หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter ดาวน์โหลดรูปจาก IG
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

คุณหนูภูมิใจกับชาวสวน

บอร์ด นิยาย เรื่องเล่า เนื้อหาโดย Niffy

ตอนที่ 1  วันที่ฟ้าลิขิต

 

สิ่งหนึ่งที่เก็บเป็นความลับเสมอมา คือไม่สามารถบ่งบอกสถานะความจริงได้ ก็คือการที่เคยเป็นผู้มีอันจะกิน  คุณหนูอย่างผม มันก็กลายเป็นอดีตไปซะแล้ว ความสุข ความสบายที่เคยมี ในวันนี้ มันไม่เหลือเลยแม้แต่เงา วันนี้ วันที่ต้องอยู่กับความเป็นจริง คือเราก็เป็นแค่คนจนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แต่ละก้าวที่เดิน ต้องเก็บความอ่อนแอไว้ภายใน เรียกได้ว่า มันไม่มีเวลาจะอ่อนแอ เวลานี้ นาทีนี้ ต้องเข้มแข็งเท่านั้น ถึงจะรอด

 

“คุณหนูแน่ใจหรอครับ ว่าจะทำงานนี้ นี่เราก็สมัครมาหลายที่แล้วนะครับ คุณหนู ไม่เห็นมีใครรับเลยซักคน พี่ว่า คุณหนูไปทำงานในเซเว่น หรือ อะไรอย่างอื่นดีกว่าครับ อย่างน้อยก็สบายกว่านี้เยอะ” พี่เอส   พี่ชาวสวนที่ผมสนิทด้วยมากที่สุดเป็นคนพูด พี่เอส อยู่เคียงข้างผมมาตลอด และความจริง ที่หนีรอดตายมาได้ ก็เพราะพี่เอสนั่นแหละครับ

 

“และจะเอาหลักฐานอะไรไปยื่นละครับ วุฒิการศึกษาอะไรก็ไม่มีซักอย่าง เราก็ไม่มีเวลาเตรียมตัว อย่าว่าแต่เอกสารอะไรพวกนั้นเลย เอาแค่เอาชีวิตรอดออกมา ภูมิใจก็ว่าเราเก่งและครับ” ผมพูดตามความเป็นจริง แต่พี่เอสสิครับ พอได้ฟังถึงกับคอตก

 

“ไอ้เ...้ยพวกนั้นมันทำกับพ่อแม่คุณหนูได้  ไม่นึกถึงข้าวแดงแกงร้อนที่เคยกิน คนทรยศหักหลัง ดูสิ คุณหนูของผมต้องมาลำบากแบบนี้เลย” คำพูดก่นด่าพี่เอส ยิ่งทำให้ผมย้ำกับตัวเองว่าทำไมเมื่อก่อน ไม่เคยคิดเลยว่าคนที่เราไว้ใจ จะทำกับเราได้ถึงขนาดนี้ นี่เราโง่ขนาดนั้นเลยใช่มั้ย หรือว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นคนเลว ถึงได้เจออะไรแบบนี้ เลยได้แต่ก้มหน้าไม่โต้ตอบ แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ ต้องหาที่ซุกหัวนอนให้ได้ นอนที่ลำบาก กว่ายังดีกว่านอนข้างถนน

 

“เอ่อ คุณหนู พี่ขอโทษนะครับ  นี่แนะ ไอ้เอสมันปากหมา” และพี่เอสก็เอามือตบปากตัวเอง

 

“พี่เอส ตบปากตัวเองทำไมครับ ภูมิใจยังไม่ได้ว่าอะไรเลย เดินต่อดีกว่าครับ ใกล้ถึงแล้ว วันนี้ยังไงก็ต้องได้งานให้ได้ ดีกว่าต้องนอนข้างทาง” และแล้วก็ถึงประตู มีคนงานชายคนหนึ่งยืนอยู่พอดี

 

“พี่ชาย ที่นี่รับคนงานมั้ย” พี่เอสถาม แต่คำพูมันอาจดูห้วนไปนิด  ชายผู้นั้นเลยมองออกมาอย่างไม่เป็นมิตร

 

“พี่ชายครับ ที่นี่รับสมัครคนงานรึเปล่าครับ เราทำได้ทุกอย่างเลยนะครับ ทำสวน  ตัดหญ้า ล้างห้องน้ำ” ผมพูดไปทั้งหมดเท่าที่ผมจะบอกได้ ยังไง ผมต้องมีที่นอนให้ได้คืนนี้ คืนอื่นค่อยว่ากัน

 

“คุณหนู” พี่เอสหันมาบอกกับผม

 

“ไม่รับ ๆ  ๆ ไปที่อื่นไป ชิ้ว” ชายคนนั้นไล่พวกผมอย่างกับหมา

 

“เฮ้ย นี่มันไล่หมาเลยนะ ไม่รับก็ไม่รับดิ ทำไมไล่กันแบบนี้ ไป คุณหนู กลับ” เฮ้ย พี่เอสชักทำเสียเรื่องและ

 

“พี่เอส หยุดพูดสิ พี่ชาย พี่ชายทบทวนอีกซักทีนะครับ พวกผมทำได้ทุกอย่างจริง ๆ นะครับ พี่ชาย ขอโอกาสซักครั้งเถอะครับ ผมจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้เลย”

 

“โฮะ ไอ้เด็กนี่ พูดไม่รู้ฟัง มันเต็มแล้วโว้ย และหน้าตาดูสำออยขาวจั๊วะซะขนาดนี้ จะทำอะไรเป็น เป็นตุ๊ดรึเปล่าก็ไม่รู้ ดูผิวดีอย่างกะผู้หญิง”

 

“เฮ้ย มึงอย่ามาว่าคุณหนูข้านะ”

 

“เฮ้ย พี่เอส หยุดดิ พี่ชายอย่าไปฟังนะครับ พี่ชายผมมันชอบพูดเพ้อเจ้อ   และนี่เลิกเรียกว่าคุณหนูซักทีได้แล้ว”

 

“นี่มึงช่วยไปทะเลาะกันไกล ๆ ดิ ที่นี่เค้าไม่รับตุ๊ด หรือว่ามึงอยากตูดบานก็เข้ามาเลย เดี๋ยวพวกกูจัดให้”

 

“อะไรกัน”  อยู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากไกลๆ

 

“ดูดิครับ พ่อเลี้ยง ไอ้สองตัวเนี่ย มันมาของาน ผมบอกว่าเต็ม ๆ  มันก็ไม่ยอมฟัง” ชายสูงโปร่งหล่อมากเดินตรงเข้ามา ดูท่าทางจิตใจดี ไม่ได้คมเข้มโหดร้ายเหมือนคนงานเลยแม้แต่นิด พอทันทีที่ผมเห็นพ่อเลี้ยง ผมก็คุกเข่าที่หน้าประตูเลยทันที

 

“เมตตาเราด้วยนะครับ พ่อเลี้ยง เราต้องการงานจริง ๆ นี่เราก็หามาหลายที่แล้ว ยังไม่มีใครรับซักทีเลย ถ้าที่นี่ไม่รับ ผมต้องนอนข้างถนนแน่เลย พ่อเลี้ยงให้โอกาสผมนะครับ ผมไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ”  ผมได้แต่นั่งคุกเข่าเกาะที่ประตูรั้ว ทำอย่างไรก็ได้ให้พ่อเลี้ยงสงสารผมมากที่สุด

 

“เอาหละ เอาหละ อยากทำงานก็เข้ามา”                              

 

“แต่ว่า พ่อเลี้ยง......” ชายคนนั้นพยายามแย้งเพื่อไม่ให้ผมได้งาน แต่ผมก็จำเป็นที่จะต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้งานที่นี่เหมือนกัน เลยตัดสินใจก้มลงจะกราบ แต่ยังไม่ที่มือจะแตะพื้น พ่อเลี้ยงก็แย้งขึ้นมาทันทีเหมือนกัน

 

“เอาหละ ไม่ต้องกราบแล้ว ชั้นรับเธอเข้าทำงานแล้ว นายต๊อบ เปิดประตู ส่วนพวกเธอสองคน ตามฉันมาที่ออฟฟิศ” พวกผมสองคนโคตรดีใจที่วันนี้เรามีที่ซุกหัวนอนแล้ว  ส่วนนายต๊อบเปิดประตูให้โดยที่ไม่เต็มใจ

 

“ครับ ๆ พ่อเลี้ยง ขอบคุณมากเลยครับ บุญคุณครั้งนี้ ภูมิใจจะไม่ลืม”  ด้วยความที่ดีใจ ผมค่อย ๆลุกขึ้น และดันเผลอหลุดปากเรียกชื่อตัวเองออกมา พี่เอสมองหน้า เพราะเราตกลงว่าจะเรียกผมว่าภูมิอย่างเดียว เพราะบอกชื่อผมทั้งเชียงราย   ใคร ๆ ก็รู้จัก

 

“เมื่อกี้เธอว่า เธอชื่ออะไรนะ” พ่อเลี้ยงถาม ชิบหายและ ถ้ารู้จักและส่งกลับบ้าน ก็เท่ากับกลับไปตายสถานเดียว

 

“ภูมินะครับพ่อเลี้ยง  ผมเห็นมันดูธรรมดาเกินไป ก็เลยเติมเอาเองนะครับ”

 

“หรอ ไอเดียดีนี่ คือชื่อเธอมันบังเอิญมันไปซ้ำกับเด็กคนนึง ที่ฉันเคยเจอมานานและ ป่านนี้น้องเค้าคงโตแล้วมั้ง อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอแหละ”

 

“แหม ผมคิดว่าผมเองตั้งชื่อได้เท่สุดแล้วนะ มีคนซ้ำด้วย” ผมเปรยขึ้นมา

 

“ไอ้น้องผมคนนี้มันชอบเพ้อเจ้อนะครับ ชื่อนี่มันก็ตั้งของมันเอง ไอ้ภูมิ เอ็งก็อย่าเพ้อให้มันมากนัก  เอ็งชื่อภูมิก็คือภูมิเฉย ๆ มันต้องกระแดะมาชื่อภูมิใจ”

 

“อ้อ นี่น้องนายหรอ หน้าตาไม่เหมือนกันเลย” พ่อเลี้ยงแย้งอีกประเด็นหนึ่งแล้ว คราวนี้จะแก้ตัวว่าไงดี

 

“ไอ้ภูมิมันเหมือนแม่นะครับ พ่อเลี้ยง” พี่เอสเป็นคนกล่าว

 

“อ่อ งั้นหรอ ก็ดีเนอะ น่ารักดี” พ่อเลี้ยงบอกกับผม ฮะ น่ารัก มอมแมมอย่างงี้เนี่ยนะ น่ารัก

 

“นี่พวกมึงจะคุยกันอีกนานมั้ย พ่อเลี้ยงเค้าเมื่อย” พี่ต๊อบเป็นคนพูด

 

“นี่นายด่าฉันหรอ นายต๊อบ” พ่อเลี้ยงหันไปทางพี่ต๊อบ

 

“ปะ ปะ ปะ เปล่าครับ พ่อเลี้ยง ผมด่าไอ้สองคนนี่ต่างหาก ชวนพ่อเลี้ยงคุยอยู่ได้”

 

“ฉันชวนพวกเค้าคุยต่างหาก นายมีอะไรก็ไปทำไป”

 

“ครับ พ่อเลี้ยง” พี่ต๊อบพูดเสียงอ่อยและก็เดินไปด้วยท่าทีสงบ แต่ผมว่า พี่ต๊อบเนี่ยแหละ ศัตรูหมายเลขหนึ่ง นี่ถ้าอยู่ในสวนของผม คงจัดการด้วยสายตาไปแล้ว เพราะแค่ผมมองด้วยสายตา พวกคนงานในสวนก็เกรงใจกันหมดแล้ว แต่ตอนนี้จะทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะสถานะของผมก็คือพวกคนงานเหมือน ๆ กัน ขืนไปมองหน้าหรือทำอะไรแบบเมื่อก่อน มีหวัง อยู่อย่างทรมารแน่ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คืออดทน และพ่อเลี้ยงก็เดินนำผมไป คุยกับผมไปด้วยโดยพี่เอสเดินตามหลัง อาจจะด้วยความเคยชินที่พ่อแม่ผมจะบอกเสมอว่า ลูกน้องไม่ควรเดินเสมอเจ้านาย

 

“ฉันถามอะไรหน่อยสิ ทำไมถึงอยากมาสมัครงานที่นี่” พ่อเลี้ยงหันมาถามผม คำถามนี้เป็นคำถามธรรมดาที่เจ็บปวดมากในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าตอบความจริงไปทั้งหมด มันก็คงไม่ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือต้องสร้างเรื่องให้ดูน่าสงสารที่สุด และให้พ่อเลี้ยงเห็นใจ แต่ผมก็จะไม่เรียกร้องอะไรหรือเห็นใจในส่วนของตำแหน่งงาน และต้องแสดงท่าทีที่เข้มแข็ง จะไม่ร้องไห้ออกมาให้พ่อเลี้ยงเห็นเด็ดขาดทั้งที่ตอนนี้อยากจะร้องให้แทบขาดใจ ผมต้องลืมว่าการร้องไห้คือต้องทำอย่างไรไปชั่วขณะ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญในตอนนี้คือต้องมีสติ สติเท่านั้นที่จะช่วยให้เรารอด พอคิดได้ผมก็ก้มหน้า และเงยหน้าตอบพ่อเลี้ยงไปว่า

 

“จริง ๆ แล้วตอนนี้ ครอบครัวของเราลำบากมากครับ บางวันต้องอดมื้อกินมื้อ เราจนครับ พ่อเลี้ยง ผมเลยต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยเหลือพ่อแม่ และที่ซ้ำร้ายคือ..... คือที่เราต้องหางานให้ได้ภายในวันนี้ คือ...” คืออะไรดีวะ ภูมิใจ คิดดิ ส่วนพี่เอสหรอครับ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยครับ เดินฟังผมเพลินเลย

 

“คือเมื่อคืน บ้านของเราไฟไหม้ครับ ของที่พอจะเอามาได้ก็แค่กระเป๋าใบนี้ ส่วนเอกสารต่าง ๆ เอาออกมาไม่ได้ครับ ติดอยู่ในบ้าน นั่นแหละครับ คือเหตุผลที่ว่าทำไม ผมถึงอยากมาสมัครที่นี่”  ผมสังเกตุพ่อเลี้ยงฟังก็มีแววตาที่ดูเห็นใจผมอยู่ไม่น้อย พอพูดเสร็จ ก็ถึงที่ออฟฟิศพอดี พ่อเลี้ยงไขประตูเปิดไฟและเข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงาน

 

“ที่เธอเล่าเป็นเรื่องจริงมั้ย” พ่อเลี้ยงถามในขณะที่ลากเก้าอี้นั่ง พ่อเลี้ยงยิงคำถามแบบนี้ทำให้ผมใจสั่นระรัวเพราะความกลัวครับ แต่ก็อย่างว่าหละครับ นาทีนี้สติเท่านั้น ที่จะทำให้เรารอด

 

“จริงสิครับ ผมจะไปแต่งเรื่องเพื่อโกหกพ่อเลี้ยงทำไม พวกผมไม่มีที่ไปแล้วจริง ๆ ส่วนถ้าพ่อเลี้ยงไม่เชื่อในความจริงที่ผมพูด พวกผมก็คง....” ผมได้แต่ก้มหน้า น้ำตามันจะไหลออกมาแล้ว อันนี้ไม่ใช่แสดงนะครับ แต่มันคือเรื่องจริง ที่ผมแทบไม่ไหวแล้ว พี่เอสเห็นสภาพผมก็เลยเสริม

 

“ไอ้ภูมิมันน่าสงสารครับ พ่อเลี้ยง มันเรียนดีนะครับ แต่ก็ไม่ได้เรียน มันทำสอบได้เกือบเต็มทุกวิชา และมันก็เป็นตัวแทนพูดภาษาอังกฤษน่าห้องเรียนด้วยนะครับ..” ผมหันไปมองทางพี่เอสบอกทางสายตาว่าอย่าบอกอะไรไปมากกว่านี้ เดี๋ยวพ่อเลี้ยงก็รู้จนได้ว่าผมเป็นใคร

 

“แต่ก็อย่างว่าหละครับ เรามันจน ก็เลยมีโอกาสได้เท่านี้”

 

“ไม่น่าหละ คำพูดคำจาของเธอถึงได้ดูเป็นผู้ใหญ่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป  ฉันถึงถามไง ว่าที่เธอพูดมันเป็นความจริงมั้ย” ผมได้ยินแล้วก็โล่งอก นึกว่าจะโดนจับได้ซะแล้ว

 

“ฉันตกลงรับเธอสองคนเข้าทำงานอย่างเป็นทางการและ เธอเอาเอกสารบางอย่าง อย่างเช่น บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านมาวางไว้บนโต๊ะแล้วกัน” ชิบหายและ เอาให้ ก็รู้ความจริงสิ พอรู้ความจริงก็ต้องส่งกลับสวน ผมก็ตายนะสิ

 

“เอกสารสำคัญต่าง ๆ เราหยิบออกมาไม่ทันจริง ๆ ครับ เราเอามาได้แต่เพียงเสื้อผ้า และของจำเป็นเท่านั้น”  ผมพูดด้วยเสียงเรียบเฉย ลุ้นนาทีต่อนาทีว่าพ่อเลี้ยงจะพูดยังไงต่อ สรุปคือพ่อเลี้ยงถอนหายใจ

 

“เฮ้อ อันที่จริงทางสวนของเราก็ยังไม่อยากรับคนงานแบบที่นายต๊อบเค้าพูดนะ แต่ฉันเห็นสภาพเธอสองคนแล้วก็อดสงสารไม่ได้ เพราะฉันเองก็ไม่ได้เป็นคนใจร้าย เธอเป็นเพื่อนมนุษย์ เวลาเดือดร้อน เพื่อนมนุษย์ก็ควรช่วยเหลือ แต่ ถ้าฉันจับได้ ว่าสิ่งที่พวกเธอกล่าวมาคือเรื่องโกหก โทษคือ ไล่ออกสถานเดียว และยังต้องถูกดำเนินคดีด้วย เพราะฉันเอง ก็รู้จักนายตำรวจอยู่หลายคน พวกเค้าไม่เอาเธอไว้แน่ เธอลองคิดดูนะ บัตรประชาชนก็ไม่มี ทะเบียนบ้านก็ไม่มี ถ้าทางกฏหมายเล่นงาน ฉันก็โดนไปด้วย หวังว่าเธอสองคนจะเข้าใจนะ และก็คงไม่โกรธที่ฉันต้องพูดแบบนี้”

 

“ผมจะไม่โกรธผู้ที่มีบุญคุณกับผมหรอกครับ เรื่องที่ผมพูดเป็นเรื่องจริงครับ พ่อเลี้ยงให้งาน ให้ที่กินที่อยู่ ผมจะไม่อกตัญญู หรือหวังผลประโยชน์แอบแฝงอะไรจากที่นี่แน่นอนครับ”

 

“ดี ทำให้ได้อย่างที่พูด  เมื่อกี้เห็นพี่ชายเธอบอกเก่งภาษาอังกฤษหรอ”

 

“ก็พอประมาณครับ พอไปได้  ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ผมชอบครับ”

 

“ถ้าอย่างนั้นเธอสนใจเข้ามาทำงานในออฟฟิศที่นี่มั้ยหละ  ในนี้มีห้องนอนให้ด้วยนะ เธอก็จะได้ไม่ต้องไปทำงานในสวน ฉันดูลักษณะท่าทางเธอ ไม่น่าจะไหว งานในสวนหนักนะภูมิใจ เธอจะไหวหรอ  ข้อดีของการทำงานในออฟฟิศคือหนึ่ง เธอจะได้เงินเพิ่มขึ้น ข้อสอง เธอก็ไม่ต้องเจอนายต๊อบ นายต๊อบที่เธอเห็นที่หน้าประตูนั่นนะ เค้าเป็นหัวหน้าคนงาน ดูท่าทาง เค้าไม่ค่อยชอบขี้หน้าเธอนี่”

 

“เอ่อคือ.........” ผมหันไปทางพี่เอส ถ้าผมตัดสินใจทำงานในออฟฟิศ เท่ากับผมเห็นแก่ตัวโดยปริยาย ซึ่งผมจะไม่ทำ

 

“เธอยังไม่ต้องให้คำตอบภายในวันนี้ พร้อมเมื่อไหร่ ก็ค่อยมาบอกฉัน สวนที่นี่ เรามีไม้ดอกไม้ประดับที่มาจากต่างประเทศเยอะ และไหนจะต้องโต้ตอบกับลูกค้าทางอีเมล หรือทางกรุปทัวร์จากต่างประเทศที่มาที่นี่อีก ซึ่งฉันบอกตามตรงว่าคนงานของเราไม่ค่อยจะเก่งเรื่องภาษา ฉันจึงอยากให้เธอมาช่วยงานตรงนี้ และฉันก็หวังว่าเธอจะมาทำ พร้อมเมื่อไหร่ก็บอกฉันแล้วกัน แต่เร็วก็ดี เพราะนี่ก็จะใกล้มีกรุปทัวร์มาแล้ว”

 

“ครับ พ่อเลี้ยง”

 

“ส่วนเรื่องที่พัก ฉันจะให้นายต๊อบพาไปที่เรือนคนงาน”

 

“ครับ พ่อเลี้ยง” พอพ่อเลี้ยงพูดเสร็จ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินลงมาจากบันได แต่คนนี้ ไม่ใช่พี่ต๊อบ แต่เป็นผู้ชายอีกคนหนึ่ง ท่าทางสูงโปร่ง หน้าตาดูตี๋ ๆ  หากแต่คมเข้มด้วยไรหนวดบาง ๆ ตามแบบฉบับชาวสวนชาวไร่ แต่พี่เค้าดูดีมาก ดูเท่ ไม่เหมือนชาวสวนทั่ว ๆ ไป ผมว่าพี่คนนี้ ควรจะเป็นหัวหน้าคนงานแทนนายต๊อบอะไรนั่นมากกว่า

 

“สวัสดีครับ พ่อเลี้ยง” พี่คนนั้นไหว้พ่อเลี้ยง

 

“ไหว้พี่เค้าซะสิ เผื่อต่อไปเธอจะได้ทำงานกับเค้า พี่คนนี้ เค้าชื่อพี่ปกรณ์ เป็นหัวหน้าพนักงานที่นี่ทั้งหมด แต่เธอจะต้องเรียกพี่เค้าว่าคุณปกรณ์ เพราะเค้าไม่ใช่คนงาน เค้ามีตำแหน่งเทียบเท่ากับผู้จัดการของที่นี่ คนที่เรียกว่าพี่ได้ คือเจ้านายเท่านั้น เข้าใจมั้ย เธอจะห้ามเรียกเค้าว่าพีเด็ดขาด”  

 

“เข้าใจครับ พ่อเลี้ยง” ผมตอบอย่างเด็กที่ต้องแสดงท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะเราเป็นคนที่มาใหม่ ว่าแล้วพ่อเลี้ยงอธิบายเสร็จก็โทรหานายต๊อบ แต่ดูเหมือนว่านายต๊อบจะไม่รับสาย

 

“ดูสิ นายคนนี้ โทรไปก็ไม่ยอมรับสาย แย่จริง ๆ”

 

“คนสวนใหม่หรอครับ พ่อเลี้ยง” คุณปกรณ์พูดกับพ่อเลี้ยงเสร็จก็หันมาทางผม

 

“ใช่ เนี่ย ดูสิ โทรไปนายต๊อบก็ไม่รับสาย ว่าจะให้มารับไปเรือนคนงานซักหน่อย นี่ก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย”

 

“เดี๋ยวยังไง ผมพาไปก็ได้ครับพ่อเลี้ยง”

 

“ยังไงรบกวนปกรณ์หน่อยนะ พาสองคนนี้ไปส่งที่เรือนคนงาน”

 

“ครับ พ่อเลี้ยง ปะ ตามมา” คุณปกรณ์กล่าวกับผมและพี่เอส  จากนั้น พวกผมก็ไหว้พ่อเลี้ยงเป็นการล่ำลา ในใจตอนนี้ดีใจ แต่อีกใจหนึ่งก็กังวลว่าจะทำอะไรยังไงกับตำแหน่งชาวสวนที่ได้รับมาสด ๆ ร้อน ๆ  แต่ยังไงชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไปให้ได้ บอกกับตัวเอง ว่าเราต้องเข้มแข็ง

......................................................................................................................................................................

 

“คุณ.........ไอ้ภูมิ เอ็งนั่งข้างหลัง เดี๋ยวข้านั่งข้างหน้าเอง”  เกือบแล้วมั้ยละ พี่เอส เดี๋ยวก็ความแตกหรอก ผมเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างหลัง ส่วนพี่เอสนั่งข้างหน้าข้างคุณปกรณ์

 

“ว่าไงเรา นึกยังไงมาสมัครเป็นชาวสวน ดูท่าทางหน้าตาอย่างกะลูกผู้ดีมีกระตังค์” คุณปกรณ์หันมาถามแกมยิ้มให้ผม

 

“ตอนนี้ทางบ้านผมกำลังเดือดร้อนครับ มีงานอะไรก็ต้องทำไปก่อน” ผมบอกกับคุณปกรณ์

 

“บ้านเราไฟไหม้ครับ คุณปกรณ์ เราก็ต้องหางานให้เร็วที่สุด” พี่เอสเสริม  คุณปกรณ์หันมา

 

“โห น่าเห็นใจ ยังไงก็สู้ ๆ นะ ฉันเป็นกำลังใจให้”

 

“ขอบคุณครับ คุณปกรณ์”  ผมขอบคุณคุณปกรณ์ตามมารยาท

 

“ไอ้ภูมิมันอาพับครับ เรียนก็เก่ง ได้เกรด 4 เกือบทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ แต่ไม่มีโอกาสได้เรียน”

 

“อ้าวหรอ งั้นเธอก็ไม่ต้องไปเรือนคนงานแล้วสิ”

 

“ทำไมหรอครับ คุณปกรณ์” ผมไม่เข้าใจจริง ๆ

 

“ก็เธอจะต้องมาช่วยงานฉันยังไงหละ ถามได้  เมื่อกี้เห็นพ่อเลี้ยงยังเปรย ๆ อยู่เลย งานในออฟฟิศนะ สบายกว่างานในสวนหลายเท่าเลยนะ ยิ่งมีความรู้ภาษาอังกฤษนี่ ช่วยงานฉันได้เยอะเลย เพราะที่นี่มีกรุปทัวร์จากต่างประเทศมาเยอะ ไหนจะต้องโต้ตอบจดหมายทางอีเมลกับลูกค้าชาวต่างชาติอีก เอาตรง ๆ เลยนะ ทางเรานะ ไม่อยากรับคนงานใหม่หรอก ตอนนี้ เพราะมันมีเยอะแล้ว แต่คนที่มีสกิลทางภาษาอังกฤษต่างหาก ที่เราต้องการ เพราะมันขาด ส่วนคนในพื้นที่ เค้าก็ไปทำงานในเมืองกันหมด ไม่อยากสบายหรอน้อง” คุณปกรณ์อธิบายมาซะยาวเลย สงสัยคงอยากให้ผมไปช่วยงานที่ออฟฟิศจริง ๆ แต่ก็อย่างที่บอก ผมจะเห็นแก่ตัวทิ้งพี่เอสไปได้อย่างไร

 

“ก็สนใจอยู่ครับ แต่เดี๋ยวขอเวลาผมตัดสินใจอีกซักหน่อยครับ คุณปกรณ์” ผมตอบคุณปกรณ์

 

“นี่ ไม่ต้องคุณปกรณ์มันซะทุกคำก็ได้” 

 

“ไม่ได้หรอกครับ คุณปกรณ์ เมื่อกี้พ่อเลี้ยงยิ่งกำชับอยู่ ถ้าขืนพ่อเลี้ยงรู้นะ เอาผมตายเลย”

 

“เอาไว้เรียกตอนอยู่ต่อหน้าคนงานเยอะ ๆ แล้วกัน พ่อเลี้ยงนะ แกก็ดูเฮียบไปอย่างนั้นแหละ แต่ใจจริง เป็นคนจริงใจและใจบุญมาก แกช่วยเหลือชาวบ้านหลายคนแล้วนะ ในระแวกนี้นะ และสวนหลาย ๆที่พ่อเลี้ยงแกก็ช่วยเหลือมา ว่าแต่ คุยกันมาตั้งนานและ นายสองคนชื่ออะไรกันหละ”

 

“ผมชื่อเอสครับ ส่วนน้องผมมันชื่อไอ้ภูมิ” พี่เอสพูดทำเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแล้วรถก็ถึงหน้าเรือนคนงาน

 

“ขอบคุณนะครับ คุณปกรณ์ ภูมิใจไปแล้วนะครับ” เฮ้ย ผมหลุดปากอีกแล้ว ก็มันชินนี่ครับ

 

“ว่าไงนะ ภูมิใจ ภูมินี่คือมาจากคำว่าภูมิใจ นี่น้องชื่อภูมิใจหรอกหรอ”

 

“ไอ้ภูมิ กูบอกแล้วว่าเอ็งอย่าพูดชื่อที่เอ็งตั้งขึ้นเอง มันดูกระแดะ” พี่เอสทำเป็นด่าผม

 

“นายก็ไปดุน้อง ชื่อเพราะดีออก ภูมิใจ ชื่อน่ารักดี เหมือนเจ้าของ พี่ชอบ” ตรงคำว่าพี่ชอบ คุณปกรณ์หันมามองหน้าผม ส่วนผมก็ยิ้มเฝื่อน ๆ  พอเสร็จแล้วก็ไหว้ล่ำลาคุณปกรณ์ และก็เดินไปที่เรือนคนงาน พอก้าวเท้าลงมา ก็เจอพี่ต๊อบและพวกอีกสี่ห้าคนยืนต้อนรับด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ ผมพยายามนิ่งที่สุด ไม่กระโตกกระตาก เดี๋ยวจะโดนแกล้งเอา เพราะผมก็ต้องการอยู่ที่นี่อย่างสงบ ไม่อยากอยู่อย่างทรมาร  ผมเลยทำท่าทางที่ไม่ก้าวร้าว ผมไหว้สวัสดีพี่ต๊อบเค้า

 

“ห้องนอนไปทางไหนครับพี่ชาย”

 

“ห้องนอนหรอวะ เอ็งนะ มันคนงาน ไม่มีห้องนอน” พี่ต๊อปพูดไปยิ้มไปอย่างเยาะเย้ย

 

“และเอ็งจะให้พวกข้าเรียกอะไร เอ็งก็บอกมา” พี่เอสชักไม่พอใจ

 

“เอ้า ไอ้เหี้ยนี่ มาใหม่ อย่ากร่าง เอ็งรู้มั้ย ว่าข้านะ เป็นใคร” พี่ต๊อบตอบอย่างมีอำนาจ

 

“ขอโทษแทนพี่ชายผมด้วยครับพี่  ผมมาใหม่”

 

“เออ น้องเอ็งยังพูดดูน่าฟัง”

 

“เรือนคนงาน ก็อยู่ข้างหลังเนี่ย แต่ถ้าเอ็งอยากจะมีห้อง เอ็งมานอนกับพวกข้านี่ เดี๋ยวข้าจะจัดให้ชุดใหญ่จนเดินไม่ไหวเลย ท่าทางแม่งนุ่มนิ่มอย่างกะตัวเมีย”

 

“อะไรหรอครับ พี่ชาย” ผมถามพี่ต๊อบ

 

“รุมเอามึงไง ไอ้โง่”  คำตอบทำผมได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาพวกพี่ต๊อบ ทำไมพวกมันต้องคิดว่าเราเป็นตุ๊ดวะ พอเสร็จแล้วผมก็เอากระเป๋ามาลาก เพื่อที่จะเข้าเรือนนอน ได้แต่เดินก้มหน้าผ่านพวกพี่ต๊อป แต่แล้ว ก็โดนเตะที่ก้นจนหน้าทิ่ม พี่หันไป พวกพี่ต๊อปก็เฮลั่นเลยครับ นี่คงจะเป็นการรับน้องหละสิ

 

“อ้าวเฮ้ย” พี่เอสเหมือนกำลังจะเดินไปต่อย แต่ผมดึงเอาไว้ พร้อมกับส่งสายตาว่าอย่า เรามาวันแรก และมีเรื่องเลยก็จะเสียเปรียบ และพี่ต๊อบก็แกล้งเตะผมเบา ๆ

 

“พี่ชายเตะผมทำไมครับ”

 

“พี่ชายเตะผมทำไมครับ กูฟังแล้วหมั่นไส้ มาสมัครเป็นคนงาน แต่ลากกระเป๋าไฮโซเลยนะมึง ขโมยใครเค้ามาหละ”

 

“อ่อ ครูประจำชั้นให้ครับ” ผมโกหก และผมก็ก้มหน้าเดินไป

 

“เดี๋ยว เก็บของเสร็จแล้ว มาทำความสะอาดคอกม้าด้วย”

 

“ได้ครับ พี่ชาย”

 

“พี่ต๊อบ ไอ้ทำความสะอาดคอกม้านี่ มันงานพรุ่งนี้ไม่ใช่หรอ” ผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนข้าง ๆ พี่ต๊อปบอก

 

“ไอ้เ...้ยโป มึงอย่าเสือกเดะ” ผมรู้ทันทีว่าพี่คนนั้นชื่อพี่โป ผมหันไปสบตาพี่เค้านิดนึง และก็เดินไปพร้อมพี่เอส พอเปิดประตูไปเรือนนอนโคตรกว้างเลยครับ นอนรวมกันหมด ผมเห็นสภาพแล้วแทบทรุด เป็นเรือนสังกะสี นอนเรียงกัน เรื่องแอร์ไม่ต้องพูดถึง พัดลมก็ต่างคนต่างเอามา ส่วนพวกผมนะหรอครับ ไม่มี และเราจะนอนยังไงไหว พี่เอสนะพอได้ เพราะเค้าเป็นคนงาน แต่ผมนะสิ จะทำอย่างไร แต่ยังไงก็ต้องอดทนต้องทำงานแบบนี้ที่นี่ เพราะถ้าเข้าไปทำในเมือง ทำในเซเว่น ต้องโดนไล่ล่าแน่ ๆ และที่สำคัญ เราจะนอนที่ไหน มันดูเต็มไปหมดจริงๆ ผมเลยจำใจหันไปถามพี่ต๊อป

 

“พี่ต๊อปจะให้ผมนอนตรงไหนครับ”

 

“ใครให้เอ็งเรียกกูพี่ต๊อบ เอ็งต้องเรียกว่าหัวหน้า ไอ้โปนะ มันเรียกได้ เพราะมันเป็นลูกพี่ลูกน้องกับข้า แต่เอ็งนะ ไอ้ภูมิ ไม่ใช่”

 

“และหัวหน้าจะให้ภูมินอนตรงไหนครับ”

 

“พื้นมั้ง ถ้าเอ็งหาไม่ได้ก็นอนพื้น หรือว่าเอ็ง.....อยากโดนพวกข้ารุมเอาก็มานอนกับพวกข้า” พอพูดเสร็จ พี่ต๊อบก็เดินไปคำตอบทำให้ผมยืนงงเอ๋ออยู่ตรงนั้น ไม่มีใครช่วยผมเลยซักคนเลยครับ แสดงว่าพี่ต๊อปแม่งมีอำนาจสุดแล้วในนี้ เลยไม่มีใครกล้าหือ

 

“เอ็งมานอนกับข้าไอ้ภูมิ” แต่แล้วพี่โปก็พูดขึ้นมา ผมหันไปทางพี่โป อย่างน้อยก็มีหนึ่งคนที่ยังเป็นมิตรกับผม ผมกับพี่เอสเดินตามพี่โปไป พี่ต๊อปหันมาทางพี่โปทันที

 

“เอ็งอย่าคิดนะ ไอ้โป ว่าเอ็งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับข้า แล้วข้าจะไม่กล้าทำอะไรเอ็ง”

 

“อะไรของพี่วะ พี่ต๊อป จะแกล้งอะไรมันนักหนา เดี๋ยวมันก็ร้องไห้หรอก ดูดิ หน้าซีดแล้ว”

 

“ทนไม่ไหวก็ออกไปเดะ เอ็งอย่าลืมที่กูสั่งนะ ไอ้ภูมิ  วางกระเป๋าเสร็จแล้ว ก็ไปทำความสะอาดคอกม้าด้วย และถ้าใครช่วยมัน เดี๋ยวก็รู้ว่ากูจะจัดการไอ้เ...้ยที่มาช่วยมันยังไง” พี่ต๊อปหันไปทางพี่โป ส่วนพี่เอสโคตรโกรธเลยครับ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้ไม่แสดงออก พอพูดเสร็จแล้ว พี่ต๊อปก็เดินออกไปข้างนอกพร้อมพวกอีก 5 คน

 

“อย่าไปสนใจเลย ไอ้ภูมิ ไอ้พี่ต๊อปเดี๋ยวนี้แม่งบ้าอำนาจ ตอนมาอยู่ใหม่ ๆ ไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย ไม่รู้เดี๋ยวนี้เป็นเ...้ยอะไร”

 

“และพี่โปมาช่วยผมแบบนี้ เดี๋ยวก็เดือดร้อนหรอกครับ”

 

“โฮ้ย ข้าไม่สนหรอก ข้ามองว่ามันเกินไป ว่าแต่ เอ็งชื่ออะไรนะ” พี่โปหันไปทางพี่เอส

 

“ข้าชื่อเอส ส่วนน้องข้าชื่อไอ้ภูมิ”

 

“น้องเอ็งนะ รู้แล้ว ไอ้พี่ต๊อปมันพูดอยู่เมื่อกี้ นอนตรงนี้นะ ข้าง ๆ ข้านี่” ยังพอมีที่อยู่ตรงริมสุด ผมวางกระเป๋าไว้ตรงกลางข้างพี่โป ส่วนพี่เอสนอนริมประกบ พี่แกคงกลัวว่าไอ้อีกคนนึงจะมาแกล้ง เพราะก็ไม่รู้ว่าไอ้คนข้าง ๆ มันพวกไหน

 

“กูว่าพวกเอ็งชักอยู่ยากซะแล้วหวะ มีเรื่องกับหัวหน้าแบบนี้ ถ้าเป็นกู กูลาออกวันนี้เลย” อยู่ ๆ ไอ้คนฝั่งตรงข้ามก็พูดขึ้นมา ซึ่งผมไม่รู้ว่าหวังดีหรือหวังร้ายและแล้ว คนนั้นมันก็ล้มตัวลงนอน ส่วนผมก็ล้มตัวลงนอนเช่นกัน     โดยหันหน้าเข้าทางพี่เอสด้วยความรู้สึกที่อุ่นใจ และหันหลังให้พี่โป เชื่อว่าพี่โปคงไม่ทำอะไรผมแน่ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็นอนได้ไม่เต็มตา เพราะยังหวาดระแวงพี่ต๊อบอยู่  แต่ยังไงมันก็ต้องข่มตานอน เพื่อสู้งานในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง ผมจะขอไม่ยอมแพ้ ในเมื่อชะตาฟ้าลิขิตให้เป็นแบบนี้ เราก็คงต้องสู้กับมัน มันหมดแล้วครับ เวลาที่เราจะมาเสียไปกับการร้องไห้ พรุ่งนี้จะต้องเป็นวันที่ดีกว่าแน่นอน

 

 ......................................................................อ่านต่อครั้งหน้า.........................................................................

 

ผลงานนิยายเรื่องอื่น 

 https://board.postjung.com/1126551 ดาวไร้เดือน

 https://board.postjung.com/1126466 ชลรักริษยา

 https://board.postjung.com/1126498 the student นักเรียน......นักรัก

 

ผลงานวิชาการภาษาอังกฤษ

 

https://board.postjung.com/1126793 การใช้คำว่า right

https://board.postjung.com/1126556 ศัพท์ภาษาอังกฤษ อุปกรณ์การเรียน

https://board.postjung.com/1126933 บทเรียนเรื่องพืช plants are around you

เนื้อหาโดย: Niffy
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: Niffy
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
10 VOTES (5/5 จาก 2 คน)
VOTED: ke12oz, แสร์
 
คุณหนูภูมิใจกับชาวสวน
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

โตไวมากจาก หนุ่มน้อยเสียงใส มาเป็นนักศึกษาแพทยศาสตร์

เกษตรแปลกใหม่ ‘มะพร้าวจิ๋ว’ ลูกเล็กจิ๋วแต่หวานมัน ประเทศไทยก็ปลูกได้

ระทึกหนีตายกระเจิง! คานสร้างสะพานมอเตอร์เวย์โคราช ถล่มทับเก๋งขาด 2 ท่อน

เมื่อตุ๊กตๅยางทำหน้าที่ได้ดีกว่าเมีย

เหยียดเwศ! ช่อ พรรณิการ์ เผยเข้าสภา 2 วัน ส.ส.หญิง เจอ ส.ส.ชาย พูดจาแทะโลม

เปิดรายการทรัพย์สินประธานสภาคนใหม่ "ชวน หลีกภัย" มีเพียง 6 ล้านกว่าบาทเท่านั้น

ย้อนชมภาพและประวัติ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" ตลอดเส้นทางรับใช้ชาติ ของ "รัฐบุรุษ 5 แผ่นดิน"

ภาพวาดจากฝันร้ายของเด็กอายุ 16 ที่เห็นแล้วเป็นต้องรู้สึกสยอง

ความทรงจำที่มีต่อ "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" ของ "หงา คาราวาน" อดีตคอมมิวนิสต์ไทย เมื่อ 42 ปีก่อน

ลูกหลานโพสอาลัย ตายายจับมือกันนอนตายเคียงข้างกัน

สาวสวย กริยาเรียบร้อย เช่าคอนโด 9 ปี ตอนย้ายออก เจ้าของห้องตกใจสุดขีด จ้างแม่บ้าน 5 คนยังแทบจะไม่ไหว

เปิดตัว "แม่ครัว" ที่อยู่บนขวดซอสหอยนางรม ที่มีอยู่เกือบทุกครัวทุกบ้าน
Hot Topic อื่นๆของ Niffy
แบบฝึกหัดแม่กดรวมข้อสอบวิทย์ ป 6 ทำกันได้มั้ยThe student นักเรียน.....นักรัก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
แมวผี ตำนานผีเทคนิคเล่น PUBG ไม่มีสะดุดประมวลภาพการประท้วงโลกร้อน ทวงคืนความยุติธรรมให้สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมแว่นจากขยะในทะเล
ตั้งกระทู้ใหม่