายคนโตของ 
ไลโอเนลและจอยส์ ดาห์เมอร์ ซึ่งในขณะนั้น
ไลโอเนลผู้เป็นพ่อยังเป็นนักศึกษาในมหาลัยอยู่
ซึ่งภายหลังไลโอเนลได้กล่าวในหนังสือของเขาว่า "ในตอนนั้น
พวกผมคงยังไม่พร้อมจะมีลูก" จอยส์แพ้ท้องอย่างรุนแรงและกินยาต่างๆ
วันหนึ่งถึง 26 เม็ด หลังจากที่เจฟฟรีย์เกิดมา ไลโอเนลก็ทุ่มตัวให้กับการเรียนจนได้ปริญญาบัตรดอกเตอร์ด้านการวิจัยเคมีในปี
1966 ทางด้านจอยส์นั้น
จากเดิมที่มีอาการประสาทอ่อนๆ สภาพจิตใจของเธอก็ไม่ปกตินักมาตลอด

เนื่องจากความเครียดจากการเลี้ยงบุตร และมีการทะเลาะกับไลโอเนลบ่อยครั้ง

เมื่อเธอท้องลูกคนที่สองก็ทานยาจำนวนมากอีก
และมันทำให้เธอต้องนอนอยู่เกือบตลอดเวลา

วัยเด็กของเจฟฟรีย์จึงเติบโตมาพร้อมกับมารดาซึ่งมี อาการฮิสทีเรีย

กับบิดาซึ่งยุ่งอยู่กับการวิจัยจนไม่ค่อยได้ใส่ใจครอบครัว
       เจฟฟรีย์ในวัยเด็กเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวและชอบอยู่คนเดียวในป่าใกล้บ้านมากกว่าการออกไปเล่นกับเด็กคนอื่น

เขาติดใจในชุดทดลองวิทยาศาสตร์ที่พ่อซื้อให้ และเจฟฟรีเขามักจะมีงานอดิเรก 

คือการเอาศพของสัตว์ตัวเล็กๆ

มาละลายด้วยกรดหรือดองฟอร์มาลีนอยู่บ่อยครั้ง
  เมื่ออายุได้ 4

ปี ครอบครัวมีสาเหตุต้องย้ายไปที่อื่น

เพราะพ่อเขาได้รับตำแหน่งใหม่ที่มหาวิทยาลัยไอโอวา เสตท ในรัฐโอไฮโอ

เพื่อทำปริญญาเอก 
เจฟฟรีย์ เริ่มสนใจในงานอดิเรกของพ่อเป็นพิเศษ

นั่นคือการสะสมกระดูกและชิ้นส่วนของสัตว์สตาฟ สำหรับเด็ก 4 ขวบในวัยเดียวกัน

ส่วนใหญ่ก็คงจะหนีไม่พ้นกับการเล่นของเล่น หรือตัวต่อพลาสติก แต่กลับกัน เจฟฟี่ เขาชอบเล่น
โครงกระดูกแทนการเล่นตัวต่อพลาสติก สะมากกว่า

แต่พ่อเขาเห็นกลับคิดว่านั้นเป็นเพียงสัญชาติญาณการเรียนรู้ของเด็กเท่านั้นไม่มีอะไรมากหรอกน่า
        ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์ณ์ในครั้งนั้นได้ทำให้

เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ จดจำฝั่งใจไปจนโต

        และแล้วเงาหฤโหดได้ฝั่งเข้าไปในจิตวิญญาณของเจฟฟรีย์ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
พอถึงปี 1966 เจฟเขาอายุได้ 6 ปี

เจฟฟรีย์ต้องเข้าผ่าตัดด้วยโรคอัณฑะไม่และช่วงเวลานี้เองที่เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับหนูน้อย   เจฟที่ร่าเริง แจ่มใสอยู่เสมอ กลับค่อย ๆ

กลายเป็นเด็กผอม เงียบขรึม ใจลอย ไม่กล้าสู้หน้าคนอื่น ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง

และเริ่มปรับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ไม่ได้ และเก็บตัว มีความเครียดทางอารมณ์ จนบางครั้งก็เหมือนหุ่นที่ปราศจากวิญญาณ

ถึงแม้ว่าในช่วงนี้เจฟฟรีย์จะเป็นทุกข์

แต่ตรงกันข้างกับสมาชิกในครอบครัวที่มีความสุขมากในช่วงนี้ไลออนเนลสำเร็จปริญญาเอกไอโอวา

ได้รับงานนักวิจัยทางเคมี และตอนนั้นจอยซ์แม่ของเขาตั้งท้องลูกคนที่สองชื่อเดวิด
จนกระทั่งอายุได้ 15 ปี

เขาเริ่มมีงานอดิเรกแปลกๆ คือ

ชอบสะสมอวัยวะของสัตว์ที่ตายแล้วโดยดองไว้ในถังพลาสติก บางครั้งก็เดินไปหาเก็บซากสัตว์มาฝังไว้ในสุสานส่วนตัว

หรือตัดหัวสุนัขมาเสียบไม้เล่น

    เมื่อเจฟเข้าชั้นมัธยม

เจฟก็พอมีกิจกรรมที่จะสังสรรค์กับคนอื่น ๆ บ้าง เช่นตีเทนนิส และเข้าชมรมหนังสือพิมพ์โรงเรียน

เพื่อนร่วมชั้นสังเกตว่าเขามักปลีกตัวอยู่คนเดียวเสมอและมีท่าทางติดเหล้า

บางครั้งก็แอบมากรึ๊บในห้องเรียนด้วย
เจฟฟรีย์ถูกจับตามองว่า เป็นคนที่มีไอคิวสูง

แต่เนื่องจากสภาพจิตใจที่ไม่ปกตินักและการขาดสมาธิ ทำให้ผลการเรียนของเขาจึงไม่ดีเท่าที่ควร

หนำซ้ำเขายังก่อเรื่องมากมายจนถูกตีตราว่าเป็นเด็กมีปัญหา และในขณะเดียวกัน

ความสัมพันธ์ของบิดามารดาก็แย่ลงเรื่อยๆ จนมีการใช้เชือกแบ่งอาณาเขตในบ้าน 
  ในปี1978 เมื่อเจฟอายุได้ 18 พ่อแม่ของเขาอย่าขาดกัน
นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอ้างว้างสับสนและโดดเดี่ยวมากขึ้น
อาจกล่าวได้ว่านี้เป็นจุดหักเหครั้งสำคัญก็ว่าได้     นั้นเป็นสาเหตุทำให้

เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ กลายเป็นคนต่อต้านสังคมหนักยิ่งขึ้น

เขาเริ่มออกเที่ยว ดื่มเหล้า ติดยาเสพติด

และต้องถูกพักการเรียน ซึ่งมันสร้างความเป็นทุกข์ให้กับผู้เป็นพ่ออย่างมาก 
จนพ่อของเขาถึงขั้นจับเขาไปเกณฑ์ทหารเพื่อหวังว่าจะบำบัดอาการขี้เมาของเขาได้บ้าง แต่ถึงกระนั้น เข้าก็อยู่ได้เพียงไม่นาน

ก็ถูกเตะออกมาจากกองทัพเนื่องจากเขาติดสุรามาก  และในปีเดียวกันนี้เองเคสแรกของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

ในขณะที่พ่อของเขาต้องเดินทางไปทำธุระ เขาบังเอิญไปเจอคนที่โบกรถ

ขออาศัยไปด้วยที่ข้างทาง ชื่อ Steven Hicks และเจฟ

เลยเสนอตัวไปส่งแต่ก็ได้ชวนนาย Steven ไปดื่มเบียร์ที่บ้านตัวเองก่อน

แต่พอนาย Steven จะขอกลับบ้าน

เจฟ ไม่ต้องการให้กลับจึงเอาดัมเบลตีนาย

Steven จนถึงแก่ความตาย

แล้วเอาศพไปฝั่งที่สนามหลังบ้าน  

และตามข้อมูลก็บอกว่า หลังจากนั้นเอง เจฟเขาก็ถูกให้ย้ายตัวไปอยู่ที่Florida โดยส่วนใหญ่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาล ขาดว่าพ่อของเขาส่งมาบำบัดอาการติดเหล้าที่นี้
หลังจากได้รับการบำบัดจนในที่สุดเขาก็ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านย่าของเขา

แต่แล้วหลังจากที่มาอยู้ได้พักนึง พฤติกรรมของเขาก็เริ่มแปลกไปอีกครั้งครับ  เมือคุณย่าของเขาเริ่มพบสิ่งผิดสังเกตุ เช่น ลูกกระสุนปืน และหุ่นรูปผู้ชายอยู่ในตัวเสื้อผ้า ดูเหมือนว่าเจฟ เขาจะเริ่มกลับไปสู่โลกแห่งการลุ่มหลงการทดลอง กับซากสัตว์ เหมือนกับที่เขาเคยทำในวัยเด็ก มกหมุ่นอยู่กับการชำแหละซากของกระรอกน้อยในห้องใต้ดิน จากนั้นก็จัดการกำจัดซากด้วยสารละลายเคมีเช่นเคยครับ
จนในที่สุดย่าของเขา ก็เริ่มสุดจะทนและรับไม่ได้กับพฤติกรรมประหลาดๆของเจฟ และจึงไล่ตะเพิดเขาออกจากบ้านไป
แต่เจฟเขาก็ไม่ง้อครับ หลังจากนั้นเขาจึงได้ไปเปิดอพาทเม้น ในเมืองมิลวอกี้ ที่อยู่ใกล้ๆที่ทำงานของเขา ในวันที่ 25 กันยายน ปี1988 
แต่เมื่อย้ายมาอยู่มาได้ไม่นานเขาก็ได้เจอเด็กชายไกรสร สินธโสภณชาวลาวอายุ 13 ปี เจฟเฟอใช้เงินล่อไกรสรมาถ่ายรูปโป๊ จากนั้นก็วางยาและลวนลามเขา 

แต่ก่อนที่จะมีอะไรกันต่อไป ไกรสรเกิดไหวตัวทัน หนีรอดออกมาได้ ผู้ปกครองเขารีบพาตัวส่งโรงพยาบาล และแจ้งตำรวจ
เจฟถูกตำรวจจับกุมตัวถึงที่ทำงานเขาในโรงงานผสมเหล้า ในข้อหาพรากผู้เยาว์ และพยายามล่วงละเมิดทางเพศแก่เด็กชาย

และในวันที่ 30 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1989
ศาลจึงตัดสินให้เขาถูกภาคทัณฑ์เป็นเวลา 5 ปีเต็ม อัยการและพ่อเขาวอนขอให้คำตัดสินอยู่ในความดูแลของแพทย์ และเจฟได้แสดงความต้องการอย่างจริงใจว่าต้องการรักษาโรคจิตให้หาย โดยรับทัณฑ์บนและรักษาตัวอยู่ในสถานบำบัด 1 ปี 
เมื่อพ้นโทษทัณฑ์บน เจฟได้พักกลับย่าอีกครั้ง และไม่นานเขาก็ได้เจอเหยื่อรายใหม่อีก แอนโทนี่ เชียร์ เกย์ผิวดำอายุ 24 ปี การลงมือไม่ต่างครั้งก่อน ๆ มากนัก เอาเงินมาล่อแล้วพาแอนโทนี่ไปถ่ายภาพเปลือยที่บ้านย่า(ย่ายังอยู่ในบ้าน) วางยาจนมึนเมาแล้วจับหักคอ ข่มขืนทวารหนักในขณะที่ศพกำลังอุ่นๆ อยู่และหั่นเป็นชิ้นทำลายหลักฐาน
แต่ครั้งนี้พิเศษหน่อย เขาตัดหัวของเหยื่อมาต้มในหม้อจนหนังหัวหลุดออก และนำมาทาสีให้เป็นสีเทา จากนั้นก็ตั้งไว้ดูเล่นในห้อง บางครั้งครึ้มอกครึ้มใจก็สำเร็จความใคร่กับหัวกะโหลกนั้นด้วย


14 พฤษภาคม 1990 เจฟ ดาห์เมอร์ย้ายกลับไปที่อพาร์ตเมนต์เดิมอีกครั้ง และมหกรรมสยองได้บังเกิดอีกครั้ง
แค่ 15 เดือน เขาเชือดคูร่วมนอนไปถึง 12 ศพ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม เฉลี่ยคือฆ่าคนสัปดาห์ล่ะครั้ง ในจำนวนนี้มีชายผิวขาว 1 คน ผิวดำ 3 คน ยุโรป 1 คน เอเชีย 1 คน อายุน้อยที่สุด 14 ปี มากที่สุด 31 ปี
เหยื่อส่วนใหญ่มักอาศัยในพื้นที่ที่ตำรวจเรียกว่าพื้นที่เสี่ยง เป็นที่ชุมนุมของเหล่าทรชนที่มีประวัติอาชญากรร้ายแรง อาทิวางเพลิง ล่วงละเมิดทางเพศ ข่มขืน หัวไม้ ฯลฯ


และนี้คือรายชื่อเหยื่อที่ดาห์เมอร์ฆ่าตลอดระยะ 15 เดือนที่ผ่านมา
เอ็ดเวิร์ด สมิธ มิถุนายน 1990
ริคกี้ ลี บีคส์ กรกฏาคม 1990
เออร์เนสท์ มิลเลอร์ กันยายน 1990
เดวิด โธมัส กันยายน 1990
เคอร์ติส สเตราห์เตอร์ กุมภาพันธ์ 1991
เออร์รอล ลินด์เซย์ เมษายน 1991
แอนโทนี่ ฮิวจ์ 24 พฤษภาคม 1991
โคเนรัค สินธโสภณ 27 พฤษภาคม 1991
แม็ท เทอร์แมอร์ 30 มิถุนายน 1991
เจอเรเมียห์ ไวน์เบอร์เกอร์ 5 กรกฏาคม 1991
โอลิเวอร์ เลซี่ย์ 12 กรกฏาคม 1991
โจเซฟ เบรดโฮ๊ฟท์ 19 กรกฎาคม 1991

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 1991 เขาสังหารเหยื่ออาทิตย์ละราย โดยใช้วิธีการเดิมๆ คือหลอกมาที่ห้องหมายเลข 213 ให้ดูวีดีโอลามกแบบรักร่วมเพศ จากนั้นก็วางยาในเครื่องดืมให้เหยื่อกิน พอเหยื่อมึนก็รัดคอด้วยมือเปล่าหรือไม่ก็ใช้เข็มขัดรัดจนตายคามือจากนั้นก็ลงมือข่มขืนศพแล้วสำเร็จความใคร่ให้น้ำกามรดลงไปบนศพ
วิปริตดีแท้
เหยื่อที่อายุน้อยที่สุดที่เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์  มีอายุเพียง 14 ปีเท่านั้นโคเนรัค สินธโสภณ ก็ไม่ใครที่ไหนเขาเป็นน้องชายของไกรสรที่เคยหนีรอดจากหน้ามือเขามานั้นแหละ เพียงแต่โคเนรัค สินธโสภณไม่โชคดีเหมือนไกรสรเท่านั้นเอง แต่ก็เกือบรอด ตอนที่ถูกวางยา เขาหนีสุดชีวิตออกมาออกมาได้ 

ในขณะที่เจฟฟรีย์ออกไปข้างนอกในสภาพสลึมสลือในฤทธิ์ยา
เวลา 02.00 แซมดร้า สมิธ ผู้เห็นเหตุการณ์โทรแจ้งตำรวจให้มาช่วย
"ช่วยส่งสายตรวจมาด่วน(บอกสถายที่รายละเอียด) มีเด็กชายวิ่งหนีอะไรบางอย่างไม่คิดชีวิต ดูคล้ายกับถูกทำร้ายและมีอาการบาดเจ็บด้วย"
เมื่อตำรวจ 3 นาย มาถึงดาห์เมอร์ก็ตามมา เขาอ้างว่าโคเนรัคเป็นแฟนเขาไม่มีอะไรร้ายแรง เพียงแค่ดื่มเหล้าและงอนออกเพี้ยนนิดหน่อยแล้วแก้ผ้าวิ่งโทงๆ ส่วนโคเนรัคถูกมอมยาจนให้การไม่ได้ เจฟฟรีย์ควักบัตรประจำตัวประชาชนให้ตำรวจดู ตำรวจเชื่อก่อนจะให้เจฟฟรีย์พาโคเนรัคกลับด้วยกัน ท่ามกลางความไม่พอใจของแซมดร้า สมิธ
แต่เพื่อความแน่นใจตำรวจตามประกบเด็กหนุ่มกับเจฟฟรีย์ เข้าไปในห้องพักของอพาร์ทเมนต์ เมื่อเปิดออกมามีกลิ่นเนาโซยมาแต่ไม่ใส่ใจ ทุกอย่างจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่มีการต่อสู้ เสื้อผ้าของโคเรรัคพาดอยู่บนโซฟา มีรูปถ่ายโคเนรัคในชุดบีกีนี่ตกอยู่สองรูป


เจฟดาห์เมอร์ยังคงออกล่าและสังหารเหยื่อต่อไป ร่างของเหยื่อจะถูกตัดออกเป็นชิ้นเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย ใส่ลงในอ่างน้ำ ผสม ทา ราดด้วยน้ำกรดและน้ำยาเคมี เนื้อถูกย่อยสลายส่งกลิ่นร้ายกาจเช่นเดียวกับกระดูกที่ถูกกัดจนเป็นสีดำกลิ่นน่าคลื่นไส้ จากนั้นก็เก็บมาดูเล่นเมื่อเบื่อก็นำชิ้นส่วนเหล่านั้นทิ้งไปยังโถส้วมหรือท่อระบายน้ำจนหมด  บางครั้งก็ผ่าแบะศพออกเป็นสองซีกราวกับชำแหละหมู มองดูอวัยวะภายใน และรู้สึกมีความสุขกับกลิ่นคาวและไออุ่นที่ระเหยออกจากภายในศพ
        นอกจากนี้ยังมีกะโหลกที่ถูกทาสีเทาและองคชาติที่ตัดออกมาจากศพที่ดองเก็บไว้ในขวดแก้วบรรจุยาฟอร์มัลดีไฮด์ ส่วนหัวที่ตัดออกเขาเอาไปต้มหม้อจนเปื่อยยุ่ย จากนั้นลอกเนื้อหนงให้เหลือแต่กะโหลกแล้วทำความสะอาดให้สวยงามเหมือนของเล่นพลาสติก
        เมื่อนานๆ เจฟฟรีย์เพิ่มความสุนทรีย์ยิ่งขึ้น และเพื่อความสะใจ เขาก็เริ่มกินศพ เริ่มคิดค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการฆ่าเหยื่อ เช่นใช้สว่านเจาะสมองแล้วเอาน้ำกรดราดบนสมอง แต่บางรายไม่ตายเพราะไม่ถูกส่วนสำคัญทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานชักเป็นเวลาหลายวันก่อนจะตาย
        ด้วยความรู้สึกเหล่านี้เจฟฟรีย์เริ่มเข้าสัทธิซาตาน เวลาว่างๆ เขามักเอาศพที่หั่นเป็นท่อนๆ มาวางรอบตัวเพื่อแสดงถึงอำนาจ
        "ไม่ต้องถามหรอกว่าพลังแห่งปีศาจอยู่ในโลกนี้หรือไม่ ผมถูกสิงสู่ด้วยพลังงานอำนาจแห่งปีศาจ ผมไม่แน่ใจหรอกน่ะว่าพระเจ้าและปีศาจมีจริงหรือไม่ แต่ผมคิดว่ามันคงสายไปแล้วที่จะมาใคร่ครวญ ผมต้องการเป็นผู้สร้าง ผมจะสร้างวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ในห้องพักของตัวเอง มีรูปเคารพกริฟฟรินและกะโหลกใสกำยานกลิ่นซาบซ่าต่อจิตใจเป็นเครื่องสักการะ เพื่อที่จะให้อำนาจและเงินทองไหลเทลงมา
        แต่ความฝันนี้ยุติลงจนกระทั้งเขาลงมือกับเหยื่อรายสุดท้ายพลาดเหยื่อคือ เทรซี่ เอ็ดเวิร์ดส์ ในคืนวันที่ 22 กรกฎาคม 1991 ดังกล่าว

หลังถูกจับกุม ดาห์เมอร์ได้ขึ้นศาล และพิจารณาคดี ในวันที่ 13 กรกฏาคม 1992
แต่ก่อนที่เจฟฟรีย์ ตำรวจมิลวอกี้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยระดับสุดยอด มีสุนัขดมกลิ่นหาวัตถุระเบิดทุกตารางนิ้ว ผู้เข้าในห้องพิจารณาต้องถูกตรวจร่างกายทุกคน
ที่นั่งห้องพิจารณาคดีมีทั้งหมด 100 ที่นั่ง แบ่งออกเป็น ผู้สื่อขาว23 ที่นั่ง พ่อและแม่บุญธรรมของเจฟฟรีย์(รูปบน)และญาติของฝ่ายเหยื่อ 34 ที่นั่ง ที่เหลือเปิดให้ประชาชนทั่วไปมารับฟัง โดยมีผู้พิพากษา ลอเรนซ์ ซี.แกรม จูเนียร์ และ จูเลียร์ ไมเคิล แม็คแคนส์ อัยการเขต
ทนายความของเจฟฟรีย์ได้หยิบยกว่าเจฟฟรีย์เป็นคนวิกลจริตไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่องมาใช้สู่กันในศาล และหาสาเหตุว่าอะไรดลใจให้ดาห์เมอร์ก่อเหตุฆาตกรรมน่ากลัวนี้ได้ ตำรวจสอบสวนรายหนึ่งกล่าวว่าดาห์เมอร์ฆ่าเหยื่อเพราะไม่ต้องการให้เหยื่อไปจากเขาแต่อัยการไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ไม่ได้บ้าแต่มีสติสมบูรณ์ และลงมือเหยื่ออย่างเลือดเย็น
ทนายฝ่ายจำเลยและอัยการต่างพยายามแถลงต่อศาลเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบจากคณะลูกขุน การโต้เถียงเป็นไปอย่างสนุกเผ็ดผัดราวกับโต้มัธยมศึกษา จนถึงขนาดมีการบรรยายเหตุการณ์ในห้องพิจารณ์คดีในวันที่สอง ไว้ว่า
        "ก่อนที่คณะลูกขุนจะเข้าสู่ห้องพิจารณาคดี ทนายจำเลยเปิดหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ฉบับหนึ่งอ่านพาดหัวข่าวเกี่ยวกับเจฟฟรีย์ด้วยเสียงอันดังลั่นว่า ฆาตกรกินคนแห่งมิลวอกี้ กินเนื้อเพื่อนร่วมห้องอย่างหน้าตาเฉย ทุกคนได้ฟังต่างพากันฮาหัวเราะตกเก้าอี้ โดยเฉพาะเจฟฟรีย์เขาหัวเราะจนตัวงอ แต่มองดูแล้วเขาหล่อเอาการแม้จะอยู่ในขณะที่หัวเราะ"
        ในวันวันที่ 29 มกราคม ปีค.ศ. 1992 มีการคัดเลือกคณะลูกขุนกับบุคลภายนอกอีกสองคน รวมแล้วประกอบด้วยชายผิวขาว 6 ท่าน สตรีผิวขาว 7 ท่าน และมีชายคนผิวดำแค่คนเดียวเท่านั้นในคณะลูกขุน ทำให้ญาติผู้ตายประท้วงจนเกือบก่อจารชนย่อย
        

ในวันตัดสินคดีวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1992 เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ได้แถลงคำต่อศาลก่อนที่พิพากษาจะอ่านคำตัดสิน เขาแสดงความเสียใจต่อญาติผู้ตายด้วยสีหน้าท่าทางสงบและเยือกเย็น ก่อนที่จะสรุปเป็นสำนวนของศาลจำนวน 4 หน้ากระดาษพิมพ์ ได้ว่า
"บัดนี้ทุกอย่างดำเนินมาจนถึงที่สุดแล้ว ณ วันนี้ มิใช่พยายามเอาตัวรอดจากความผิด ด้วยความจริงใจข้าพเจ้ามิเคยคิดถึงการได้รับอิสรภาพแม้แต่น้อย นี้เป็นการทำให้โลกรู้ว่าข้าพเจ้ากระทำการอะไรลงไป ข้าพเจ้ามิได้กระทำการลงไปเพราะความโกรธก็หาไม่.........
ข้าพเจ้าไม่เคยโกรธใคร ข้าพเจ้ารู้ดีว่าป่วยหรือไม่ก็โหด**ม ณ วันนี้ข้าพเจ้าตระหนักแล้วว่าข้าพเจ้าป่วยแพทย์บอกให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจว่าข้าพเจ้าได้ป่วยจริง และข้าพเจ้าได้สำนึกในความผิดอันร้ายแรงที่ข้าพเจ้าได้ก่อขึ้นทั้งหมดแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่อาจก่อกรรมทำเข็ญต่อผู้อื่นอีกต่อไป ข้าพเจ้าได้หวังว่าพระเยซูเจ้าจักได้ทรงให้อภัยต่อบาปที่ข้าพเจ้าก่อมาทั้งหมด ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องอะไรอีกต่อไปแล้ว........."
ผลสุดท้ายผู้พิพากษาตัดสินว่าดาห์เมอร์ผิดจริงจากจำนวนเหยื่อ 15 ราย (เชื่อกันว่าตัวเลขเหยื่อจริง ๆ สูงกว่านี้) หลังจากนั้น 2 วัน บรรดาญาติของเหยื่อต่างรอกันประหารชีวิตดาห์เมอร์ แต่กฎหมายของรัฐวิสคอนซินไม่มีการลงโทษประหารชีวิต ดาห์เมอร์ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 957 ปี
        ในเวลาต่อมา เจฟฟรีย์ ได้ถูกส่งตัวไปคุมขัง ณ ทัณฑสถาน โคลัมเบีย ในพอร์เทจ วิสคอนซิน
ดาห์เมอร์กล่าวภายหลังว่าเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้ทำเรื่องน่ากลัวเหล่านั้นได้ จิตแพทย์กล่าวว่าเขาอาจเป็นคน 3 บุคลิก อันเกิดจากความรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่มั่นคงในวัยเด็ก
25 พฤศจิกายน 1994  เวลา 9.11 น.
นักโทษชายเจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ กำลังก้ม ๆ เงย ๆ ทำความสะอาดห้องน้ำใกล้กับโรงยิมออกกำลังกายร่วมกับนักโทษชายสองคนคือเจสซี่ แอนเดอร์สัน นักโทษในคดีฆ่าเมียตนเองและป้ายความผิดไปให้คนผิวดำ กับคริสโตเฟอร์ สคาร์เวอร์ นักโทษผิวดำในคดีฆ่าคนตายโดยเจตนา คิดว่าตนเองคือพระเจ้า
ในขณะที่เจฟฟรีย์กำลังเมื่อเงยหน้าแว่บหนึ่งเขาก็เห็นแท่งเหล็กที่ถอดจากเครื่องออกกำลังกายพุ่งเข้ามาหา มันทิ่มเข้าไปในกะโหลกศีรษะเต็มแรงด้วยน้ำมือของนักโทษคู่อริคริสโตเฟอร์ สคาร์เวอร์ที่เขาโกรธแค้นที่เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ฆ่าเหยื่อผิวดำ เจฟฟรีย์นอนแนบไปกับพื้นกะโหลกศีรษะยุบเลือดท่วมหน้า เขาทนพิษบาดแผลไม่ไหวตายคาที่
สิ้นสุดกันที่เกย์โหด
      เรื่องราวความเป็นมาของ เจฟฟรีย์ นั้นเริ่มต้นจากความวิปลาสและจบชีวิตลงอย่างวิปริต มันคือฝันร้ายของฆาตกรหน้าหยกที่ในที่สุดก็ถูกฆ่าอย่างทารุณด้วยการ "ถูกสอดด้ามไม้กวาดยาวเกือบ 3 ฟุต ทะลวงเข้าทวารหนัก" พร้อมกระหน่ำตีด้วยด้ามเหล็กเครื่องออกกำลังกายจนสมองแหลกเหลวและทำให้เขา "ตายคาที่" ลมหายใจของ เจฟฟ์ ดับสูญไปแล้ว 

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: WHYmanRadio
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
3 VOTES (3/5 จาก 1 คน)
VOTED: amzabzaa
 
เปิดประวัติ : Jeffrey Dahmer ‘เกย์ - กิน - คน’
กระทู้ที่มีคอมเม้นต์ล่าสุด
สิว..บอกอะไรเราได้บ้าง
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

ด่วน มติจากแม่น้ำ4 สาย ลงดาบหนัก ยุบทิ้งวินมอไซค์ ซอยอุดมสุข

รวมภาพฮาๆ แบบ “ไทยสไตล์” ที่จะทำให้คุณอมยิ้ม

สาวกลุ้มใจ!! อายุ 23 มีแต่คนบอก…เหมือน ‘เด็กมัธยม’

ส่องรายได้ค่าตัว ปุ๊กกี้ ชาลาล่า ก่อนถูกจับ

เปิดเส้นทางถนนที่ หนัง Fast9 เลือกถ่ายที่กระบี่

ผลงานศิลปะบอดี้เพ้นท์ ที่ทำออกมาได้อย่างเหมือนจริงและกลมกลืนจนแทบดูไม่ออก

ยังเจอดาราอีกคน ชาวบ้านเผยเห็นเข้าออกบ่อย

ความยุติธรรมอยู่ที่ใคร! ภาพการ์ตูนเสียดสีบทบาท “ผู้นำ” แต่ละประเทศ

ด่วน เครนคอนโดถล่มใส่รร.อัสสัมชัญ นักเรียนเจ็บอื้อ

สวยเริ่ด! ชมพู่ อารยา ลุคสวยอินลอนดอน

สุดยอด!! คันแรกในไทย 'เสี่ยเมืองจันท์'ถอยกระบะเบนซ์ รุ่นท๊อป ขนทุกเรียนขาย

สุดประทับใจ คุณตาวัย 70 ประดิษฐ์บ้านกระปุกออมสินขาย หาเงินส่งหลานเรียน!!
Bella Hadid @ Vogue España June 2019AngelaBaby @ Grazia China May 2019Pic Post ของฉัน (NEW:2019) // สะดุดรักเพราะยิ้มเธอ 80PicPostของฉันNEW:2019)}ธารารัตน์{เลิกคุยทั้งอำเภอเพื่อเธอคนเดียว 358
10 หนังสยองขวัญ พล็อตแปลกโคตรอินดี้!!10 หนังที่คนเอาไปทำตาม จนเกิดเรื่องน่ากลัว10 หนังจับคนมาทำอะไรสุดแปลก!![Zombie] ซอมบี้ กับเหตุผลที่อาจทำให้เกิดขึ้นจริง!!?

ตั้งกระทู้ใหม่